รวม 7 ซีรี่ย์เกาหลี นางร้ายบทเด่น แสดงดี คนด่าทั้งประเทศ!

My ID is Gangnam Beauty ไม่ใช่แค่เรื่องรักวัยรุ่น  แต่เป็นซีรีส์เพื่อผู้หญิงพลังหญิงที่คุณต้องดู! – THE STANDARD รวม 7 ซีรี่ย์เกาหลี นางร้ายบทเด่น  เป็นอีกหนึ่ง ตัวละครในซีรี่ย์ ที่ขาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ “นางร้าย” นั้นเอง ซึ่งต้องบอกว่านางร้ายในซีรี่ย์เกาหลีพากันแสดงดีมาก น่าหมั่นไส้สุด ๆ 555 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอรรถรสในการดูซีรี่ย์เลยค่ะ โพสนี้เราเลยจะพามาดู 7 ซีรี่ย์เกาหลีนางร้ายบทเด่น แสดงดี คนด่าทั้งประเทศ! ไปดูกันว่าจะมีนางร้ายจากเรื่องไหนบ้าง

โพสนี้มีเนื้อหาอะไรบ้าง แสดงทั้งหมด
1. My ID is Gangnam Beauty (2018)

ฮยอนซูอา รับบทโดย โจอูรี

ซีรีส์เกาหลีกระแสแรง แนวโรแมนติก-คอเมดี-ดราม่า ได้ฤกษ์ลงจอเอาใจแฟน ๆช่อง 7HD เป็นซีรีส์ที่สร้างจากเว็บตูนชื่อดัง ชื่อเดียวกันในปี 2016 ที่ดูแล้วได้ข้อคิดสอนใจ ความงามไม่ได้ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นเพราะสิ่งที่อยู่ในใจอาจตรงข้ามกับรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็นนำแสดงโดยสุดหล่อหน้าใส ขวัญใจนูน่า ชา อึน-อู (CHA EUN-WOO) จากวงบอยแบนด์ ASTROรับบทเป็น โด คยอง-ซอก หนุ่มฮอตสุดเพอร์เฟก เพียบพร้อมด้วยหน้าตาฐานะและตระกูลดี มีปมเรื่องแม่ เติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวทำให้เขาไม่สนใจไม่แคร์คนรอบข้างจากบทบาทนี้ทำให้เขาสามารถคว้ารางวัลนักแสดงชายหน้าใหม่ (BEST NEW ACTORAWARD) และรางวัล HALLYU STAR AWARD ไปครอง ร่วมด้วยนักแสดงสาวหน้าสวยอิม ซู-ฮยัง (LIM SOO-HYANG) รับบท คัง มี-แร หญิงสาวจิตใจดีแต่มีปมเรื่องรูปร่างและหน้าตา มักถูกคนรอบข้างกลั่นแกล้ง

แฟนเว็บตูนคงกำลังฟิน จิ้น และเขินจิกหมอนนุ่นทะลักกันอยู่แน่ๆ กับซีรีส์เรื่อง “ไอดีของฉันคือดอกไม้พลาสติก” คือถ้าใครชอบอ่านเว็บตูนนี่ แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักเรื่องนี้เลยนะ คือตอนที่อ่านนี่อินหนักมาก แทบทุกตอนนี่ต้องมีคนเม้นต์ด่าซูอา ไอ้เราก็ชอบอ่านเม้นต์ไง มันเลยทำให้เรายิ่งสงสารนางเอกจับใจ และถึงแม้ว่าตัวละครที่ทำเป็นซีรีส์จะไม่ได้งานดีเหมือนในการ์ตูน แต่ก็มีความน่ารักอยู่นะ นักแสดงหลักมีเสน่ห์มากๆ ถ่ายทอดตัวละครออกมาได้ชัดเจนดีเลยล่ะ

ด้วยเนื้อเรื่อง My ID is Gangnam Beauty (2018) เลือกเล่าประเด็น Bullying ที่เข้ากับสังคมปัจจุบัน การบูลลี่หน้าตา เป็นประเด็นที่หนักแน่น แต่ตัวซีรีย์กลับเล่าออกมาได้อย่างนิ่มนวล เข้าถึงได้ง่าย เบาสมอง ผสมกันให้ผู้ชมรู้สึกว่าดูเพลินๆ ได้ เนื้อเรื่องใส่ประเด็นสอดแทรกได้ดี ให้แง่คิด และด้วยเนื้อเรื่องที่มันไม่ได้สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนั้นมันจึงเล่าได้อย่างสบายๆ ค่อยๆ เป็นค่อยไปตามตัวละคร

ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะถูกปล่อยออกมาให้ดูกันผ่านช่องทาง NETFLIX กันได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็ต้องขอสารภาพตามตรงเลยว่า เพิ่งได้มีโอกาสได้มานั่งไล่ดูกับเขาสักที กับเรื่องราวของ ‘My ID is Gangnam Beauty ไอดีของฉันคือดอกไม้พลาสติก’ ซีรีส์เรื่องดังที่ถูกสร้างจากเค้าโครงของการ์ตูนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบน WEBTOON ทั้งฝั่งไทยและเกาหลี

ซึ่งหลายๆ คนที่ได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้จบต่างก็ยกย่องว่า นี่คือการ์ตูนที่พูดถึงค่านิยมในสังคมเกาหลีใต้ (ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้มีอยู่ในทุกสังคม) ที่ให้ความใส่ใจกับเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกและการ Bully กันของคนในสังคมได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

นางร้ายหน้าสวยที่ต่อหน้ายิ้มแย้มใส ๆ แต่ในใจร้ายมากขี้อิจฉา ออกแนวจิตนิด ๆ แต่ดีที่เรื่องนี้พระเอกฉลาดรู้ทัน โดนพระเอกด่าบ่อยมาก 555

เป็นซีรี่ย์เกาหลีที่สร้างมาจากเว็บตูน เรื่องราวของนางเอกที่มีปมเรื่องหน้าตา เลยไปศัลยกรรมเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในมหาลัยอย่างมีความสุข แต่ก็ยังโดนบุลลี่ นินทาอยู่ดีว่าสวยเพราะศัลยกรรม แล้วบังเอิญได้เรียนในเอกเดียวกันกับพระเอก ซึ่งพระเอกนั้นหน้าตาดีมาก เป็นคนนิ่ง ๆ มีสาวตามจีบเยอะ แต่พระเอกมองแต่นางเอกคนเดียว เนื้อเรื่องน่ารัก ชอบตรงที่พระเอกฉลาดไม่โง่ รู้ทันนางร้าย คอยช่วยนางเอกตลอด ฟินมากค่ะ

2. True Beauty (2020)

คังซูจิน รับบทโดย พัคยูนา

นางร้ายเรื่องนี้ตีบทแตกมาก ๆ แสดงดีจนคนเกลียด ตอนแรกมาบทเพื่อนดี ๆ หลัง ๆ มาร้ายซะงั้น แต่ในเรื่องนี้ดูเท่มาก ๆ แต่บทคือทำให้คนดูหมั่นไส้สุด ๆ

ซีรี่ย์ที่สร้างมาจากเว็บตูนดังในชื่อเดียวกัน บอกเล่าเรื่องราวของนางเอกสาวนักเรียนมัธยมที่ถูกเพื่อน ๆ ในห้องรังแกและบุลลี่เรื่องหน้าตา จนเกือบตัดสินใจโดดตึกตายแต่พระเอกเข้ามาช่วยได้ทัน หลังจากวันนั้นนางเอกเลยตัดสินใจฝึกแต่งหน้าจนชำนาญเมคอัพตัวเองจนสวยเป็นคนละคนกับตอนหน้าสด และมีเหตุให้ได้ย้ายโรงเรียนใหม่มาเจอกับพระเอก นางเอกเลยคิดว่าพระเอกเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องความลับหน้าสดของตัวเอง เรื่องนี้พระเอกก็หล่อพระรองก็งานดี ไม่ควรพลาดค่ะ

3. Mr. Queen (2020)

โจฮวาจิน รับบทโดย ซอลอินอา

นางร้ายในเรื่องรับบทนางสนมที่นอกจากจะร้ายแล้วยังไม่ค่อยฉลาดด้วย 555 ตามถวายตัวให่ฝ่าบาทแต่ก็ต้องรอเก้อ แต่แต่ละฉากที่ออกมาถือว่าน่ารำคาญ น่าตบพอสมควร

ซีรี่ย์แนวพีเรียดคอมเมดี้ เรื่องราวของเชฟหนุ่มหนุ่มชื่อดังสุดเจ้าชู้ ที่เกิดอุบัติแล้วฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าอยู่ในร่างของราชินีในยุคโชซอนของพระเจ้าชอลจง กษัตริย์หุ่นเชิดที่ซ่อนความลับไว้มากมาย แล้วต้องได้มาเจอกับการแย่งชิงอำนาจของสองตระกูลในยุคนั้น เป็นซีรี่ย์ที่ตลกมากกก นางเอกเล่นใหญ่สุด ๆ เนื้อเรื่องก็เข้มข้น อ้างอิงชีวิตจริของพระเจ้าชอลจงด้วย แนะนำเลยค่ะเรื่องนี้

4. Who Are You: School 2015 (2015)

คังโซยัง รับบทโดย โจซูฮยัง

นางร้ายที่คนเกลียดกันเยอะมาก ไปเดินตลาดคงมีเปลือกทุเรียนลอยใส่แน่ ๆ ร้ายเกินเด็กมัธยม ทั้งสีหน้า ท่าทาง และการกระทำ น่าหมั่นไส้สุด ๆ ยกให้เป็นนางร้ายเบอร์หนึ่งในลิสนี้เลยค่ะ

ซีรี่ย์บอกเล่าถึงนักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อ อีอึนบี ซึ่งมีพี่น้องฝาแฝดชื่อ โกอึนบยอล อีอึนบี ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า ต้องโดนเพื่อนในโรงเรียนกลั่นแกล้ง ในทางตรงกันข้าม โกอึนบยอลเธอเป็นสาวฮอต เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมเซกัง โรงเรียนหรูในกังนัม จนมาวันหนึ่งโกอึนบยอลได้หายตัวไป อีอึนจึงสวมรอยแทนและได้กลายเป็นสาวฮอตของโรงเรียน เธอพยายามค้นหาความจริงได้พบเงื่อนงำต่าง ๆ รวมไปจนถึงความลับเกี่ยวกับโรงเรียน โดยมีพระเอกเป็นเพื่อนสนิทคอยช่วยเหลือ และยังมีพระรองอีกด้วย จัดเป็นรักสามเส้าเลยทีเดียว

5. A World of Married Couple (2020)
jtbc

ดาคยอง รับบทโดย ฮันโซฮี

เป็นนางร้ายที่ทำให้คนทั้งเกลียดแล้วก็สงสาร ที่สำคัญคือสวยมาก ๆ ตีบทแตก รู้ทั้งรู้ว่าเค้ามีเจ้าของยังคิดจะแย่งเอาให้ได้ แต่แอดดันไปเกลียดผู้ชายมากกว่าเลยกลายเป็นสงสารแทน

เรื่องราวของนางเอกเป็นถึงรองผอ.โรงพยาบาล แต่งงานและมีลูกแล้ว ใช้ชีวิตได้เพอร์เฟคมาโดยตลอด อยู่มาวันหนึ่งจับได้ว่าสามีแอบคบชู้ โดยเพื่อนๆ และคนรอบตัวต่างรู้กันหมดแต่ก็ช่วยปิดบัง นางเอกช็อคมาก พยายามหาว่าเป็นใคร เรื่องนี้มีความพีคมากตั้งแต่ตอนแรก ดูแล้วแค้นแทนนางเอก เนื้อเรื่องดีมาก ลุ้นมากว่าจะจบยังไง เป็นซีรี่ย์ที่เรทติ้งพุ่งแรงมากตั้งแต่ออกอากาศได้แค่ไม่กี่ตอน

6. Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo (2016)

วังยอนฮวา รับบทโดย คังฮันนา

อีกหนึ่งนางร้ายที่ตีบทแตกมาก ๆ แสดงดีสุด ๆ นิสัยโลภมาก ใฝ่สูง เป็น จุดเริ่มต้น ของเรื่องร้าย ๆ สุด ๆ ไปเลยคนนี้

เป็นซีรี่ย์แนวย้อนยุค ออกแนวข้ามเวลาเหมือนละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ของไทยเลย นางเอกลงไป ช่วยเด็ก ในบ่อน้ำแต่ขาดันเป็นตะคริวจมน้ำเสียเอง และวันนั้นเกิดสุริยุปราคาพอดีทำให้ นางเอก หลุดไป ยุคราชวงศ์ โครยอ โผล่มาอยู่ท่ามกลางเหล่าองค์ชายซึ่งบุตรชายของ พระเจ้าแทโจ ในร่างของ ผู้หญิงคนหนึ่ง นางเอก จึงต้องแกล้งความจำเสื่อม เรื่องนี้อิงประวัติศาสตร์เกาหลี เกี่ยวกับการแย่งชิงบัลลังก์และ กสามเศร้า ของนางเอก เนื้อเรื่องออกแนวดราม่า ดูแล้วอินร้องไห้ตาม บทดี นักแสดงเล่นสมจริง สนุกมากแนะนำเลยค่ะ องค์ชายทุกคนก็งานดีมาก

7. The Penthouse (2020)

ชอนซอจิน รับบทโดย คิมโซยอน

นางร้ายที่แสดงออกทางสีหน้าได้ดีมาก ๆ น่าหมั่นไส้สุด ๆ หลงในลาภยศ ซื่อเสียง แค่เห็นหน้าก็ปวดหัวแล้ว 555 ถือเป็นนักแสดงคุณภาพเลยค่ะ

ซีรี่ย์เกาหลีแนวดราม่าทริลเลอร์ฟาดฟันกันสุดเผ็ดร้อน เป็นเรื่องราวของเพนต์เฮาส์ใจกลางกรุงโซลแห่งหนึ่งที่มีแต่ผู้ที่ร่ำรวยมีฐานะและชนชั้นสังคมสูง ๆ อาศัยอยู่ โดยแต่ละครอบครัวจะถูกแบ่งแยกระดับชั้นไว้ตามความสูงของเพนต์เฮาส์ ในเรื่องนี้จะดำเนินเรื่องผ่านทางแม่ทั้ง 3 ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน โลภ โกรธ หลง ต้องการยกระดับสถานะทางสังคมของตนเอง จนยอมหันหลังให้กับคำว่าศีลธรรมเลยเกิดโศกนาฏกรรมต่าง ๆ ขึ้น เรื่องนี้กระแสดีจนมีซีซั่น 2 แล้วด้วย

