การวางแผนกลยุทธ์ ทำการตลาด สมัยใหม่ และส่วนผสมทางการตลาด

กลยุทธ์ทาง ทำการตลาด สมัยใหม่ซึ่งเป็นส่วนผสมทางการตลาด(Marketing Mix)หรือที่เรียกสั้นๆว่า 8P’s ซึ่งต้องมีแนวทางความคิดทางการสื่อสาร ทำการตลาด (IMC)โดยอาศัยเครื่องมือการ ติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคแบบสมัยใหม่ซึ่งแบ่งส่วนขยายเพิ่มเติมจากเดิมอีก หลายส่วนทั้งงานศึกษาทั้งภายในและภายนอกประเทศเชื่อมโยงสู่การทำธุรกิจสมัย ใหม่ซึ่งเน้นการสร้างผลกำไรสูงสุดบนความพอใจของผู้บริโภคซึ่งเป็นการทำ ธุรกิจระยะยาว(Long-Term Business) พร้อมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคสมัยใหม่ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างมากโดย เฉพาะการแบ่งส่วนการตลาด(Segmentation)ซึ่งไม่สามารถแบ่งส่วนการตลาดแบบ เดิมๆได้แล้ว ซึ่งการเอกสารการศึกษาในส่วนแรกเป็นแนวทางทำธุรกิจและก่อให้เกิดพฤตกรรมใน การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนที่เอกสารอื่นๆจะช่วยในการวางแผนการตลาด ในธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีความเกี่ยวข้องและสอดคล้องกับการศึกษาใน ครั้งนี้
1.แนวคิดทางการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้ 8P’s

ซึ่งประกอบไปด้วยสว่นผสมทางการตลาด ดังนี้
1.1 กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ( Product Strategy )
1.2กลยุทธ์ราคา ( Price Strategy )
1.3กลยุทธ์การจัดจำหน่าย ( Place Strategy )
1.4กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด ( Promotion Strategy )
1.5กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์ ( Packaging Strategy )
1.6กลยุทธ์การใช้พนักงานขาย ( Personal Strategy )
1.7กลยุทธ์การให้ข่าวสาร ( Public Relation Strategy )
1.8กลยุทธ์ พลัง ( Power Strategy )
ซึ่งสามารถอธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายๆดังนี้

กลยุทธ์ ผลิตภัณฑ์ (Product Strategy)
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์นั้น จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจ เกี่ยวกับ
1. คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ( Product attribute )
2. ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ ( Product mix )
3. สายผลิตภัณฑ์ ( Product lines )
สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
1. แนวความคิดด้านผลิตภัณฑ์ ( Product Concept )
2. คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ( Product attribute )
3.ลักษณะเด่นของสินค้า ( Product Feature )
4.ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ( Product Benefit )