 

ดูหนังออนไลน์

[รีวิว] Men in Black International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก

[รีวิว] Men in Black International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก

[รีวิว] Men in Black International หน่วยจารชนสากลพิทักษ์โลก หนัง MIB ภาคนี้ส่วนตัวแล้วชอบแค่ฉากเปิดเรื่องเท่านั้นนอกนั้นเละเทะหมดเลย เนื้อเรื่องไม่น่าติดตาม ตัวละครเราก็ไม่อินไปกับมัน ฉากสู้ทำได้ไม่ดี Soundที่ใช้ในหนังก็ไม่บิ้วอารมณ์ในฉากดีๆ เลยสักฉาก ความแปลกใหม่จากภาคก่อนๆ ก็แทบไม่เห็น (ภาคก่อนๆ เราจะตื่นเต้นกับอุปกรณ์ที่ดูทันสมัย แต่ภาคนี้เหมือนเอาของที่ทันสมัยในสมัยก่อนกลับมาเล่าในยุคที่หนังอื่นๆ มันล้ำไปแล้ว ทำให้แทบไม่ตื่นเต้นอะไรเลย)

ภาคนี้พยายามขยายจักรวาลของ MIB ให้เป็น International แต่มันก็ยังธรรมดาครับไม่มีเสน่ห์หรือแรงดึงดูให้เรารู้สึกว้าวสักเท่าไร จริงๆ คือมันยังดูไม่ยิ่งใหญ่พอ

นักแสดงอย่าง Chris Hemsworth การแสดงในภาคนี้มันดูติดๆ ขัดๆ เหมือนตัวละครมีบุคลิกที่แปลกๆ ขัดกับบุคลิกตัวเอง ทำให้แทบไม่อินกับตัวละครหลักตัวนี้เลย ส่วน Tessa Thompson แสดงได้โอเคนะ แต่ตัวบททำให้ตัวละครนี้มันธรรมดา แต่ก็แสดงคู่กันได้อย่างเคมีลงตัว (ทำให้นึกถึง Thor ขึ้นมาทันที)

สำหรับ Liam Neeson ที่รับบทเป็น Agent High T แสดงได้ดีสุดๆ สีหน้าท่าทางบ่งบอกความรู้สึกของตัวละครนี้ได้ดีแต่ที่แย่คือบท ช่วงท้ายยอมรับว่าบทไม่โอเค

ตัวบทและเนื้อเรื่องเดินเป็นเส้นตรงมาก พร้อมตัวละครบางตัวปูทางมาดีมากๆ แต่ตัวบทลากไปจบแบบงงสุดๆ ความตื่นเต้น ความสนุกแทบหาไม่ได้เลยจากหนัง MIB ภาคนี้

ยอมรับว่าตัวเองต้องทนดูจนจบ แทบจะหาที่ดีของหนังไม่ได้เลย โดยส่วนตัวคือไม่ชอบจริงๆ ไม่รู้จะหาคำชมยังไงเลยละครับ ทั้งผิดหวัง ทั้งเสียดายที่หนังได้นักแสดงดังๆแต่หนังออกมาเป็นแบบนี้

สุดท้าย รีวิวเป็นความคิดส่วนตัวของผม หนังจะสนุกหรือไม่สนุกอยู่ที่คนดูแต่ละคนครับ ยังไงก็อยากให้ไปตีตั๋วดูกันนะครับ แฟน MIB ก็ต้องไม่พลาดเน้อ

Men in Black International เป็นหนังภาคต่อของแฟรนไชส์ MIB ที่ภาคสุดท้ายทิ้งไว้เมื่อปี 2012 ที่ในภาคนี้ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของภาคที่ผ่านมาเท่าไหร่ มีเพียง Easter Egg เล็กๆ ปรากฏเท่านั้น ซึ่งภาคนี้เลือกที่จะเล่าเรื่องราว MIB สาขา London แทน

มาพูดถึงตัวนักแสดงกันก่อนเลย เพราะน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดที่ดึงดูดใครหลายคนให้มาดูเรื่องนี้ ด้วยความที่เคมีอันลงตัวของ Chris Hemsworth กับ Tessa Thompson จากใน Thor: Ragnarok จึงทำให้ทั้งคู่ได้มาแสดงนำร่วมกันในหนังเรื่องนี้ และก็ดูเคมีเข้ากันเหมือนเดิม

Chris Hemsworth ก็ยังแสดงเหมือนกับ Thor ไม่มีผิดเพี้ยน แถมลุคในชุดสูทนี่หล่อโฮกกกก ส่วนทางด้าน Tessa Thompson อาจจะดูไม่ดุดันเท่า Ragnarok ค่อนข้างจะไปทางเนิร์ดๆ มากกว่า ทั้งคู่เข้าฉากกันได้ฮาในระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่ามันยังไม่ดูไม่เข้าขา หรือยิงมุก ตบมุกกันได้ฮา แบบใน Thor: Ragnarok สักเท่าไหร่ อาจจะเพราะด้วยบทที่ไม่เอื้ออำนวยหรืออะไรก็ตาม แต่มันก็ยังพอให้ยิ้ม ตลกได้ในหลายๆ ฉาก ส่วนตัวแอบคิดนะว่าถ้าเป็น Chris Hemsworth กับ Tom Hiddleston น่าจะลงตัวกว่านี้มาก ชอบสองคนนี้เข้าฉากในหนัง Marvel สุดๆ แต่ตัวละครที่ส่วนตัวแล้วคิดว่าฮากว่าคู่พระ-นาง คือองค์รักษ์ตัวจิ๋ว ที่ขโมยซีนแบบสุดๆ เรียกได้ว่าอ้างปากทีมีฮาแน่นอน

ทางด้านเนื้อเรื่องโดยรวมไม่ได้หวือหวา ดำเนินหนังเรียบง่าย ดูได้เพลินๆ ตามสไตล์หนัง Blockbuster ทั่วๆ ไป ยังคงมีความเป็น MIB ในภาคเก่าๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยความสนุก+มุกตลก แต่ก็ยังขาดเสน่ห์น่าดึงดูดไปซะหน่อย โดยรวมแล้วมันยังสู้ต้นฉบับไม่ได้อยู่ดี ดูดร็อปลงไปเยอะเหมือนกัน รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ไม่ได้ชวนว้าว หรือแม้กระทั่งการอยู่ร่วมกันในสถานที่ต่างๆ บนโลกของมนุษย์กับเอเลี่ยน ก็ไม่ได้ชวนว้าวเหมือนภาคก่อนๆ แต่ก็ยังดี ที่หนังพยายามขยายโลกของ MIB ให้กว้างขึ้น ถึงแม้เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านั้นแค่น้อยนิดก็ตาม

สรุปแล้ว Men in Black International เป็นการขยายโลก MIB (นิดนึง) ที่ดูได้เพลินๆ ไม่จำเป็นต้องไล่ดูภาค 1-3 มาก็รู้เรื่องไม่งงแน่นอน กึงๆ เป็นภาคต่อ กึ่งๆ รีบูทเช่นกัน ใครยังติดใจและคิดถึงเคมีของคู่พระ-นางจาก Thor: Ragnarok ก็ต้องไปดูกันในเรื่องนี้แหละ

ปล. มีฉาก Cameo ของดาราไทยด้วยนะเออ โดยในฉากนี้ดาราจะเปลี่ยนไปตามแต่ละประเทศที่เข้าฉาย

ที่มา

บ้านไร้ชายคา เทรนด์ใหม่ ของบ้านไทยกับโจทย์การออกแบบที่ท้าทาย

ด้วยสภาพภูมิอากาศ

บ้านไร้ชายคา เทรนด์ใหม่  ด้วยสภาพภูมิอากาศ ของประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับแสงแดดจัดจ้าและฝนตกชุกตลอดช่วงฤดูฝน จึงส่งผลต่อ การออกแบบบ้าน ในประเทศไทยที่นิยมดีไซน์หลังคาบ้านให้มีความลาดชันสูง เพื่อช่วยในการระบายน้ำฝนบนหลังคาได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังนิยมออกแบบหลังคาบ้านให้มาพร้อมชายคายื่นยาวมากเป็นพิเศษ เพื่อช่วยป้องกันฝนสาดเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านและยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแสงแดดและความร้อนให้กับตัวบ้านอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะสามารถพบเห็นแบบบ้านสไตล์ไทยเช่นนี้ได้ตามบ้านเรือนไทยสมัยเก่า หรือบ้านไทยประยุกต์ที่มีการหยิบนำเอกลักษณ์บางส่วนของบ้านไทยในอดีตมาผสมผสานไว้กับการออกแบบบ้านที่ลงตัวกับสภาพภูมิอากาศ

แต่เนื่องด้วยในปัจจุบันมีนวัตกรรมการก่อสร้างบ้านที่พัฒนาไปอย่างก้าวไกลมากยิ่งขึ้น จึงทำให้สามารถนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ในวัสดุต่าง ๆ มาปรับใช้กับการออกแบบบ้านรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยฟังก์ชั่นของวัสดุก่อสร้างที่ถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์การก่อสร้างบ้านอันเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดเป็นรูปแบบบ้านสไตล์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสำหรับการก่อสร้างบ้านในปัจจุบัน กับแบบบ้าน “No Eave House Style” เทรนด์การออกแบบบ้านไร้ชายคาที่ลงตัวกับการอยู่อาศัยในประเทศไทย

แม้คำว่า “No Eave House Style” จะดูเป็นคำใหม่ที่ใช้เรียกสไตล์การออกแบบบ้านไร้ชายคาที่ฟังดูไม่คุ้นหู แต่เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นตากับภาพของการออกแบบบ้านรุ่นใหม่ที่ไร้ชายคากันมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งสามารถพบเห็นได้บ่อยครั้งตามโครงการบ้านจัดสรรในยุคปัจจุบันที่มีการหยิบนำรูปแบบของบ้านไร้ชายคามาใช้ในการออกแบบบ้านพักอาศัยกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยปรากฎเป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความโมเดิร์นทันสมัยด้วยรูปทรงบ้านทรงจั่วสูงแบบไร้ชายคายื่นยาวที่เราคุ้นเคย ซึ่งจะเป็นรูปแบบบ้านที่แตกต่างจากบ้านโมเดิร์นในช่วงก่อนหน้านี้ที่นิยมออกแบบหลังคาทรงเพิงหมาแหงน แต่สำหรับการออกแบบบ้านสไตล์ No Eave House จะเป็นแบบบ้านที่ผสมผสานความโมเดิร์นทันสมัยแบบตะวันตก แต่มีการปรับรูปทรงหลังคาให้สูงขึ้นและมีองศาความลาดชันมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเรียกว่าหลังคาทรง  Modern Pitched Roof เพื่อปรับให้ลงตัวกับการอยู่อาศัยในประเทศไทยที่มีทั้งแดดและฝนมากยิ่งขึ้น

บ้านไร้ชายคา ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในประเทศไทยได้อย่างไร

มั่นใจว่า ผู้คนจำนวนมาก อาจ ตั้งปัญหา ว่า บ้านไม่มี ชายคา จะ สามารถตอบ ปัญหา การอาศัย ในประเทศ ไทย ที่ มี ลักษณะภูมิอากาศ ร้อนมาก แล้วก็ ฝนตก ชุกุ ในฤดู ฝน ราวกับ บ้าน สไตล์ทย เริ่มแรก ที่ มี ชายคายื่น ยาว ได้เช่นไร ข้อแรก จำเป็นต้องขอบอกว่า บ้าน สไตล์ No Eave เป็น แบบ บ้าน ที่ ผ่าน การออก แบบ แล้วก็ ปรับปรุง มาจาก บ้าน สไตล์ ตะวันตก ซึ่ง สะท้อน ความ โมเดิร์น นำสมัย แต่ว่ามีการปรับ ทรง หลังคา ให้มีความลาดเยง ชั้น มากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม เพื่อ เพิ่มความสามารถ ให้ตัวบ้านสามารถ สร้าง การ ไหลเวียน อากาศ ข้างในบ้าน ที่ มี หลังคา สูง ได้มาก ขึ้น ก็เลย ช่วยให้บรรยากาศ ในบ้าน ไม่ ร้อน อบอ้าว จนถึงเหลือเกิน ทั้งยังการออก แบบหลังคา ที่เพิ่ม ความลาดเอียง ชัน มากยิ่งกว่า ธรรมดา ยัง มีส่วนช่วย ให้สามารถ ระบาย น้ำฝน ได้ดิบได้ดี แล้วก็พร้อม ลดการสัผัสความร้อน ของ รังสียูวี จาก พระอาทิตย์ใน กลางวัน ด้วย เช่นเดียวกัน ก็เลย ทำให้แบบ บ้านสไตล์นี้ มีฟังก์ชั่น การใช้แรงงาน ซึ่งสามารถ ตอบ ปัญหา การอาศัย ในประเทศ ไทย ได้ อย่างเหมาะควร รวมทั้ง ยัง สามารถ เปิดเผย เสน่ห์ ความงดงาม ที่มีความนำสมัย แบบ โมเดิรัน ไป พร้อม อีกด้วย

บ้านไร้ชายคา กับเทคโนโลยีกันความร้อน

บ้านไทยสมัยก่อนจะนิยมออกแบบตัวบ้านให้มาพร้อมชายคายื่นยาว เพื่อใช้ป้องกันความร้อนจากแสงแดดและน้ำฝนสาดเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้าน แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย จึงทำให้นักออกแบบสามารถนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ในวัสดุก่อสร้างเหล่านั้นมาปรับใช้กับการออกแบบบ้านในประเทศไทยให้มีความสวยทันสมัย และสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัวกับสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน ซึ่งปัญหาที่หลายคนอาจกังวลใจว่าบ้านไร้ชายคาอาจไม่สามารถช่วยปกป้องตัวบ้านจากอุณหภูมิความร้อนได้มากเท่าที่ควร

แต่ด้วยนวัตกรรมของวัสดุก่อสร้างที่ได้รับการผลิตขึ้นมาช่วยตอบโจทย์การอยู่อาศัยภายในบ้านอย่างแท้จริง ด้วยวัสดุฉนวนกันความร้อนรูปแบบต่าง ๆ จึงสามารถเนรมิตบ้านไร้ชายคาที่สวยทันสมัยให้พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างเย็นสบาย โดยไม่ต้องกลัวว่าความร้อนจะมารบกวนใจ ซึ่งเทคโนโลยีกันความร้อนเหล่านี้จะมีอยู่ในวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ตั้งแต่ กระเบื้องหลังคา ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา ฝ้าเพดาน ฉนวนกันความร้อนกรุผนัง สีทาบ้าน ตลอดจนอุปกรณ์ประเภทประตูและหน้าต่างรุ่นใหม่ที่มาพร้อมคุณสมบัติการปกป้องตัวบ้านจากความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บ้านไร้ชายคา กับเทคโนโลยีกันฝน

นอกจากความร้อนที่เป็นปัญหาหลักต่อการอยู่อาศัยในประเทศไทยแล้ว เรื่องฝนตกชุกในช่วงฤดูฝนก็คืออีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการอยู่อาศัยภายในบ้านได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำรั่วซึมจากฝนตกหนักเนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน จึงทำให้น้ำไหลย้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านผ่านรอยต่อระหว่างแผ่นกระเบื้องต่าง ๆ หรืออาจเกิดจากคุณภาพของวัสดุหลังคาที่ไม่มีความแข็งแกร่งมากพอต่อการรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากฝนฟ้าอากาศ ในกรณีที่ลมพัดแรงขณะฝนตกและกิ่งไม้หล่นใส่กระเบื้องหลังคาบ้านจนแตกร้าวและเกิดเป็นรูรั่วซึมในที่สุด ซึ่งนับเป็นความท้าทายในการออกแบบบ้านไร้ชายคาสไตล์นี้ค่อนข้างมากกว่าบ้านไทยในแบบเดิม

แต่เนื่องด้วยปัจจุบันที่มีการคิดค้นนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลายให้สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยและการใช้งานมากยิ่งขึ้น จึงทำให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์บ้าน “No Eave House Style” ให้ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ด้วยวัสดุต่าง ๆ ที่สามารถเข้ามามีบทบาทต่อการออกแบบก่อสร้างบ้านให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวัสดุที่ช่วยป้องกันน้ำรั่วซึมบนหลังคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้น้ำไหลย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านผ่านช่องว่างใต้แผ่นกระเบื้องหลังคา รวมทั้งยังมีเทคนิคการติดตั้งรางน้ำควบคู่ไปพร้อมกับหลังคาบ้าน เพื่อช่วยในการระบายน้ำได้ดีในช่วงฤดูฝน และยังมีการพัฒนาคุณภาพของกระเบื้องหลังคาให้มาพร้อมประสิทธิภาพที่มีความแข็งแกร่งทนทานมากยิ่งขึ้น จึงสามารถมั่นใจได้ว่ากระเบื้องหลังคาจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับการออกแบบบ้านสไตล์นี้ได้เป็นอย่างดี

ความลงตัวของบ้านไร้ชายคาที่แท้จริง

จาก ปัญหา ที่ ท้า สำหรับการวางแบบ บ้าน “No Eave House Style” สู่ แบบ บ้าน ซึ่งสามารถตอบ ปัญหา การใช้ ชีวิต ของ คนรุ่นหลังได้อย่าง พอดี กับ สภาพอากาศ ของเมืองไทย ภายใต้ทง ที่ มีความ โมเดิน สมัย อย่างตะวันตก ด้วย ทรง หลังคาอัน เรียบง่าย แบบ เรขาคณิต แต่ว่า ในเวลาเดียวกัน ก็ ยัง ประสมประสาน ไป ด้วย กลิ่น จาก เคล็ดวิธี แบบ บ้าน ไทย สมัยก่อนโดย การชูจั่วหลังคา ให้สูงรวมทั้ง ลาดชั้น กว่า ธรรมดา เพื่อ ช่วย ดทอน ความร้อน จาก แดด ที่ ตกกระ ทบ กับ ผืนหลังคาโดยตรง แล้วก็ ช่วยระบายน้ำฝน บน หลังคา ใน ตอน ฝนตก เจริญ เหมือนกับ ในด้าน ของ บรรยากาศ ที่ การใช้ ชีวิต ข้างในบ้านสไตล์ นี้ ก็สามารถ มอบ ความ พอดี ให้ กับ ผู้อาศัย ได้ เช่นเดียวกัน โดย สามารถ ตกแต่ง ร่วมกับ บรรยากาศ ที่ ย้ำ ความธรรมดาด้วย การเลือก ใช้สิ่งของ ที่ พอดีต่อการใช้แรงงาน แม้กระนั้น ไม่ หวือหวา มากเท่าไรนัก หรือ บางที่อาจ ปรับพื้น ที่ ในบ้าน ให้น้นย้ำ ไป ในทาง ที่มีความอบอุ่น เป็นธรรมชาติ ผสม กับ กลิ่น ทิศตะวันออก แบบ ไทย ก็ สามารถ ปรับ ความ โมเดิร้น นำสมัยข้างนอก ให้มีความนิ่มนวล เยอะขึ้นเมื่อย่า งก้าว ไปสู่ พื้นที่ ข้างในบ้าน

เมื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยถูกนำมาผสมผสานเข้ากับการออกแบบบ้านรุ่นใหม่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ จึงสามารถรังสรรค์บ้านพักอาศัยให้โดดเด่นทั้งความสวยงามและการใช้งานที่ลงตัวกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รับออกแบบบ้าน

ซีรีส์เกาหลี รีวิว Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ Friend With Benefit

ซีรีส์เกาหลี รีวิว Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ Friend With Benefit

Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ Netflix 10 ตอนจบ เรื่องราวแนวโรแมนติกแบบเรียลๆ ของความสัมพันธ์แบบพิเศษที่เป็นพิษ ผ่านตัวพระเอกที่มีเสน่ห์เกินต้าน แต่กลับเลวร้ายต่อหัวใจมาก

ซีรีส์ที่ทำมาจากเว็บตูนในชื่อเดียวกัน (คลิกอ่านเว็บตูนแปลไทยที่นี่) และแอบอื้อฉาวด้วยเรต 18+ ในเกาหลี แต่มาลงในเน็ตฟลิกจะเป็นเรต 16+ ด้วยเรื่องแนวอีโรติกเบาๆ ด้วยพล็อตเรื่อง่ายๆ คือ นาบี นักศึกษาสาวศิลปะที่พึ่งเลิกแฟนจอมเจ้าชู้มาหมาดๆ ต้องมาพบกับเสน่ห์ชวนเคลิ้มของพัคแจออนเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยจอมเจ้าชู้ที่ไม่เคยคิดคบใคร ทำให้นาบีที่เกลียดกลัวความรักต้องเข้าไปพัวพันในสัมพันธ์สวาทแบบเพื่อนคู่ขาที่ต้องไม่คาดหวังความรักจากกัน

รีวิว รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 1ฟังพล็อตแล้วหลายคนอาจจะงงๆ กับความสัมพันธ์แบบนี้ ต้องอธิบายก่อนว่ามันคือความสัมพันธ์แบบ เฟรนด์วิทเบเนฟิท (Friend with benefit) หรือที่ย่อๆ ว่า FWB นั่นเอง ก็คือตัวเอก พัคแจออน (รับบทโดยซงคัง) เป็นคนที่มีแนวคิดไม่ครบใคร ไม่ผูกมัดตัวเองกับใคร แต่หว่านเสน่ห์ใส่ผู้หญิงที่เขาชอบได้หลายคน มี SEX กับหลายคน เป็นเพื่อนดูแลเทคแคร์กันได้ แต่ก็ไม่ผูกมัดกับใครสักคน ซึ่งจะมองว่าเจ้าชู้ก็ได้ เพราะเจ้าตัวก็หล่อบริหารเสน่ห์เก่ง แต่ก็ตรงไปตรงมากับความสัมพันธ์แบบนี้จริงๆ ไม่ได้ปกปิดหรือซ่อนเร้นแบบที่ผู้ชายเจ้าชู้ส่วนใหญ่ทำกัน ซึ่ง FWB กับผู้หญิงอาจจะเข้าใจยากสักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ไม่มี เพราะความสัมพันธ์แบบนี้คือมาจากทางตะวันตก ที่เขาสำรวจมาแล้วว่ามีแบบนี้เยอะมาก เป็นมากกว่าเพื่อนนิดนึง แต่ก็ไม่ใช่กิ๊กเพราะไม่ได้คบหาใคร เรียกว่าเพื่อนนอนก็ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดจริงๆ เพราะเป็นการตกลงใจกันทั้งสองฝ่ายโดยไม่ได้ปิดบังอะไรกันในความสัมพันธ์แบบนี้

แต่ปัญหาที่มักเกิดกับ FWB คือการข้ามเส้นความรู้สึกไปรัก ไปหึงหวง อยากครอบครองไว้คนเดียว อยากอวดว่าเป็นแฟนอะไรแบบนี้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้เมนหลักก็คือการนำเสนอความสัมพันธ์แบบใหม่นี้ โดยมีพัคแจออนเป็นตัวเอก แต่ไม่ใช่พระเอก เพราะในเรื่องยังมีตัวเอกอีกคนตามมาในภายหลัง และมีนาบีเป็นผู้หญิงที่ตกเข้ามาในบ่วงความสัมพันธ์แบบนี้โดยไม่รู้ตัวว่ามีผู้ชายแบบนี้จริงๆ แม้เธอเองพึ่งเจ็บมาหมาดๆ ในตอนเปิดเรื่องกับแฟนเก่าที่เอาร่างกายเธอไปทำงานศิลป์อุจาดโดยไม่บอก อีกทั้งยังนอกใจคาตา ซึ่งแม้เธอจะเข้มแข็งตัดความสัมพันธ์บอกเลิกมาได้ทันที แต่การมาเจอกับพัคแจออนโดยบังเอิญกลับหลงเสน่ห์กับเบ้าหน้าเขาตั้งแต่แรกพบ แถมยังพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาทำดีกับเธอเป็นพิเศษกว่าใคร แม้เพื่อนที่รู้จักพัคแจออนดีว่าเป็นคนยังไงจะเตือนเธอแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ห้ามใจให้หลงรักไม่ได้ ตามชื่อเรื่องนี้เลย (nevertheless ชื่ออังกฤษก็แปลความหมายในทำนองเดียวกันคือ ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น)

รีวิว  รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 2เนื้อเรื่องอาจจะดูว่านาบีเป็นเหมือนผู้หญิงโง่ซ้ำแล้วซ้ำอีกกับความรัก แต่นี่คือพ้อยท์หลักของซีรีส์เรื่องนี้เลยที่กล้าสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดแบบไม่อ้อมค้อมบิดเบือนเรื่องราวไปแนวโรแมนซ์ขายฝันแบบซีรีส์เกาหลีเรื่องอื่นๆ ซึ่งคนดูเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้หญิงแบบนี้จริงๆ รวมถึงผู้ชายแบบพัคแจออนก็ด้วย ตัวเรื่องนำเสนอความสัมพันธ์แบบ Toxic Relationship “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” ซึ่งก็เป็นความผิดของนาบีเองด้วยที่เล่นกับไฟ หลงไปกับผู้ชายแบบนี้ ซึ่งเรื่องราวจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของการขีดเส้นความสัมพันธ์ไว้แค่ FWB แม้อาจจะมีบางคราวที่เหมือนพัคแจออนจะยอมข้ามเส้นมา แต่เนื้อแท้ของเขาก็ไม่เปลี่ยนไปในตอนจบอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองผู้ชมที่พึ่งเริ่มดูต้องทำความเข้าใจก่อนว่า นี่ไม่ใช่ซีรีส์รักโรแมนติกที่สวยงาม แต่เป็นซีรีส์โรแมนติกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และก็ไม่ใช่ซีรีส์หักมุม ชิงไหวพริบ แม้ตัวนางเอก Han So-Hee จะเล่นบท ดาคยอง เมียน้อยจาก A World of Married Couple แต่บทของนาบีคือตรงกันข้ามเลย เธอเป็นผู้หญิงซื่อๆ ที่ติดบ่วงหลงเข้ามาในความสัมพันธ์นี้เองแล้วหาทางออกไปไม่ได้ ซึ่งก็คือความเรียลของเรื่องราวจริงๆ ในสังคมนี่แหละคือจุดขายของเรื่องนี้

รีวิว  รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 3ต้องบอกว่าแม้เรื่องราวจะเจ็บปวดและให้ตัวเอกอย่างพัคแจออนเป็นผู้ชายเชี่ยๆ ไม่กี่เรื่องที่เกาหลีทำออกมา แต่จุดนี้เองก็เป็นจุดขายที่มาแรงกว่าเรื่องราวที่กล่าวมามาก เพราะเอาจริงๆ คือซีรีส์เรื่องนี้มีกลุ่มทาเก็ตโดยเฉพาะเลยคือขายสาวๆ ที่ขอแค่ดูซงคัง ดาราหนุ่มรูปหล่อในคราบแบดบอยเจ้าเสน่ห์ที่ขยันโปรยทุกฉากที่ออกมา ซึ่งซีรีส์ก็ขายจุดนี้ก็ตรงๆ ทุกฉากที่ซงคังอ่อยนาบีคือเสน่ห์ที่ใจเกินต้านทานได้จริงๆ เขาคือดาราที่เหมาะมากกับบทนี้ แม้อาจจะไม่ได้หล่อแบบที่สุด แต่เสน่ห์อ่อยนี่เหลือล้นมากๆ ทุกจังหวะมีการรุกเบาๆ เข้าถึงเนื้อถึงตัว ชวนไปห้องด้วยการบอกว่าไปดูผีเสื้อ (พัคแจออนสักผีเสื้อไว้ที่หลังคอและชอบผีเสื้อ) ซึ่งบทนี้ไม่ใช่ผู้ชายสายรุกแบบขอแค่มี SEX แต่คือเขาก็เอาใจใส่ผู้หญิงที่หมายตาไว้จริงๆ เพียงแต่ว่าไม่ได้ทำแบบนี้คนเดียว แต่ก็ไม่ได้คบกับใคร แต่ผู้หญิงที่ติดบ่วงเขาก็อยากข้ามเส้นนั้นไปกันทั้งนั้น ซึ่งรวมถึงนาบีเองด้วย และก็ดูจะอาการหนักกว่าใคร เพราะบทเรียนที่เธอพึ่งได้รับมาเจ็บปวดก็แอบระแวงอยู่นิดๆ ซึ่งการขีดเส้นหัวใจไว้ยิ่งกลายเป็นการเพิ่มความรู้สึกอยากเอาชนะของพัคแจออนเข้าไปให้ได้อีก แต่ไม่ใช่ความรัก มันคือ SEX ที่เขามองหาอยากได้จากตัวนาบีต่างหาก ซึ่งเรื่องก็มีฉากแนวนี้อยู่พอสมควร แต่ไม่ได้แรงถึงขั้นเห็นอะไรแบบนั้น แต่แค่นี้ก็น่าจะตอบสนองแฟนๆ ที่มาดูซงคังได้เกินพอแล้วเช่นกัน