กลยุทธ์ราคา ( Price Strategy )
เป็นการกำหนดว่าเราจะตั้งราคาแบบใด กลยุทธ์ราคาสูงหรือราคาต่ำ สิ่งที่จะต้องตระหนักคือ
ราคาทีได้กำหนดไว้นั้นเหมาะสมในการแข่งขัน หรือสอดคล้องกับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของสินค้านั้นหรือไม่กลยุทธ์ด้านราคา ( Price strategy )
ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านราคามีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาดังนี้
1.ตั้งราคาตามตลาด ( On going price ) หรือตั้งราคาตามความพอใจ ( Leading price )
1.1 ตั้งราคาตามตามตลาด (On going price) เหมาะสำหรับสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้ยากจึงไม่สามารถจะตั้งราคาให้แตก ต่างจากตลาดคู่แข่งขันได้ นั่นคือ การตั้งราคาตามคู่แข่งขัน
1.2 ตั้งราคาตามความพอใจ ( Leading price ) เป็นการตั้งราคาตามความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงคู่แข่งขัน เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างในตราสินค้า สินค้าที่มีเอกลักษณ์ส่วนตัวมีภาพพจน์ที่ดี จะตั้งราคาเท่าไรก็ไม่มีใครเปรียบเทียบ
2. สินค้าจะออกเป็นแบบราคาสูง ( Premium price ) เมื่อแน่ใจในคุณภาพที่เหนือกว่าและการยอมรับในราคาของลูกค้าหรือราคามาตรฐาน ( Standard ) เมื่อใช้การตั้งราคาโดยพิจารณาจากราคาของคู่แข่งขัน หรือตราสินค้าเพื่อการแข่งขัน ( Fighting brand ) เป็นสินค้าด้อยคุณภาพกว่าคู่แข่งขันเล็กน้อย จะลงตลาดล่าง
3. การตั้งราคาเท่ากันหมด ( One pricing ) คือสินค้าหลายอย่างที่มีราคาติดอยู่บนกล่อง หมายถึง ไม่ว่าจะขายอยู่ที่ใดฤดูหนาวหรือฤดูร้อนราคาก็เท่ากันหมด หรือราคาแตกต่างกัน ( Discriminate price ) ข้อดี คือสามารถเรียกราคาได้หลายราคา แต่ข้อเสียก็คือ เราต้องหาเหตุผลในการตั้งราคาหลายอย่าง เพื่อให้คนยอมรับได้
4. การขยายสายผลิตภัณฑ์ ( Line extension ) ในกรณีนี้การนำเสนอสินค้าเริ่มต้นด้วยราคาหนึ่ง แล้วมีกลยุทธ์เผยแพร่ความนิยมไปยังตลาดบน หรือตลาดล่าง
5. การขยับซื้อสูงขึ้น ( Trading up ) เป็นการปรับราคาสูงขึ้นทำให้ได้กำไรมากขึ้น จึงพยายามขายให้ปริมาณมากขึ้นหรือการขยับซื้อต่ำลง ( Trading down ) เป็นการผลิตสินค้าที่มีราคาแพงให้มีคุณภาพกว่าสินค้าที่ราคาถูกเล็กน้อยแต่ ตั้งราคาสูงกว่า เพื่อให้คนซื้อสิ้นที่รองลงมา
6. การใช้กลยุทธ์ด้านขนาด ( Size ) คือไม่ทำขนาดเท่ากับผู้ผลิตรายอื่น ๆ

กลยุทธ์ช่องทางการจัด จำหน่าย( Place Strategy )
วิธีการจัดจำหน่าย จะต้องพิจารณาถึง
1. ช่องทางการจัดจำหน่าย ( Channel of distribution )
เป็นเส้นทางที่สินค้าเคลื่อนย้ายจากผู้ผลิตหรือผู้ขายไปยังผู้บริโภคหรือผู้ ใช้ ซึ่งอาจจะผ่านคนกลางหรือไม่ฝ่ายคนกลางก็ได้

2. ประเภทของร้านค้า ( Outlets ) ในทุกวันนี้จะพบได้ว่าวิวัฒนาการของการจัดจำหน่ายนั้นเป็นสิ่งที่เจริญเติบ โตรวดเร็วมากประเภทของร้านค้ามีมากมาย จนแทบจะตามไม่ทัน จะขอเรียงลำดับประเภทของร้านค้าจากใหญ่ไปหาเล็ก
3. จำนวนคนกลางในช่องทาง ( Number of intermediaries ) หรือความหนาแน่นของคนกลา
ในช่องทางการจัดจำหน่าย ( Intensity of distribution ) ในการพิจารณาเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายจะมีกระบวนการ 3 ขั้นตอน
ดัง นี้
(1) การพิจารณาเลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร
(2)พฤติกรรมในการซื้อของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ซื้อเงินสดหรือเครดิต ต้องจัดส่งหรือไม่ ซื้อบ่อยเพียงใด
(3) การพิจารณาที่ตั้งของลูกค้าตามสภาพภูมิศาสตร์

4. การสนับสนุนการกระจายตัวสินค้าเข้าสู่ตลาด ( Market logistics ) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต และตัวสินค้าจากแหล่งปัจจัยการผลิตผ่านโรงงานของผู้ผลิต แล้วกระจายไปยังผู้บริโภค

กลยุทธ์ การส่งเสริมการตลาด(Promotion Strategy )
กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดจะต้อง ประสานกับแผนการตลาดโดยรวมและควรกำหนดแผนการส่งเสริมการตลาดที่เฉพาะเจาะจง

กลยุทธ์ การบรรจุภัณฑ์ (Packaging Strategy )
การตัดสินใจเลือกรูปแบบการบรรจุภัณฑ์และประเภทวัสดุของบรรจุภัณฑ์มักจะใช้ กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่พัฒนาใหม่ หรือเมื่อมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าใหม่ กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์