รีวิว Nevertheless รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์) 4แล้วพระเอกจริงๆ มีบทในฐานะอะไรในเรื่องนี้ ในซีรีส์ตอนนี้ยังไม่มีบทออกมา แต่ “ยังโดฮยอก” (รับบทโดย Chae Jong-Hyeop จากซีรีส์ Sisyphus: The Myth ในบทซัน หนุ่มหน้าใสที่แอบหลงรักนางเอก) คือเพื่อนสมัยเรียนที่แอบชอบนางเอก และก็เป็นยูทูบเบอร์ในตอนนี้ ตามบทจริงๆ ดูเหมือนพระรองที่มารับบทโอบอุ้มความบอบช้ำขางนาบีจากพัคแจออนมากกว่า ซึ่งกว่าจะสมหวังนั่นคือจบเรื่องนี้แล้ว และตัวเรื่องก็ไม่ได้เป็นแนวรักสามเส้าทุกข์ระทมอะไรมากนัก เพราะโครงเรื่องหลักก็ยังอยู่ที่ความสัมพันธ์เป็นพิษของนาบีที่ลุ่มหลงพัคแจออนมากว่า

รีวิว รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ที่ว่าด้วย Friend with benefit กับ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (ไม่มีสปอยล์)

รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ลง Netflix มีทั้งหมด 10 ตอน ฉายทุกคืนวันเสาร์หลัง 5 ทุ่มไป อาทิตย์ละตอน ตอนละชั่วโมงกว่า อาจจะดูอืดๆ บ้างกับเนื้อเรื่อง แต่ถ้าใครชอบแนวเรียลๆ ความแตกต่างจากความสัมพันธ์แบบ FWB ที่มีพระเอกเป็นคนแบบนี้ อาจจะดูเชี่ยมาก แต่แตกต่างจากซีรีส์เกาหลีขายฝันโดยส่วนใหญ่ แนะนำเลยว่าดี แต่ถ้าไม่อินกับอะไรแบบนี้ก็ข้ามไปได้เลยเช่นกันครับ

 

สรุป

ซีรีส์แนวโรแมนติกแบบเรียลๆ ดาร์คๆ เรื่องราวในแต่ละฉากดูขายฝันมีเสน่ห์จากตัวพระเอก แต่กลับเจ็บปวดจากความจริงและไปลงที่นางเอกทั้งหมด อาจจะดูอืดๆ บ้างกับเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยไปไหน แต่ถ้าใครชอบแนวเรียลๆ ความแตกต่างจากความสัมพันธ์แบบ FWB ที่มีพระเอกเป็นคนแบบนี้ อาจจะดูเชี่ยมาก แต่ก็แตกต่างจากซีรีส์เกาหลีขายฝันโดยส่วนใหญ่ แนะนำเลยว่าดี แต่ถ้าไม่อินกับอะไรแบบนี้ก็ข้ามไปได้เลยเช่นกันครับ

OVERALL
7/10
เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 0 (0 votes)
จุดเด่น

ความเรียลของเรื่องราวความสัมพันธ์แบบใหม่ Friend with benefit ที่มีตัวพระเอกเป็นคนแบบนี้
ความสวยของนางเอกที่ชวนดูจริงๆ
ซงคังในมาดแบดบอยรุ่นใหม่ที่หว่านเสน่ห์อ่อยทุกฉาก
มีฉากโรแมนติกกับอีโรติกเบาๆ อยู่ตลอด
ซีรีส์สั้นมีแค่ 10 ตอนจบ
จุดด้อย

นางเอกอาจจะดูโง่ยอมเผลอใจซ้ำแล้วซ้ำอีก (แต่เป็นการนำเสนอแบบเรียลๆ ตามจริง)
เนื้อเรื่องไม่ได้มีปมอะไรมาก

5 เหตุผลที่  รักนี้ห้ามไม่ได้ จะทำให้คุณฟินสลบ กนี้ห้ามไม่ได้ รักนี้ห้ามไม่ได้ ซีรีส์ใหม่ล่าสุดจากเน็ตฟลิกซ์

เล่าเรื่องราวของความรักที่ผลิบานระหว่างเพื่อนร่วมชั้นในวิทยาลัยศิลปะที่ถ่ายทอดโดยซงคังและฮันโซฮี เป็นเรื่องราวของยูนาบี (ฮันโซฮี) ซึ่งไม่เชื่อในความรักแต่ก็ยังอยากจะลองคบหาใครสักคน และพัคแจออน (ซงคัง) มักสนุกสนานกับการจีบสาว แต่รู้สึกว่าการคบใครสักคนเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ แม้ทั้งสองจะมีมุมมองต่อความรักและการคบใครสักคนต่างกัน พวกเขาก็ได้เริ่มต้นกันด้วยความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กตามประสา friends-with-benefits ลองมาดูกันว่าเหตุผลที่จะทำให้แฟน ๆ ต้องรอชมและหลงรักซีรีส์เรื่องนี้มีอะไรบ้าง

สร้างจากเว็บตูนชื่อดัง

ซีรีส์ความยาว 10 ตอนนี้สร้างจากเว็บตูนชื่อเรื่องเดียวกันที่ครองใจแฟน ๆ มาแล้วทั่วโลก คิมการัม ผู้กำกับและอำนวยการสร้างซีรีส์ กับฮันโซฮีเองก็กล่าวว่าทั้งคู่ต่างเป็นแฟนเว็บตูนเรื่องนี้เช่นกัน คิมการัมเล่าว่าตั้งแต่ตอนที่เธอได้อ่านเว็บตูน เธอก็อยากจะสร้างเรื่องราวของเว็บตูนนี้เป็นซีรีส์ที่ใช้คนแสดง ที่จะแสดงให้เห็นภาพของความรักและความสัมพันธ์ที่สมจริง ซึ่งต้องลองไปชมกันดูว่าซีรีส์กับเว็บตูนจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง

ความโรแมนซ์ที่สมจริง

แน่นอนว่าซีรีส์รักโรแมนติกของเกาหลีมีให้ชมกันเป็นจำนวนมหาศาล แต่ส่วนมากจะค่อนข้างแฟนตาซีมากกว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) มีฉากกุ๊กกิ๊กหวานแหววที่หลาย ๆ คนชื่นชอบในซีรีส์รักโรแมนติก แต่ขณะเดียวกันก็บอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงว่าความสัมพันธ์ของคู่รักสมัยนี้นั้นเป็นอย่างไร ซงคังกล่าวถึงสาเหตุที่บทนี้ดึงดูดเขาว่า “มันมีความหวาน ความโรแมนติก ที่เรามักคาดหวังจากความรักวัยรุ่น แต่ก็มีสิ่งอื่น ๆ ที่ทำให้เรื่องราวแตกต่างออกไป และทำให้มันโดดเด่นครับ” ว่ามาขนาดนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าความรักโรแมนติกสุดสมจริงของวัยนักศึกษามาแน่!

ตัวละครที่ใกล้ชิดกับผู้ชม

คิมการัมเล่าถึงชื่อเรื่อง รักนี้ห้ามไม่ได้ และเหตุผลที่ผู้ชมจะรู้สึกเชื่อมโยงไปกับเรื่องราวของตัวละครในเรื่องนี้ว่า เราจะยังคงตกหลุมรักใครสักคนอยู่ดี แม้จะรู้ว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวด ซีรีส์ รักนี้ห้ามไม่ได้ (Nevertheless) บอกเล่าถึงเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ฮันโซฮี พูดว่า “ฉันอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงด้านที่ซื่อตรงและการแสดงอารมณ์ของตัวละครนี้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา และหวังว่าผู้ชมจะอินไปกับเรื่องราวของตัวละครของฉันนะคะ” ไม่ว่าคุณจะเคยมีประสบการณ์ความรักในรูปแบบไหนมาก่อนในอดีต หรือกำลังจะได้สัมผัสประสบการณ์ความรักในอนาคต เหล่าตัวละครจากเรื่องนี้ก็ยังจะมีมุมที่คุณจะเข้าถึงและสัมผัสได้อยู่ดี

แคสติ้งนักแสดงที่สมบูรณ์แบบ

การแคสติ้งของ ซงคัง และ ฮันโซฮี นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คิมการัม กล่าวว่า “ฉันนึกถึงซงคัง และฮันซอฮีตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านเว็บตูนแล้วค่ะ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งสองคนต่างก็ชอบตัวเว็บตูนเอามาก ๆ และยังอยากทำงานกับฉันด้วยค่ะ” ซึ่งนักแสดงทั้งสองนั้นได้รับคำชมมากมายถึงการสวมบทตัวละครได้สมบทบาท ฮันโซฮีกล่าวว่า “ฉันกับนาบีมีอะไรที่เหมือนกันเยอะเลยค่ะ” ที่จริงแล้ว ฮันโซฮีเองก็มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ และได้แสดงฝีมือวาดภาพที่ประดับอยู่ในบ้านของนาบีอยู่บางภาพเช่นกัน

เคมีสุดเร่าร้อน

เราได้เห็นเคมีที่สุดแสนเข้ากันของทั้งคู่บ้างแล้วผ่านทางทีเซอร์และภาพนิ่งต่าง ๆ ซึ่งแค่นี้ก็รู้แล้วว่าน่าตื่นเต้นแค่ไหน ซงคังและฮันโซฮีกล่าวถึงข้อดีว่าการที่ทั้งสองนั้นอายุเท่ากันนั้นทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้น และส่งผลให้เคมีระหว่างพระนางนั้นเขากันดีสุด ๆ คิมการัมเสริมว่า “เคมีในจอของทั้งสองนั้นเป็นธรรมชาติมาก ๆ” และในซีรีส์เรื่องนี้ จะมีบางตอนที่ได้เรต 19+ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์สุดเร่าร้อนและเซ็กซี่ โดยซงคังแง้มว่า “จะมีฉากที่ชวนทำให้ใจเต้นอยู่เยอะเลยในซีรีส์เรื่องนี้นะครับ”

 

ดูหนังออนไลน์

 

หนัง The Fist of Blue Sapphire – ยอดนักสืบจิ๋วโคนันเดอะมูฟวี่ 23

หนัง The Fist of Blue Sapphire - ยอดนักสืบจิ๋วโคนันเดอะมูฟวี่ 23

เรื่องย่อหนัง หนัง Detective Conan: The Fist of Blue Sapphire หรือชื่อไทยว่า โคนันเดอะมูฟวี่ 23 ศึกชิงอัญมณีสีคราม การมาปรากฏของ กำปั้นสีน้ำเงิน หรืออัญมณีสีฟ้าของสิงคโปร์ ที่ถูกค้นพบในใต้ทะเลลึก มันได้ถูกนำมาประดับเข็มขัดของการชิงแชมป์คาราเต้ นั่นจึงทำให้เป็นที่หมายปองของจอมโจรคิด แต่เรื่องราวมันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะมันดันเกิดคดีฆาตกรรมที่ไม่คาดคิด!!!

ถ้าพูดถึงภาคเดอะมูฟวี่ของโคนันแล้วก็นับว่านี่คือภาคที่ 23 เลยทีเดียว เรียกได้ว่ามีมาอย่างยาวนานมาก (แน่นอนว่าโคนันยังไม่โตอีกตามเคย) ซึ่งโคนันถือเป็นการ์ตูนเพียงไม่กี่เรื่องที่เราดูแล้วรู้สึกสนุก แต่ต้องสารภาพเลยว่านานแล้วที่ไม่ได้ดูภาคเดอะมูฟวี่ แต่ความรู้สึกในภาคปกติมันก็ยังสนุกสำหรับเราอยู่ดี

ในภาคนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตามล่าอัญมณีสีคราม ที่เดินทางมาไกลถึงสิงคโปร์เลยทีเดียว ซึ่งมันดันเกิดคดีฆาตกรรมปริศนา ที่เกี่ยวข้องกับอัญมณีสีคราม และชื่อของจอมโจรคิดก็มีเอี่ยวด้วย ทำให้คิดต้องพาโคนันที่ไม่มีพาสปอร์ตออกนอกประเทศมา เพื่อช่วยไขคดีฆาตกรรมปริศนาของศึกชิงอัญมณีครั้งนี้ แถมคิดยังต้องมาเผชิญหน้ากับคู่ปรับอย่าง เคียวโกขุอีกด้วย!