กลยุทธ์ การใช้พนักงานขาย (Personal Strategy)
การขายโดยใช้พนักงานขายจัดเป็นรูปแบบการปฏิบัติ ตัวต่อตัวระหว่างกิจการกับลูกค้า ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังคำสั่งซื้อด้วยรูปแบบการขายที่แตกต่างกัน การขายโดยพนักงานขายนั้นเกี่ยวข้องกับการจ้างพนักงานขาย การจัดการทั่วๆ ไปเกี่ยวกับพนักงานขาย ตลอดจนการบริหารสินค้าคงคลัง การเตรียมการเสนอขายและการบริการหลังการขาย ในการพัฒนาแผนกการขายนั้น กิจการจะเริ่มตั้งแต่การตั้งวัตถุประสงค์และปฏิบัติการ ซึ่งต้องมีความชัดเจนและสอดคล้องกับประเภทของธุรกิจ โดยอาจเป็นธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการบริการ หรือธุรกิจการผลิต จากนั้นจึงกำหนดกลยุทธ์การขายและการดำเนินงาน การขายโดยใช้พนักงานขายนั้นหวังผลลัพธ์เพื่อเพิ่มยอดขายและขณะเดียวกันก็ เพื่อสร้างสัมพันธ์ภาพระยะยาวกับลูกค้าอีกด้วย

กลยุทธ์ การให้ข่าวสาร( Public Relation Strategy)
การให้ข่าวสารนั้น คือ รูปแบบหนึ่งของการติดต่อสื่อสารที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อ ทั้งนี้เพื่อสร้างทัศนคติที่เป้นบวกต่อสินค้าและกิจการของเรา แต่ปัจจุบันการสื่อสารโดยวิธีดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางอ้อมเกี่ยวกับสื่ออีกด้วย การให้ข่าวสารแก่สาธารณะชนนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวสารจัดว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในระยะยาวแก่องค์กร และต้องการให้ผลลัพธ์นี้ออกมาในเชิงบวกแก่องค์กร

blackcat agency

การทำคอนเทนต์ ทำการตลาด ควรจะเริ่มจากตรงไหนดี ที่จะทำให้ปังและได้ผล

การทำคอนเทนต์ ทำการตลาด ถือเป็นปัจจัยหลักและมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในวงการ Digital Marketing ผู้ที่เริ่มทำธุรกิจส่วนมาก หรือบุคคลที่อยู่ในวงการนี้ ต่างรู้ว่าคอนเทนต์ และ ทำการตลาด มีความสำคัญ ที่จะช่วยดึงให้ผู้ติดตามเสพ และในอนาคตจะเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นผู้บริโภค

การเริ่มสร้างคอนเทนต์ในช่วงแรก หลายคนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหน จับต้นชนปลายไม่ถูก คิดว่าการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องยากลำบาก แต่ความเป็นจริงแล้ว ง่ายกว่าที่คิด เมื่อได้เริ่มต้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะตามมาเอง หลักการสร้างคอนเทนต์จะมีดังนี้

1. การทำคอนเทนต์ อย่างสม่ำเสมอ
ควรลงคอนเทนต์เป็นประจำและสม่ำเสมอ เพราะในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าธุรกิจไหนๆ ต่างก็ใช้คอนเทนต์เพื่อการตลาดทั้งนั้น ถ้าหากทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้น แต่ในช่วงแรกๆ ที่เพิ่งลงคอนเทนต์ อาจจะต้องใช้ความอดทดสักนิด

2.รูปเป็นจุดดึงดูดสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์บทความ, Infographic หรือจะเป็นวิดีโอ การมีรูปสวยเป็นส่วนประกอบของคอนเทนต์ จะช่วยให้คอนเทนต์ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะจะเป็นสิ่งแรกสุดที่ช่วยดึงดูดให้ผู้ติดตามเสพคอนเทนต์ได้ยาวนานขึ้น ดังนั้นถ้าคอนเทนต์เป็นบทความ ก็ควรเลือกรูปภาพที่ดูสวยงาม และน่าสนใจ เกี่ยวข้องกับบทความที่เขียน แต่ถ้าหากเป็นวิดีโอ ก็ควรเลือกรูปปกให้ผู้ติดตามคลิกเพื่อดูวิดีโอให้ได้