ต้องบอกเลยว่าเป็นโคนันภาคที่ขาดเสน่ห์หลักมากๆ เป็นแรกที่ดูแล้วรู้สึกว่าคดีไม่น่าสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว คดีอ่อนมาก ไม่ซับซ้อน ไม่น่าค้นหา ไม่ชวนสงสัยเลย ไม่ทำให้เราอยากรู้เลยสักนิด เป็นเส้นตรงแล้วเดาทางง่ายมากถึงมากที่สุด ไล่ไปตั้งแต่เริ่มเกิดคดี ยันพาร์ทของการคลี่คลาย ดูจับยัดมาก ขาดๆ เกินๆ ไร้ชั้นเชิงสุดๆ แถมมันยังดำเนินเรื่องและนำเสนอออกมาได้น่าผิดหวังมาก

ซึ่งเหมือนกับว่าหนังไปเน้นและให้ความสำคัญที่ตัวละครอย่างคิดกับ เคียวโกขุ เสียมากกว่า และทำให้โคนันเหมือนกลายเป็นตัวประกอบไปโดยปริยาย โดยเฉพาะบทของ โซโนโกะกับเคียวโกขุ นี่ยิ่งหนักเลย ดูไม่สมเหตุสมผล ปมขัดแย้งก็ดูไร้สาระ มันเลยยิ่งส่งให้เราไม่อินเข้าไปใหญ่ แถมยังมาใส่ในจุดท้ายที่รู้สึกขัดมากๆ อีกด้วย

การที่แนะนำตัวละครแล้วขึ้นแค่ฟอนต์ภาษาไทยนี่ยิ่งรู้สึกขัดเข้าไปใหญ่ ทั้งๆ ที่ในตัวอย่างมีภาษาญี่ปุ่นขึ้นกำกับไว้ด้วยแท้ๆ รวมมาถึงการพากย์ (เราไปดูพากย์ไทยมา) ซึ่งการที่เหล่าตัวละครไปถึงสิงคโปร์ มันจะไม่มีการพูดภาษาอื่นกันเลยหรอ มันเลยทำให้รู้สึกตะหงิดๆ ใจบ้างเล็กน้อย

งานภาพนี่รู้สึกว่าลวกมาก เหมือนไม่ตั้งใจทำยังไงยังงั้น ฉาก Wide ออกมาหน่อยตัวละครก็ดูไม่ใส่ใจรายละเอียดแล้ว ยังดีที่ช่วงท้ายของหนังยังพอโอเคขึ้นมาบ้าง (นิดนึง)

สิ่งที่โอเคเพียงไม่กี่อย่างหนึ่งเลยคือเพลงประกอบ ตามมาด้วยฉากฮาๆ ทั้งหลาย ที่ทำให้ยิ้มได้อยู่บ้างเล็กน้อย พร้อมกับให้คะแนนฉากโชว์เท่ต่างๆ ของคิด เท่านั้นแหละ นอกเหนือจากนั้นก็อย่างที่ได้กล่าวไป

สรุป โคนันเดอะมูฟวี่ภาคนี้สำหรับเราผิดหวังมากเลย ถึงแม้จะไม่ได้ติดตามเดอะมูฟวี่มาทุกภาค แต่มันก็ยังไม่สามารถดึงความรู้สึกชอบหรือสนุกให้กลับมาได้อย่างที่เคยเป็นในภาคที่เราเคยดูแต่ก่อนออกมาได้เลย

อ่านต่อได้ที่

 

รีวิว So Not Worth It วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น พบกับ เด็กหอนานาชาติ

รีวิว So Not Worth It วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น พบกับ เด็กหอนานาชาติ

วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น ( So Not Worth It ) ซิทคอมแนวตลก โรแมนติกดราม่าจากเกาหลี ออริจินัลเน็ตฟลิกซ์ฉายสตรีมมิ่ง 12 ตอน ตอนละครึ่งชั่วโมงที่บอกเล่าเรื่องราวสุดวุ่นวายของหอนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลี ที่มีคนประหลาด ๆ และปัญหาว้าวุ่นใจมากมาย ทั้งความรัก มิตรภาพ และโชคชะตา พร้อมโดยความหรรษาของมุกและการแสดงที่ทุกคนจัดเต็ม สร้างและกำกับโดย ควอนอิกจุน, คิมจองชิก, ซออึนจอง, เบกจีฮยอน ที่หมายมั่นปั้นมือในการสร้างเรื่องราวของเหล่าวัยรุ่นในเกาหลีที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยง ไม่ต้องกลัวผิด กลัวถูก การรวมนักแสดงทั้งเกาหลีและนานาชาติมาไว้ในเรื่องเดียวกันนำแสดงโดย พัคเซอัน, ชินฮยอนซึง พร้อมได้นักแสดงน้องใหม่อย่าง ชเวยองแจ (ยองแจ วงเคป๊อบ GOT7 ที่มีแบมแบม ศิลปินชาวไทยอยู่ด้วย), ณิชา ยนตรรักษ์ (มินนี่ ศิลปินชาวไทยในวงเคป๊อบชื่อดัง (G)I-DLE) กับผลงานการแสดงในบทนำเป็นครั้งแรก โดยซิทคอมเรื่องนี้เป็นซิทคอมที่ทางเน็ตฟลิกซ์สร้างขึ้นร่วมกับค่ายเพลงของเกาหลี Mystic Story ซึ่งเรียกกระแสเป็นอย่างมากเพราะการที่มีศิลปินจากวงเคป๊อบชื่อดังทั้งของเกาหลีและไทย ก็ทำให้ดึงดูดแฟนทั้งไทยและอินเตอร์ได้เป็นอย่างดีพอสมควร

So Not Worth It (2021) on IMDb
8.0/10595 votes

เรื่องราวซิทคอมบอกเล่าถึงชีวิตของตัวละครที่มาอาศัยอยู่ร่วมกัน ซีวาน นักศึกษาสาว เจ้าหน้าที่ดูแลหอนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโซล ผู้มองโลกในแง่ร้ายสุดขั้ว และเห็นแก่ตัวที่คอยภาวนาให้โลกแตกในสักวันได้พบเจอกับ เจมี่ ชายหนุ่มรูปงามปริศนาท่าทางไม่เอาไหนที่ดันเข้ามาอยู่ในชีวิตของเธอโดยบังเอิญ และนั่นทำให้เธอต้องหัวปั่นเพราะเขามาปั่นป่วนใจเธอ เท่านั้นยังไม่พอ เหล่าลูกหอของเธอที่เป็นทั้งมิตรและศัตรูต่างก็มีเรื่องมาให้เธอแก้ไม่ตกเพราะความแตกต่างของพื้นเพของแต่ละคนอย่างสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็น ฮยอนมิน หนุ่มลูกครึ่งแอฟริกาที่ลักลอบอยู่ภายในหอ คาร์สัน สาวห้าวจากอเมริกาที่มาใช้ชีวิตสุดซกมกเพราะหลงใหลในอาหารเกาหลี มินนี่ สาวไทยใจเด็ดจอมปากร้ายที่บ้าซีรีส์เกาหลีเข้าเส้นเลือดจนต้องตามมาถึงเกาหลี แซม หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันสุดขี้โอ่ ใจแคบ และหลงตัวเอง ฮานส์ ชายหนุ่มมือถือสากปากถือศีลจากสวีดิส และไทริส หนุ่มผู้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด ท่ามกลางเรื่องราวสุดฮา เมื่อพวกเขาต้องพบเจอกับปัญหาของแต่ละคนที่จะสอนให้เขาได้รู้จักคำว่า มิตรภาพและความรัก แต่พวกเขาอาจจะลืมไปว่า ในโลกใบใหญ่นี้ มีอะไรที่พวกเขาไม่รู้อยู่มากมาย

ตามประสาซิทคอม การเล่าเรื่องในเซ็ตติ้งฉากหนึ่งเป็นหลัก ซึ่งในที่นี้ก็คือหอพักนักศึกษาที่ทุกอย่างเริ่มต้นจากที่นี่ และตัวละครทุกตัวก็จะมาพบเจอกัน ทำกิจกรรม และก่อเรื่องวุ่นวายในแต่ละตอน ถกเถียงกันไปมา ก่อนที่จะค่อย ๆ พาไปเล่าประเด็นหลัก ประจำตอนของแต่ละคน สลับกับประเด็นย่อย ๆ ของตัวละครอื่น ๆ ซึ่งไม่มีใครถูกทิ้งหรือหายไปสักตอนเลยจากทั้ง 12 ตอน แม้ว่าเส้นเรื่องของซีวาน ตัวละครหลักที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของเรื่องจะโดดเด่น แต่การเล่าเรื่องจะให้ความสำคัญกับตัวละครรอบ ๆ เธอ ทำให้เรารู้นิสัยใจคอ และเอกลักษณ์ประจำตัวนั้น ๆ จนเชื่อได้ว่าตัวละครเหล่านี้เป็นคนจริง ๆ และเรื่องราวในเรื่องก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง ชั้นเชิงของการเล่าเรื่องแม้จะเป็นซิทคอม แต่ก็ลงทุนพอสมควร เพราะบางฉากที่ถ่ายนอกสถานที่ก็ทำได้ดีระดับซีรีส์เกาหลีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าซิทคอมเรื่องนี้คุณภาพดีมาก ตัวอย่างอาจจะขายความตลก แต่เนื้อแท้ของมันมีสาระมากกว่าที่คิดมาก ๆ แม้ว่าพล็อตโรแมนติกของเรื่องมันจะสูตรสำเร็จไปหน่อย แต่ผมที่ไม่ได้ดูซิทคอมของเกาหลีมาก่อน ก็รู้สึกว่าเขามีความพยายามใส่รายละเอียดและปมของตัวละครได้ดีมาก ๆ มีการเล่าประเด็นนึงจนจบ แล้วตอนต่อมา ก็ดึงประเด็นนั้นกลับมาเล่าต่อให้รู้สึกว่า มันมีเส้นเรื่องมากกว่าความตลกกับความโรแมนติก แถมยังมีตัวละครอื่น ๆ มาคอยสร้างเสียงหัวเราะและประเด็นใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในแต่ละตอน มีบางตอนในซีรีส์ที่ตลกก็จริง แต่บางตอนก็จริงจังมาก ๆจนทำให้ช่วงท้ายกลายเป็นเล่าเรื่องไม่สุดไปเลย เพราะตอนก่อนหน้ามันทำได้ดีมากในแง่ของการดึงสถานการณ์ที่ใหญ่มาก ๆ พอมาตอนหลัง ๆ มาตลกร้ายก็ทำให้รู้สึกเรื่องราวมันจบลงแบบดื้อ ๆ

โดยสถานการณ์ของเรื่องจะไม่ได้เป็นการนำเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติมาเล่นว่าทำไมคนต่างชาติต้องทำแบบนี้ ทำไมคนเกาหลีต้องทำแบบนี้ เพราะเห็นมีนักแสดงที่ไม่ได้มีแค่เกาหลี ล้อเลียนวัฒนธรรมป๊อบคัลเจอร์ พวกหนัง เพลง ภาพยนตร์ต่าง ๆ การเล่าเรื่องแบบปัญหาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ การสอนให้รู้จักใช้ชีวิตโลกแห่งความเป็นจริง มีจิกกัดตัวละครกันไปมา มุกตลกเจ็บตัว แต่ไม่มีอะไรที่ดูแล้วรู้สึกอึดอัด เพราะมันเป็นธรรมชาติมาก บางตัวละครก็ทำอะไรที่คาดไม่ถึงให้เราเซอร์ไพรส์และกลายเป็นมุกตลกของเรื่อง เช่น คนไทยชอบดูซีรีส์เกาหลีจนอินมากไปใช้ในชีวิตจริง คนเกาหลีที่คิดว่าเกาหลีเหนือจะทิ้งขีปนาวุธใส่เกาหลี พี่น้องที่ผิวสีไม่เหมือนกันเพราะคนหนึ่งผิวขาว คนหนึ่งผิวดำ คนต่างชาติที่หลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติของเกาหลี คนอเมริกาที่กินเก่งเป็นประวัติการณ์จนทำให้เกิดปัญหา ความรักของเพศเดียวกัน แต่ไม่ต้องกังวลเพราะซีรีส์เหมือนถูกเขียนออกมาอย่างรัดกุมไม่มีช่องโหว่หรือมีปัญหากระทบต่อชนชาติไหนเลย แถมยังสั่งสอนตัวละครกลาย ๆ ด้วย ว่าง่าย ๆ นี่เป็นซีรีส์ที่สอนวิธีการเข้าสังคมเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี ตัวละครทุกตัวในเรื่องต่างก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ มีความผิดพลาดเป็นของตัวเอง แต่พวกเขาเลือกที่จะเปิดใจและทำความรู้จักไปด้วยกัน จนสามารถมีพัฒนาการเป็นตัวละครที่ดี หรือบางคนอาจจะไม่มีเลย แต่เพราะตัวละครมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้ตัวละครสักตัวจะต้องเป็นที่ชื่นชอบของคนดูแน่นอน

ตัวละครแต่ละตัวก็มีคาร์แร็คเตอร์ชัดเจนและมีเสนห์ ไม่ว่าจะเป็น ซีวาน สาวน้อยที่เลือกจะปิดกั้นตัวเองเพราะว่ามีปมจากครอบครัวบางอย่างที่ทำให้เธอไม่เชื่อใจใคร จนต้องทำเรื่องแย่ ๆ กับคนรอบตัว เจมี่ ชายหนุ่มปริศนาที่ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในเกาหลีหลังจากย้ายมาจากอเมริกาและได้เรียนรู้ที่จะเข้าหาคนอื่นแถมยังสั่งสอนตัวละครอื่น ๆ ได้ด้วย เป็นตัวละครเอกชายที่ไม่ได้มาแค่หล่อเท่อย่างเดียว มินนี่ หญิงสาวที่ชอบจิ้น มโน เพ้อเจ้อ แถมยังชอบผู้ชายไปทั่ว เพราะคาดหวังว่าตัวเองจะได้มีความสุข แต่เมื่อไหร่ที่เพื่อนเดือดร้อน เธอก็พร้อมจะช่วยเหลือทุกคนให้ผ่านไป แซม ชายหนุ่มใจแคบที่ทำตัวเท่ แต่ไม่สนใจคนอื่น แถมยังเจ้าสำราญเป็นที่สุด ฮยอนมิน ชายหนุ่มที่เจอแต่เรื่องซวย ๆ เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เพียงเพราะอยากจะโชคดี แต่ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตรอดต่อไป คาร์สัน สาวห้าวซกมกที่มาจากครอบครัวมาเฟียและมีความรักที่ดีในเกาหลี แต่ลึก ๆ เธอก็รักและห่วงใยเพื่อนเสมอ ฮานส์ ตัวละครหนุ่มหงิม แต่จริง ๆ ซ่อนความร้ายไว้ ไทริส ชายหนุ่มที่บอกเพื่อนว่าเป็นหนุ่มสำราญ แต่อาภัพมาตลอด จนเขาได้พบความสัมพันธ์ที่ไม่คาดฝัน ตัวละครเหล่านี้จะเป็นตัวแทนพาทุกคนไปสำรวจชีวิตของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่ฉากเข้าห้องเรียนแทบจะนับฉากได้ เพราะส่วนใหญ่จะเน้นในหอมากกว่า และมีนอกสถานที่เป็นบางตอน

ในส่วนของความโรแมนติกก็ใช้ได้เลย มีการปูความสัมพันธ์แบบเรียบง่าย ค่อย ๆ ฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ ไปด้วยกันจากเรื่องเล็ก ๆ ค่อย ๆ ใส่ใจรายละเอียดของอีกฝ่าย ยอมรับในความแตกต่าง แต่บางคู่จะรักกันก็รักกันดื้อ ๆ เลย อารมณ์แบบวัยรุ่นกับวัยผู้ใหญ่่ในทางด้านจิตใจและวุฒิภาวะ แถมทำออกมาได้น่ารักชวนให้เขินในตัวละครเหล่านี้ แม้ว่ามันจะน้ำเน่าไปหน่อยก็เถอะ ทั้งรักต่างฐานะ รักของเพื่อนที่กัดกัน รักที่ไม่สมหวัง รักที่หึงหวง เข้าใจผิดกันไปมาเพราะคนรอบตัว แต่พอจบประเด็นความรัก ซีรีส์ก็ละเลงความตลกได้อย่างเต็มที่ผ่านตัวละครอื่น ๆ หลังจากตอนแรก ๆ ต้องขอบคุณจังหวะจะโคนที่นักแสดงสามารถเล่นออกมาได้ดี พร้อมทั้งซาวด์ประกอบและงานกราฟฟิกที่แทรกเข้ามาอย่างลงตัว แต่มุกตลกคือพูดได้เต็มปากว่าขำทุกตอนมาก ขำก๊ากบางมุกเลยก็มี คือมันก็ขำแบบซิทคอมที่มีเสียงหัวเราะดังเวลามุกตลกปรากฏแต่บทพูดมันชาญฉลาดมาก บางบทพูดคือดีเกินซิทคอมธรรมดามาก ๆ แถมบางช่วงยังสามารถหักมุมได้ด้วย แต่น่าเสียดายที่แม้เส้นเรื่องเหล่านี้จะชัดเจน แต่บางปมที่ปูเอาไว้ดูจะจริงจังมากในตอนท้ายของแต่ละตอน อย่างการสืบสวนเรื่องของยาเสพติดภายในหอนักศึกษา กลับไม่มีประโยชน์กับเส้นเรื่องขนาดนั้น มันเลยกลายเป็นว่าเราคาดหวังปมนี้ แต่ต้องผิดหวังเพราะมันเหมือนถูกเล่าให้ดูเหมือนมีอะไรแต่จริง ๆ กลับไม่มีอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้เล่าในซีซั่นหน้าหรือเปล่าถ้ามีนะครับ
รีวิว So Not Worth It วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น เรื่องวุ่นเด็กหอนานาชาติ (ไม่สปอยล์) 5
ทีมนักแสดงสมกับที่ผู้กำกับบอกไว้ พวกเขาทั้ง 8 คน มีเสน่ห์และเคมีต่อกันมาก ดูแล้วเหมือนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ โดยไม่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติอะไร ดูกลมกลืนแถมยังแสดงได้ดีมาก พัคเซอัน รับบทสาวน้อยเบื่อโลกที่ตัวละครเธออาจจะไม่ได้เป็นที่รักของคนดูในตอนแรก แต่เมื่อผ่านไปเธอจะค่อยทำให้ทุกคนเอ็นดูแน่ ๆ ชินฮยอนซึงผมไม่เคยเห็นการแสดงก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก ไม่ได้เป็นแค่ตัวละครเก๊กหล่อ แต่ยังมีมุกตลกที่ชวนให้อึ้งไม่แพ้กัน แม้แต่ ยองแจ กับ มินนี่ ที่เป็นศิลปินจากวงเคป๊อบชื่อดังก็สามารถแสดงได้เป็นธรรมชาติ แม้จะไม่ได้มีฉากดราม่าน้ำตาไหลเหมือนตัวละครคู่หลัก แต่ทั้งคู่ก็สามารถส่งบทต่อให้นักแสดงอย่างไม่มีที่ติ เป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้เลย นอกจากนี้นักแสดงชาวต่างชาติต่างก็แสดงได้ดีมาก ๆ ราวกับเป็นนักแสดงเกาหลีมืออาชีพไม่แพ้กัน โดยเฉพาะตัวละครคาร์สันของ Carson Allen กับ ตัวละครฮยอนมิน ของ ฮัน ฮยอน-มิน ที่สองตัวละครนี้ดูจะโดดเด่นมาก ๆ เป็นพิเศษ แต่ตัวละครอื่น ๆ ก็ทำหน้าที่แสดงได้อย่างสนุกสนานราวกับว่าพวกเขานั้นชอบที่จะอยู่ในเซ็ต เพราะเวลาที่ตัวละครเหล่านี้อยู่ มันบันเทิงมากจริง ๆ เพราะเวลาเล่นมุกกันคือจังหวะจะโคนมันเข้ากับมุมกล้องที่เหมือนไม่ได้มีแค่มุมซิทคอม แต่ยังมีมุมเหมือนสารคดี กับซีรีส์เกาหลีทุนสูงด้วยเราจะเห็นได้ชัดและมันก็ทำให้เราอินกับเรื่องราวด้วย

 

สรุป So Not Worth It

ถือเป็นซิทคอมสุดฮาที่ทำออกมาได้ดี แม้พล็อตจะไม่ได้แปลกใหม่ และปมบางอันมันไปไม่สุด แต่พลังการแสดงและเคมีของตัวละครทุกตัวที่ต่างชนชาติเข้าขากันมาก และด้วยประเด็นที่หลากหลาย ได้ทั้งรสชาติของความรักสุดหวานแหววจนแทบเลี่ยน เรื่องของดราม่าในการใช้ชีวิตของมนุษย์ การเรียนรู้ที่จะข้ามผ่านอุปสรรคไปด้วยความสัมพันธ์ ยองแจกับมินนี่แสดงดีมาก โดยเฉพาะมินนี่ที่ไม่เคยผ่านงานแสดงมาก่อน

แต่ผ่านงานเอ็มวีของวงมามากมาย เธอก็ทำให้แสดงให้เห็นว่าเธอสามารถไปต่อได้ไกลในวงการสื่อของเกาหลีแน่นอน ถือเป็นความคลายเครียดจากประเทศเกาหลีที่โผล่มาท่ามกลางซีรีส์เกาหลีรักแบบจริงจัง หรือ ประเด็นที่แสนหนักหน่วงได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณชอบซิทคอมสไตล์ซีรีส์ฝรั่ง เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์คุณ แต่ถ้าคุณมีเวลาว่างและกำลังหาอะไรดูในช่วงสุดสัปดาห์ เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ และไม่อยากให้ทุกคนข้ามไปครับ

สรุป

ซิทคอมเกาหลีสุดฮาที่รวมเรื่องวุ่นวายสไตล์เกาหลีผ่านตัวละครนานาชาติ พร้อมด้วยความสัมพันธ์สุดแน่นแฟ้นไปด้วยมิตรภาพของเพื่อนฝูง ความรักที่ก่อตัวขึ้นจากปัญหา มุกตลกที่จิกกัดเกาหลีและสังคมมนุษย์ มีประเด็นดราม่าการข้ามผ่านเรื่องราวร้าย ๆ เพื่อที่จะมีความสุข นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก มินนี่ เด็กไทยโชว์การแสดงซิทคอมตลกได้ผ่านฉลุย ตัวละครทุกตัวมีเคมีและเสน่ห์เป็นของตัวเอง

มีเรื่องราวที่น่าสนใจและมีการปูเรื่องราวได้อย่างชัดเจน และเหมือนตัวละครนั้นเป็นคนจริง ๆ มุมกล้องมีความหลากหลายในบางตอน จังหวะของดนตรีช่วยทำให้ฮามากกว่าเดิม เสียดายที่ปมบางปมไม่มีความจำเป็นกับเนื้อเรื่อง และเนื้อเรื่องก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรตามประสาเกาหลี อีกทั้งยังจบแบบดื้อ ๆ จนเหมือนทิ้งปมไปไว้ในซีซั่นหน้า

OVERALL
7/10

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 5 (1 vote)
จุดเด่น

ประเด็นที่เข้มข้นเกินซิทคอม เขียนบทรัดกุม ทั้งเรื่องสังคม และความรัก
ปมและการหักมุมที่น่าสนใจทิ้งท้ายทุกตอน เช่นเดียวมุกตลกสุดฮา
นักแสดงทุกคนเล่นได้ดี แม้แต่คนต่างชาติ ตัวละครทุกตัวมีเสน่ห์ มีพัฒนาการเป็นของตัวเอง
การปูเรื่องแบ่งสัดส่วนระหว่างตลกกับดราม่าได้เป็นอย่างดี
ดนตรีและจังหวะที่ลงตัวในแบบซิทคอม
มีพากย์ไทยคุณภาพ
จุดด้อย

พล็อตไม่ได้แปลกใหม่ คาดเดาง่ายตามประสาซีรีส์เกาหลี
ปมที่ปูมาอย่างเรื่องอาชญกรรมภายในมหาวิทยาลัย หายไปซะเฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลัก
พอจบปมสำคัญครึ่งหลังซีซั่น เรื่องค่อย ๆ แผ่ว วนอยู่กับมุกตลก แล้วจบลงดื้อ ๆ

 

ดูหนังออนไลน์

รีวิว ภาพยนตร์สยองขวัญ IT CHAPTER TWO ตัวตลก Pennywise

รีวิว ภาพยนตร์สยองขวัญ IT CHAPTER TWO ตัวตลก Pennywise

IT CHAPTER TWO ” โตเป็นผู้ใหญ่แต่ก็ยังก้าวไม่พ้นวัยแห่งความเจ็บปวด ” ภาพยนตร์อีกเรื่องที่ดัดแปลงจากนิยายของนักเขียนเรื่องสยองชื่อดัง Stephen King กับการ remake อีก 1 งานที่ถือว่าเป็น Iconic ของโลกแห่งภาพยนตร์สยองขวัญ ตัวตลก Pennywise ซึ่งเดินทางมาถึงพาร์ทที่ 2 ที่เป็นพาร์ทจบกับบทสรุปเรื่องราวสุดประหลาดและบ้าคลั่งในเมือง Derry ที่เด็กๆ กลุ่ม Loser Club กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในรอบ 27 ปี เพราะมันกลับมาพร้อมกับบาดแผลที่เคยฝากไว้กับพวกเขาในอดีต

ยังคงรักในข้อความแฝงของหนังเสมอ คือเดิมที่ It เองก็มีความเป็น coming of age ที่ดีมากแล้วประมาณนึงแต่เหมือนกับว่าตัวผู้กำกับ Andy Muschietti มาเหลาให้มันกลมกล่อมยิ่งขึ้น คือพาร์ทเด็กก็ดีไปแบบนึง ส่วนพาร์ทผู้ใหญ่คือไม่น่าเชื่อว่าเค้ายังเน้นในเรื่องของการก้าวผ่านวัย ผ่านคอนเซ็ปต์ที่ว่า บางครั้งวันเวลาผ่านไป แต่ใจเราไม่ได้ก้าวผ่านมันไปจริง แล้วทางไหนกันที่จะเข้าใจและกลายเป็นผู้ใหญ่ได้แบบเต็มตัวสักที ซึ่งด้วยการเล่าเรื่องเอย หรือแม้แต่ทีมนักแสดงที่ต้องบอกว่าแคสต์มาได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ Jessica Chastain, James McAvoy และ Bill Hader ที่โคตรขโมยซีน รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่มาเป็น Cameo ทำให้ทุกอย่างมันออกมาลงตัวเกินคาด

แถมในพาร์ทของความบันเทิงก็ค่อนข้างตอบโจทย์ แม้ความยาวหนังจะเหมือนเป็นทุกขกิริยามากๆ เพราะการเป็นหนังผีก็อาจจะหนักหนาเกินพอแล้วประมาณนึง แต่การเป็นหนังผี/สยองขวัญที่มีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง แถมยังมีไคล์แม็กซ์ที่ต้องบอกว่ายาวนาน จัดเต็ม ดูจบแล้วอาจจะรู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ แต่ก็ไม่รู้สึกเลยว่าหนังยาวหรือมีช่วงไหนที่น่าเบื่อแม้แต่นิด

โดยรวมแล้ว IT Chapter Two เป็นหนังที่คนดูภาคแรกมาแล้วต้องดู คนที่ยังไม่ดูภาคแรกก็อาจจะพอดูรู้เรื่องได้เพราะตัวหนังก็มีการท้าวความไปถึง มีฉากแฟลชแบ็คช่วยอยู่ตลอด เป็นหนังที่ดูเอาบันเทิงก็ดูได้ ยิ่งถ้าถอยออกมาแล้วมองรวมกันทั้ง 2 ภาค “IT” ถือเป็นหนังสยองขวัญ/ดราม่า ปนกลิ่นอายก้าวผ่านวัยที่ยิ่งใหญ่และยอดเยี่ยมมากจริง ๆ

สนุกมาก เร้าใจ ตื่นเต้น เสียวและลุ้นระทึกแทบตลอดทั้งเรื่อง… เดชะบุญ! ผู้กำกับใจดี มีช่วงให้พักอารมณ์พักหายใจ เหมือนพาเรานั่งรถไฟเหาะธีมบ้านผีสิงตัวตลก แล้วพาเราไปหยุดห้อยไว้บนยอดรางรถไฟสักพัก ก่อนพาดิ่งลงมาลึกและแรงต่อเนื่องๆ แล้วก็พาเราไปพักหายใจอีกครั้งหนึ่งแบบนี้วนไปเรื่อยๆ

เทียบกับChapter I
สำหรับเด็กเดินตั๋วคิดว่าเหมือนเดิมนะ รสชาติ-ฟิลลิ่งที่ได้รับไม่ต่างกันเลย ความอบอุ่นของเพื่อน ความทรงจำดีๆ ที่เกิดขึ้น ความ nostalgia หรือว่าความหวนรำลึกถึงอดีตอันอบอุ่นแทบเหมือนเดิมเลย จังหวะวิธีการหลอกของเพนนีไวซ์ การลุ้นเอาใจช่วยบรรดาตัวละครให้เอาชนะความกลัวต่างๆ ยิ่งดูยิ่งคิดถึงอยากกลับไปดูภาคแรก

บอกเลยว่าตอนจบลี้ลับและเด็ดมากๆ [ไม่สปอยล์]
รู้มาบ้างเล็กน้อยว่าฉบับวรรณกรรมจบแบบไหน แต่ก็รอดูว่าจะเล่าออกมาแบบไหน ซึ่งทำออกมาได้ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เหมือนกัน ว่ามีการตีความใหม่และไม่ได้เหมือนวรรณกรรมซะทีเดียว ไม่ต้องเดาหรอก ไปดูวิธีการเล่าดีกว่าเนอะ…

งานสร้างอลังการขึ้นนะ แถมนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่มาเล่นก็คมมากๆ แถมเบนก็หล่อมากด้วย หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับพาแฟนไปดูให้จิกแขนจับมือกันเบาๆนะ ไปกับเพื่อนก็สนุกดี แต่ต้องดูภาคแรกมาก่อนนะ อ่านต่อได้ที่

การทำการ ตลาดออนไลน์ อย่างมีเทคนิค ด้วย seo content

รับทำ SEO ราคาถูก จากทีมงานมืออาชีพ เพื่ออันดับเว็บไซต์ที่ดีขึ้นการทำการ ตลาดออนไลน์  ในทุกวันนี้ไม่ว่าใคร ๆ ก็หันมา ซื้อของออนไลน์ กันมากขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าไปดูสินค้าเมื่อไหร่ก็ได้ สั่งซื้อได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังหน้าร้าน มีความสะดวกรวดเร็ว ชำระเงินได้หลากหลายช่องทาง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีธุรกิจขายของออนไลน์เกิดขึ้นอย่างมากมาย การสร้างแบรนด์หรือธุรกิจนั้นแค่การขายสินค้าที่หน้าร้านเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไปแล้ว

การทำการตลาดออนไลน์อย่างมีเทคนิคและวิธีการที่ถูกต้อง ถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะเพิ่มฐานลูกค้าให้แบรนด์และเป็นการทำให้ผู้คนที่อยู่ในโลกออนไลน์รู้จักแบรนด์ของเรามากยิ่งขึ้น ในส่วนนี้การทำ SEO ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก

SEO สำคัญอย่างไร?