3. ต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ
ในแต่ละอาทิตย์ ควรมีอย่างน้อย 1 คอนเทนต์ ที่เป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และเป็นแก่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณโดยตรง เป็นไปได้ควรลงในเว็บไซต์ของคุณเอง เพราะจะช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ของคุณในทางอ้อมอีกด้วย ทางที่ดีควรเป็น Live Content ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Podcast หรือวิดีโอ แต่อย่าลืมว่าต้องทำให้ผู้ติดตามเสพคอนเทนต์ได้ง่าย และมีประโยชน์ เพราะจะทำให้เกิดการแชร์ ทำให้คอนเทนต์แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

4. อย่ามองข้าม SEO
Search Engine Optimization หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SEO เป็นการลงทุนที่น้อย แต่ได้ผลมาก ถ้าหากทำสำเร็จ อันดับการค้นหาของเว็บไซต์ จะถูกโชว์มาในลำดับแรกๆ ทำให้ยอด Traffic หรือยอดคลิกมากยิ่งขึ้น โดยใช้ Keywords ต่างๆ นั่นเอง แต่ต้องเข้าใจว่าหลักการ SEO ทำได้แต่ก็ยังไม่เห็นผลในทันที จำเป็นต้องใช้เวลาเช่นกัน

5. ลองถามผู้ติดตาม เผื่อได้ไอเดียดีๆ
ลองถามผู้ที่กำลังติดตามคอนเทนต์ของเรา ว่าต้องการให้เรานำเสนอคอนเทนต์แบบไหน เป็นไปในรูปแบบใด เพราะบางที เราอาจเกิดได้ไอเดียหรือความคิดในการสร้างคอนเทนต์ดีๆ จากผู้ติดตามก็เป็นได้ และถ้าหากมีคอมเมนต์ติหรือให้ข้อเสนอแนะ ควรเปิดใจให้กว้าง วางใจเป็นกลาง และเมื่อได้รับคำชื่นชม ก็ไม่ควรหลงระเริงไปกับคำชมนั้นเสียหมด ควรเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคอนเทนต์ต่อไป

6. เรียนรู้การใช้โฆษณา
การโฆษณาผ่าน Social Media จะช่วยให้คอนเทนต์ของเราแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ถ้ามั่นใจว่าคอนเทนต์มีคุณภาพ และน่าติดตาม ก็จะทำให้คนเสพเพิ่มมาก และยังเป็นการเรียนรู้ระบบโฆษณาของ Social Media ไปในตัวอีกด้วย

blackcat agency

เขียน คอนเทนต์ ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง แบบ Inbound Marketing

คอนเทนต์เป็นหนึ่งในแผนการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing เนื่องจากคอนเทนต์นั้นสามารถสร้างรายได้และทำให้คนที่กำลังจะมาเป็นลูกค้า สามารถติดตามเราผ่านคอนเทนต์ แบบ Inbound Marketing และอาจจะเปลี่ยนใจมาเป็นลูกค้าเราไม่วันใดก็วันนึง ดังนั้น การทำคอนเทนต์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการตลาดรูปแบบนี้

หากคอนเทนต์ที่เราเขียนสามารถสร้างความไว้วางใจหรือสามารถสร้างประโยชน์ให้คนที่ผ่านเข้ามาอ่าน สามารถสร้างโอกาสในการขาย สร้างความรับรู้ถึงธุรกิจและกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้น แต่ว่าจะทำอย่างไรให้คนเล่านั้นเห็นว่าคอนเทต์ที่ต้องการส่งต่อนั้น มีความรู้และน่าสนใจหรือสามารถช่วยเป็นประโยชน์ให้ได้ ดังนั้นเคล็ดลับดีๆ เหล่านี้ จะช่วยให้คอนเทนต์ของคุณนั้นไม่น่าเบื่อ น่าสนใจและดูดีขึ้นอีกด้วย

รวบรวมไอเดียก่อนเขียน
ลองนำคำถามที่เกิดจากลูกค้าของคุณหรือดูว่าสิ่งที่น่าสนใจและน่าจะเป็นสิ่งที่ลูกค้านั้นสนใจ พยายามรวบรวมให้ได้หลายๆ เรื่อง แล้วเลือกเรื่องที่ดีที่สุด หลังจากนั้นคุณก็จะมีเรื่องที่คุณได้ลิสต์ไว้แล้วว่าจะเขียน และคุณก็จะรู้ว่าคุณควรจะทำยังไงกับการวางแผนไอเดียก่อนเริ่มเขียนได้