Search Engine Optimization หรือที่มีชื่อย่อว่า SEO เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ของทางแบรนด์ขึ้นมาอยู่ในลำดับแรก ๆ เมื่อมีการค้นหาในเว็บไซต์ search engine ต่าง ๆ หลาย ๆ คนคงสงสัยว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่เว็บไซต์ของทางแบรนด์นั้นต้องติดอันดับต้น ๆ ต้องบอกเลยว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อการรับชมเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมาย จำนวนการรับชมก็จะลดลงตามลำดับของเว็บไซต์ด้วย ดังนั้นหากว่าเราไม่ได้มีการทำ SEO เพื่อไต่อันดับขึ้นมาในหน้าการค้นหาแล้วล่ะก็ ก็เท่ากับว่าเราเสียโอกาสที่จะทำรายได้นั่นเอง

สาเหตุที่พูดเช่นนี้ได้ก็เป็นเพราะกลุ่มคนที่มีการค้นหาคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น คือต้องมีความสนใจในสินค้าหรือบริการประเภทนั้น ๆ และกำลังที่จะตัดสินใจซื้อนั่นเอง เรียกได้ว่า Search Engine เหล่านี้มีการคัดกลุ่มเป้าหมายมาให้เราแล้วก็ว่าได้

ทำ SEO อย่างไร ?

การทำSEO นั้น ประกอบไปด้วยหลาย ๆ ส่วนทั้งเนื้อหาภายในและภายนอกเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น เนื้อหาในเว็บไซต์แบรนด์ก็ควรที่จะมีการสอดแทรกคำสำคัญต่าง ๆ ใส่กระจายอยู่ในเนื้อหาที่ต้องการและสำหรับเนื้อหาภายนอก ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งเนื้อหาในเว็บไซต์อื่น ๆ หรือ blog คือนอกจากจะมีการใส่คำสำคัญลงไปแล้ว ก็ควรที่จะมีการใส่ backlink ในเนื้อหานั้นด้วย จุดประสงค์เพื่อที่ว่าผู้อ่านจะได้มีการกดลิงก์มายังเว็บไซต์ของแบรนด์ได้ด้วย ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มยอดรับชมเว็บไซต์ได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว รวมทั้งในส่วนของคำสำคัญที่เลือกมาก็ควรเป็นคำที่มีการสืบค้นจากผู้ใช้งานจริงเพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นเจอเว็บไซต์นั่นเอง

การทำ SEO นั้น ทุก ๆ แบรนด์สามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ เพราะยิ่งทำเร็วเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ไวขึ้น มีโอกาสสร้างแบรนด์ให้ปังได้แบบสุด ๆ

การทำ SEO มีความสำคัญมากขึ้นกับร้านค้าออนไลน์ โดยเฉพาะนักธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการให้เว็บไซต์ตนเองถูกสืบค้นเจอง่ายบนระบบของ Google ที่สำคัญ คือ การเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจตัวเอง สร้างรายได้เหนือคู่แข่ง ล้วนต้องทำ SEO ทั้งนั้น เราจึงเห็นว่าในระยะหลังมีบริษัทรับจ้างทำ SEO ปรากฏตัวมากขึ้น เพื่อให้เจ้าของเว็บไซต์ออนไลน์ได้เลือกใช้บริการ

แต่ก็ยังมีพ่อค้าแม่ค้ารายใหม่ที่ไม่มั่นใจว่าจะจ้างทำ SEO ดีหรือไม่ เราจึงรวบรวมข้อดีของการจ้างทำ SEO มาไว้ที่นี่ ดังนี้

ทำให้ลดเวลาในการติดหน้าแรก Google

ถ้าคุณทำเว็บไซต์ SEO ของตัวเอง โดยไม่มีความรู้เลย จะต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้และรอเห็นผลนาน หากจ้างบริษัทเอกชนทำ จะย่นเวลาได้ โดยบริษัทเหล่านี้จะมีผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคในการทำให้อันดับของการสืบค้นด้วย keyword หนึ่ง ๆ อยู่ในระดับท็อปเท็นได้โดยไม่ยาก ทั้งนี้ บางบริษัทยังการันตีที่จะคืนเงินค่าจ้างให้ด้วย หากไม่อยู่ในอันดับท็อปเท็น บริษัทเหล่านี้จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

ยอดขายเพิ่มขึ้นทันที
การเพิ่มยอดขายเป็นเรื่องง่าย ถ้าจ้างทำ SEO เพราะเมื่ออันดับเว็บไซต์ดีขึ้น ผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า เช่น เคสโทรศัพท์มือถือ กางเกงกีฬา รองเท้าผู้ชาย ฯลฯ เมื่อพิมพ์หา จะเลือกคลิกเข้าไปชมสินค้าและสั่งซื้อด้วยความมั่นใจจากเว็บไซต์อันดับบน ๆ ก่อน เพราะเชื่อมั่นว่าจะไม่ถูกหลอก ผลที่ตามมาก็คือ เว็บไซต์ที่จ้างทำ SEO อย่างมืออาชีพ จะมียอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นในทันที

ไม่ต้องเสียเงินเพื่อการโฆษณา

การโฆษณามีหลายแบบในระบบออนไลน์ เช่น การติดแบนเนอร์ การประมูลพื้นที่โฆษณา ซึ่งหากเป็นคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งมาก หรือที่เรียกว่า Red Ocean เช่น ธุรกิจการโรงแรม การท่องเที่ยว บริษัททัวร์ ฯลฯ ก็จะทำให้มีค่าประมูลสูงขึ้นไปอย่างมาก การจ้างทำ SEO ถือว่ามีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า และยังเห็นผลในระยะยาวได้ดีอีกด้วย ถ้าคุณไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายลงทุนครั้งละมาก ๆ แนะนำให้จ้างทำ SEO ดีกว่า

ทำให้ได้ปรับปรุงคุณภาพภายในเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว

การทำ SEO จะมีทั้งส่วนของการผลิตบทความ การออกแบบให้ข้อมูลอ่านง่าย เว็บไซต์มีสีสันและธีมตัวอักษรสวยงาม การจัดหมวดหมู่ตำแหน่งสินค้าให้ค้นหาได้เร็ว ฯลฯ เหล่านี้ถือว่าเป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ครั้งใหญ่ตามแนว SEO เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า สร้างภาพลักษณ์ที่ดี พร้อมกับการเพิ่มยอดขายได้อย่างมากด้วย

จะเห็นได้ว่า ข้อดีของการจ้างบริษัททำเว็บไซต์ SEO นั้นมีอยู่หลายด้าน ซึ่งในระหว่างการจ้างทำ SEO ก็เท่ากับคุณยังได้ที่ปรึกษาในการทำ SEO ตลอดเวลาด้วย ขอเพียงเลือกบริษัทที่มีคุณภาพมาตรฐานดี มีผลการรีวิวที่น่าประทับใจ ก็จะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้นอย่างแน่นอน

ในทุกวันนี้ไม่ว่าใคร ๆ ก็หันมาซื้อของออนไลน์กันมากขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าไปดูสินค้าเมื่อไหร่ก็ได้ สั่งซื้อได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังหน้าร้าน มีความสะดวกรวดเร็ว ชำระเงินได้หลากหลายช่องทาง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีธุรกิจขายของออนไลน์เกิดขึ้นอย่างมากมาย การสร้างแบรนด์หรือธุรกิจนั้นแค่การขายสินค้าที่หน้าร้านเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไปแล้ว

การทำการตลาดออนไลน์อย่างมีเทคนิคและวิธีการที่ถูกต้อง ถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะเพิ่มฐานลูกค้าให้แบรนด์และเป็นการทำให้ผู้คนที่อยู่ในโลกออนไลน์รู้จักแบรนด์ของเรามากยิ่งขึ้น ในส่วนนี้การทำ SEO ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก

SEO สำคัญอย่างไร?

Search Engine Optimization หรือที่มีชื่อย่อว่า SEO เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ของทางแบรนด์ขึ้นมาอยู่ในลำดับแรก ๆ เมื่อมีการค้นหาในเว็บไซต์ search engine ต่าง ๆ หลาย ๆ คนคงสงสัยว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่เว็บไซต์ของทางแบรนด์นั้นต้องติดอันดับต้น ๆ ต้องบอกเลยว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อการรับชมเว็บไซต์ของกลุ่มเป้าหมาย จำนวนการรับชมก็จะลดลงตามลำดับของเว็บไซต์ด้วย ดังนั้นหากว่าเราไม่ได้มีการทำ SEO เพื่อไต่อันดับขึ้นมาในหน้าการค้นหาแล้วล่ะก็ ก็เท่ากับว่าเราเสียโอกาสที่จะทำรายได้นั่นเอง

สาเหตุที่พูดเช่นนี้ได้ก็เป็นเพราะกลุ่มคนที่มีการค้นหาคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น คือต้องมีความสนใจในสินค้าหรือบริการประเภทนั้น ๆ และกำลังที่จะตัดสินใจซื้อนั่นเอง เรียกได้ว่า Search Engine เหล่านี้มีการคัดกลุ่มเป้าหมายมาให้เราแล้วก็ว่าได้

ทำ SEO อย่างไร ?
การทำSEO นั้น ประกอบไปด้วยหลาย ๆ ส่วนทั้งเนื้อหาภายในและภายนอกเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น เนื้อหาในเว็บไซต์แบรนด์ก็ควรที่จะมีการสอดแทรกคำสำคัญต่าง ๆ ใส่กระจายอยู่ในเนื้อหาที่ต้องการและสำหรับเนื้อหาภายนอก ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งเนื้อหาในเว็บไซต์อื่น ๆ หรือ blog คือนอกจากจะมีการใส่คำสำคัญลงไปแล้ว ก็ควรที่จะมีการใส่ backlink ในเนื้อหานั้นด้วย จุดประสงค์เพื่อที่ว่าผู้อ่านจะได้มีการกดลิงก์มายังเว็บไซต์ของแบรนด์ได้ด้วย ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มยอดรับชมเว็บไซต์ได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว รวมทั้งในส่วนของคำสำคัญที่เลือกมาก็ควรเป็นคำที่มีการสืบค้นจากผู้ใช้งานจริงเพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นเจอเว็บไซต์นั่นเอง

การทำ SEO นั้น ทุก ๆ แบรนด์สามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ เพราะยิ่งทำเร็วเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ไวขึ้น มีโอกาสสร้างแบรนด์ให้ปังได้แบบสุด ๆ

 

คนทำงานเกี่ยวกับเว็บไซต์ส่วนใหญ่ย่อมจะรู้จัก “SEO” หรือ “Search Engine Optimization” ซึ่งเป็นการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์และการปรับปรุงเนื้อหาต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มโอกาสติดอันดับต้น ๆ ในหน้าแสดงผลการค้นหาของ Search Engine โดยเฉพาะ Search Engine ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานคือ Google แต่รู้หรือไม่ว่าหลักการจัดอันดับที่ว่านี้มีขั้นตอนและกระบวนการอย่างไร รวมถึงใครเป็นผู้จัดอันดับ?

ดังนั้น วันนี้เราจะนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับระบบอัลกอริทึมของ Google ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ SEO ของเราติดอันดับได้ง่ายขึ้นกัน

ระบบอัลกอริทึมคืออะไร

ระบบอัลกอริทึม(Algorithm) คือระบบการจัดการอันดับในหน้าแสดงผล Search Result Page ซึ่งเป็นหน้าแสดงผลการค้นหาของ Google ซึ่งก็ไม่ได้มีเพียงแค่ Google เท่านั้นที่มีระบบอัลกอริทึม แต่ทุก Search Engine ไม่ว่จะเป็น Yahoo, Bing ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีระบบอัลกอริทึมของตัวเองทั้งสิ้น โดยอัลกอริทึมจะคอยทำหน้าที่ให้คะแนนเว็บไซต์ต่าง ๆ และจะมีการอัปเดตคะแนนอยู่เรื่อย ๆ เพื่อคัดกรองเว็บไซต์ที่ด้อยคุณภาพหรือเว็บไซต์เพื่อไม่ให้ปรากฏอยู่ในหน้าแสดงผลการค้นหา ขณะที่เว็บไซต์ที่ได้คะแนนมาก ๆ ก็จะยิ่งมีโอกาสติดอันดับแรก ๆ ของหน้าแสดงผลนั่นเอง ฉะนั้น การทำ SEO จึงมีความสำคัญในแง่ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของเว็บไซต์นั้น ๆ ตามเงื่อนไขที่ระบบอัลกอริทึมต้องการ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับของอัลกอริทึม

สำหรับปัจจัยที่อัลกอริทึมใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่อยู่บน Google นั้น มีนับร้อยนับพันปัจจัยก็ว่าได้ แต่ปัจจัยหลัก ๆ มีเพียงแค่ 2 อย่าง ได้แก่

1.ปัจจัยภายใน: หมายถึงการปรับแต่งเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ให้ตรงตามความต้องการของอัลกอริทึม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ ประกอบด้วย

Crawl Ability: โครงสร้างของเว็บไซต์ที่ต้องสะดวกต่อการเก็บข้อมูลโดย Search Engine
Site Volume: จำนวนหน้าภายในเว็บไซต์ที่สอดคล้องกับการเก็บข้อมูลของ Search Engine
Site Theme: ลิงก์เชื่อมโยงเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป
Text Match: การเลือกใช้คำ (Keyword) ตลอดจนคุณภาพและปริมาณของเนื้อหา
Page Speed: ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์
Mobile friendly: เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบนหน้าจอขนาดแตกต่างกัน (Responsive Web Design) เช่น โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC)