พาดหัวข้อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ชื่อหัวข้อที่ดี สามารถทำให้คุณไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของหน้า Google ได้ ยิ่งถ้าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ผู้อ่านเห็นแล้วสะดุดตาจนต้องกดเข้าไปอ่าน จะสามารถดึงดูดคนเข้ามาและปิดการขายได้ง่าย ส่วนใหญ่หัวข้อที่เป็นเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหา เคล็ดลับสำหรับหรือทำไมถึงต้องแบบนี้ หัวข้อที่สามารถแนะนำทางออกที่ดี

คำนำก่อนเข้าเรื่อง
เขียนบอกผู้อ่านถึงสิ่งที่เขาจะได้อ่านในคอนเทนต์นี้ เล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน หากเราเริ่มเปิดด้วยคำนำที่เกริ่นถึงความน่าสนใจของคอนเทนต์และเจาะจงถึงสิ่งที่ผู้อ่านต้องการรับรู้ ทำให้ผู้อ่านรู้ว่าสิ่งที่จะได้อ่านนั้นมีประโยชน์ต่อเขาจริงๆ

พูดเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
คอนเทนต์ที่ดีคือคอนเทนต์ที่มีการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มทำคอนเทนต์ต้องรู้ก่อนว่าควรเล่นคอนเทนต์แบบไหน กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน ใช้เวลาทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าให้มากเพื่อกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น ควรมีเนื้อเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหา ผู้อ่านส่วนใหญ่มักรู้ทันเทคนิคของธุรกิจที่มักแฝงการขายไปในคอนเทนต์

พยายามสอนมากกว่าขาย
เมื่อคุณต้องการที่จะส่งต่อความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน พยายามคิดอยู่เสมอว่า เนื้อหาเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผู้อ่านไหมหรือผู้อ่านจะรู้ถึงประโยชน์ของเนื้อหาเหล่านี้ไหม แต่อย่าพยายามทำคอนเทนต์ที่เหมือนการคุยโวโอ้อวดสรรพคุณของธุรกิจของคุณมากจนผู้อ่านรับรู้ได้ เป้าหมายของการทำคอนเทนต์คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้อ่านและให้ผู้อ่านกลายมาเป็นลูกค้าของธุรกิจเรา

เพิ่ม Call to Action
คุณควรรู้ไว้ว่างานเขียนของคุณนั้น จะสามารถสร้างโอกาสในการขายให้คุณ ต้องมีช่องทางในการติดต่อหรือมีส่วนร่วมกับคุณ การทำใช้ Call to Action ให้ไปที่หน้า Landing page เพื่อสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาเพิ่มเติมหรือช่องทางในการเข้าถึงคุณมากขึ้น หากเว็บไซต์ของคุณมีระบบ CRM เช่น Hubspot จะสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายของคุณโดยอัตโนมัติและจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อลูกค้ากลับมายังเว็บไซต์อีกครั้ง

ปรับปรุงเนื้อหาสำหรับการค้นหา
การทำ SEO จะช่วยให้เนื้อหาของคุณมีความเกี่ยวข้องและตรงเป้าหมายมากขึ้น หากบล็อกหรือเว็บไซต์ของคุณใช้ WordPress ในการสร้าง ตัวนี้จะมีปลั๊กอิน Yoast SEO ที่จะช่วยแนะนำคุณสำหรับการ เขียนคอนเทนต์ ให้ถูกต้องและถูกหลักของ SEO

อย่าลืมโปรโมทโพสต์
เมื่อคุณมีคอนเทนต์ที่ดีมากๆ ในมุมมองของผู้อ่านและคุณสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ อย่าลืมโปรโมทโพสต์ตัวเองบนโซเชียลมีเดียของคุณด้วยละ และใช้เทคนิคเล็กน้อยที่จะทำให้ผู้อ่านมาเจอบทความของคุณเช่น การใช้ Hashtag เพื่อเป็นการนำทางให้มาเจอ เป็นต้น

นี่คือเคล็ดลับการเขียนคอนเทนต์ง่ายๆ ด้วยตัวคุณ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้อ่านและทำให้ผู้อ่านที่ชอบในคอนเทนต์เขาคุณติดตามที่จะอ่านเรื่อยๆ และนี่อาจเป็นวิธีที่จะช่วยเพิ่มจำนวนคนติดตามให้กับบล็อกของคุณได้มากขึ้นอีกด้วย

Blackcat Agency