2.ปัจจัยภายนอก: หมายถึงลิงก์จากเว็บไซต์อื่น (Backlink) ซึ่งอาจเป็นลิงก์ที่ผู้อื่นสร้างเชื่อมโยงมาที่เว็บไซต์ของเรา หรือการที่เราไปฝากลิงก์เอาไว้เอง เช่น ไปลงคอนเทนต์หรือบทความในเว็บไซต์อื่น หรือการลงทะเบียนเว็บไซต์ผ่านสารบัญเว็บไซต์ ซึ่งปัจจัยภายนอกนี้ สามารถแบ่งเป็นปัจจัยย่อย ๆ ได้แก่

Link Popularity: หมายถึงปริมาณลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา

Site Theme: คุณภาพของเนื้อหาและลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา

ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการทำให้ SEO ที่เราทำมีโอกาสติดอันดับดี ๆ แล้วละก็ ควรเข้าใจหลักการทำงานและปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับของระบบอัลกอริทึมอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่อัลกอริทึมไม่พึงประสงค์ และปรับแก้ไขในส่วนที่จำเป็นเพื่อจะได้รับคะแนนในการจัดอันดับเพิ่มมากขึ้น

SEO หรือ Search Engine Optimization คือเครื่องมือการทำการตลาดออนไลน์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนี้ ซึ่งการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น คอนเทนต์คุณภาพ คีย์เวิร์ด ความเร็วในการดาวน์โหลด การทำ Backlink และอื่น ๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป คือ การทำรูปภาพ เพื่อให้ Search Engine เข้าใจว่าภาพเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหาอย่างไร และเมื่อรูปภาพมีส่วนสำคัญในการทำ SEO เพราะฉะนั้นลองมาดูกันว่าจะออกแบบรูปภาพอย่างไร เพื่อให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพและเพิ่มจำนวนการค้นหามากยิ่งขึ้น

ทำความรู้จัก SEO กันสักนิด
ก่อนจะไปเตรียมความพร้อมเรื่องรูปภาพสำหรับการทำ SEO ลองมาทำความรู้จัก SEO หรือ Search Engine Optimization กันสักนิด โดยการทำ SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ให้คะแนนของ Search Engine เช่น Google.com, Yahoo.com และ Bing.com เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเว็บไซต์เจอ โดยหากสามารถผลักดันให้เว็บไซต์ติดของหน้าแรกของ Search Engine มากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่เว็บไซต์อีกด้วย

การปรับแต่งภาพให้สอดคล้องกับการทำ SEO
ชื่อรูปภาพส่งผลต่อการค้นหา
เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิทัลหรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือก็สามารถถ่ายภาพออกมาได้สวยไม่แพ้กัน และเมื่อนำภาพเหล่านั้นลงคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่ามักมาพร้อมชื่อภาพที่อ่านและแปลไม่ออก เช่น 1234.jpg หรือ AB 0001.jpg ซึ่งหากอัปโหลดรูปภาพพร้อมชื่อไฟล์แบบนี้ย่อมไม่ดีแน่ เพราะ Search Engine จะไม่เข้าใจว่าคือภาพอะไร แนะนำให้เปลี่ยนชื่อก่อนเสมอและควรเป็นชื่อที่อ่านออก เช่น Cat.jpg หรือ Mountain.jpg เป็นต้น

อย่าอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่เกินไป
เพราะภาพที่มีขนาดใหญ่จะทำให้ใช้เวลาดาวน์โหลด (Page Speed) นานขึ้น ซึ่งหากดาวน์โหลดนานเกินไปอาจส่งผลต่อ User Experience ซึ่งหากผู้เยี่ยมชมรู้สึกว่าใช้เวลาดาวน์โหลดนานอาจทำให้กดออกจากเว็บไซต์คุณไปอย่างง่าย ๆ เพราะฉะนั้นควรอัปโหลดไฟล์ภาพขนาดเล็กแต่ถึงอย่างนั้นต้องคมชัด ที่สำคัญควรแน่ใจว่าภาพที่อัปโหลดขึ้นเว็บไซต์ต้องแสดงผลได้อย่างพอดี ไม่ใหญ่เกินหน้าจอหรือเล็กเกินไป เพราะส่งผลต่อความพอใจของผู้ใช้งาน

ภาพสวยดูดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

เพราะกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือคลิกเยี่ยมชมเว็บไซต์เพราะภาพสวยและดูน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นนอกจากการตั้งชื่อภาพและการอัปโหลดขนาดภาพที่เหมาะสมแล้ว อย่าลืมปรับแต่งภาพให้สวยงามและน่าดึงดูด

เมื่อรูปภาพคือส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกการค้นหา เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการปรับแต่งรูปภาพ เพื่อให้ Search Engine เข้าใจว่าภาพนั้น ๆ เป็นภาพอะไร เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์คุณง่ายยิ่งขึ้น โดยต้องทำควบคู่ไปกับหลักการทำ SEO อื่น ๆ เช่น การทำให้คอนเทนต์ให้มีคุณภาพ การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การทำลิงก์ภายในเว็บไซต์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบในการทำ SEO ทั้งสิ้น

เว็บไซต์ใดที่สามารถติดอันดับการค้นหาผ่าน Google ได้ในหน้าแรก เปรียบเสมือนเป็นสุดยอดแห่งการสร้างมูลค่าของเว็บไซต์และการตอบโจทย์ทางธุรกิจ เนื่องจากจะได้เป็นเป้าหมายแรกๆ ของกลุ่มเป้าหมายที่เลือกเข้าถึงเว็บไซต์หรือบริการของคุณ แต่การที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาผ่าน Google ได้ เราต้องใช้หลักการหรือแนวทางในเชิงเทคนิคของการจัดทำอันดับบนเว็บไซต์ตามแนวทางหรือกติกาของ Google เราเรียกเทคนิคนี้ว่า Search Engine Optimize หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า SEO

การทำ SEO ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการ Social Marketing มีกระบวนการแนะนำหรือแนะแนวที่หลากหลายแตกต่างกันไปล้อตามแนวทางของ Google “ที่ปรับเปลี่ยนทุกปีหรือทุกไตรมาส” มีทั้งการแนะนำในแบบสายขาว หมายถึง ทำแบบโปร่งใสล้อตามกฎกติกาของ Google ตรงประเด็นแต่เห็นผลช้าไม่ทันใจ และสายเทาดำ ที่เน้นกลยุทธ์ที่ไม่โปร่งใสเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นผลดีกับเว็บไซต์ที่เข้าสู่สายเทาดำอย่างแน่นอน เนื่องจากอาจจะทำให้ถูก Black List หรือส่งผลให้ไม่ถูกจัดอันดับบนหน้า Google เลยทีเดียว

บทความนี้ผู้เขียนจึงอยากจะขอแนะนำผู้อ่านให้เรียนรู้และเข้าใจหลักการทำ SEO ที่อ้างอิงจากคำแนะนำของ Google (https://support.google.com/webmasters/answer/7451184?hl=en) เพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับมือใหม่ไปจนถึงผู้ที่ต้องการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ตนเองในแบบยั่งยืน พร้อมทั้งเพิ่มเติมสิ่งที่ควรเรียนรู้และคำนึงถึงจากประสบการณ์ของผู้เขียน ขอเรียกว่า “กลยุทธ์ 3 รู้สู่ SEO” ครับ แบ่งตามหัวข้อและรายละเอียด ดังนี้

1. เตรียมความพร้อมส่วนของเนื้อหาในเว็บไซต์ (รู้เรา)

สิ่งที่ Google ให้ความสำคัญที่สุดคือ “Content คุณภาพ” หมายถึง บทความหรือข้อมูลบนเว็บไซต์ ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้ชมที่เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณ สิ่งเหล่านี้เป็นที่โปรดปรานของ Google Bot ให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ ของคุณเป็นอย่างมาก เนื่องจากค่าคะแนนที่ได้จะส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์คุณสูงขึ้น สิ่งสำคัญสำหรับการเตรียมความพร้อมในข้อ 1 เพื่อให้ได้ Content คุณภาพ มี 8 ข้อหลักที่ใช้ได้เสมอ มีดังนี้

1.1 ให้ความสำคัญกับ TAG <title> </title> ใส่ให้ชัดเจนเหมือนพาดหัวข่าว และเนื้อหาภายในควรสอดคล้องกับ Title ดังกล่าว จะทำให้คะแนนเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้น ไม่ควรพาดหัวอย่างหนึ่งแต่เนื้อหาภายในกลับเป็นอีกอย่าง หากทำแบบนั้นคะแนนเว็บไซต์การจัดอันดับของคุณอาจถูกลด คุณค่าของ Content จากกลุ่มเป้าหมายของคุณก็ถูกมองให้ด้อยค่าลงด้วยเช่นกัน

1.2 ให้ความสำคัญกับ TAG <meta name =”Description”> เปรียบเสมือนคำอธิบายสั้นๆ ของหน้า content ของคุณ Google Bot จะใช้ Description นี้เพื่อวางรายละเอียดสั้นๆ ของหน้าเว็บไซต์คุณบนการแสดงผลการค้นหา อย่าละเลยการให้รายละเอียดบน Description ที่เหมือนเป็นหัวใจของการจัดอันดับ สิ่งต้องห้ามของผู้ที่จัดทำ SEO ใน TAG ต่างๆ คือการ copy ข้อมูลชุดเดียวกัน ที่มี keyword ซ้ำๆ มาวางไว้ใน description ของแต่ละหน้า นั่นทำให้เว็บไซต์ของคุณด้อยค่าและไม่จริงใจกับกลุ่มเป้าหมาย

1.3 ให้ความสำคัญกับ TAG <meta name=”keywords”> เพราะเปรียบเสมือน index หรือสารบัญของเว็บไซต์ของคุณ ควรใช้คำที่สื่อความหมายและสอดคล้องกันกับเนื้อหาที่คุณมีในเว็บไซต์นั้น เช่นคุณเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ คุณไม่ควรใช้ keyword ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น อาหาร,น้ำอัดลม, เชื้อชาติ, ความคิด จากตัวอย่างคุณจะพบว่า แม้วิทยาศาสตร์จะครอบคลุมในหลาย keyword ก็จริง แต่ความสอดคล้องใน keyword พิจารณาแล้วดูไม่เป็นธรรมชาติ ส่อเจตนาที่ไม่โปร่งใสหรือไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร

1.4 อย่าใช้คำ title หรือ keyword ที่ซ้ำๆ เพื่อหวังอันดับที่เพิ่มขึ้น หรือใช้คำยาวๆ ที่มี keyword ของ title ปนอยู่ภายในหัวข้อบทความเป็นปริมาณมาก เพราะนั่นจะทำให้คุณเข้าข่ายเจตนา Spam คำเพื่อหวังอันดับและส่งผลร้ายต่อคะแนนการจัดอันดับของคุณ

1.5 จัดทำ Sitemap ให้กับเว็บไซต์ของคุณ หลายคนมองข้ามการจัดทำ Sitemap แท้จริงแล้วสิ่งนี้เป็นการสร้างการเชื่อมโยง Content ภายในเว็บไซต์ เป็นการสร้าง Link ที่มีคุณภาพระหว่างหน้า เป็นการสร้างการเพิ่มปริมาณการ Click อีกทั้งยังสร้างความรวดเร็วในการเก็บข้อมูลของ Google Bot ต่อเว็บไซต์ของคุณ สิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาดของ Site map คือการสร้าง link อย่างซับซ้อน เช่น ลิ้งก์ทุกๆ หน้าในเว็บไปยังหน้าอื่นๆ ทุกหน้า หรือแบ่งเนื้อหาจนละเอียดกว่าจะเข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ต้องคลิกกว่า 20 ครั้งเพื่อจะไปพบเนื้อหาที่ต้องการจากหน้าแรก เป็นต้น เหล่านี้เป็นการสร้างเจตนาที่ไม่ตรงไปตรงมากับการจัดอันดับในเว็บไซต์ของคุณ

1.6 จัดทำ Url ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านได้ในภาษามนุษย์หรือสอดคล้องกับหน้าที่สื่อสาร เพราะ Url ของเว็บไซต์เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ใช้ในการบอกให้กับ Google Bot เรียนรู้รายละเอียดของ Content เป็นการเพิ่มคะแนนให้กับการจัดอันดับของคุณ ยกตัวอย่าง url ที่ google bot ยอมรับและนำมาประกอบการพิจารณาได้ดีกว่า เช่น http://www.sciencelab.con/2020/gravity-theory-2020.html ส่วนที่ไม่ควรทำ เช่น http://www.sciencelab.con/scdgwc/site2.html จะเห็นได้ว่า URL ไม่สื่อกับการทำความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายและ google bot

1.7 ถ้าหากใช้รูปภาพ อย่าลืมใช้ TAG alt เพราะไฟล์รูปภาพไม่สื่อความหมายในการเก็บข้อมูลของ Google Bot โดยเฉพาะภาพที่อาจใช้ไฟล์เพียง img.jpg , pict1.jpg เหล่านี้ไม่สร้างคุณค่าหรืออันดับกับเว็บไซต์ จำไว้ครับว่า เมื่อใดก็ตามมีภาพ คุณควรใช้ชื่อภาพสื่อกับเนื้อหา เช่น คุณมีภาพม้าสีน้ำตาล คุณควรตั้งชื่อว่า horse-brown.jpg และใช้ alt = ‘ม้าสีน้ำตาล’ <img src = ‘horse-brown.jpg’ alt = ‘ม้าสีน้ำตาล’> จากตัวอย่างนี้ จะทำให้ Google bot รับรู้คำที่สื่อความหมาย สร้างคำใน index เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณมีคุณค่ามากขึ้นครับ

1.8 อย่ามีเนื้อหาเพียงหยิบมือแต่โฆษณาจนล้นหน้า เราอาจเคยเจอเว็บไซต์ทีเขียนเนื้อหาพาดหัวเหมือนข่าวที่น่าสนใจจนอยากคลิกอ่าน แต่เมื่อมาถึงเว็บไซต์จริงพบว่าเนื้อหามีเพียงน้อยนิดหรืออาจลอกมาจากที่อื่น ที่สำคัญกลับมีโฆษณามากมายปรากฏอยู่เต็มเว็บไซต์ สิ่งเหล่านี้ทาง Google ถือว่าเป็นเจตนาแอบแฝงที่ส่งผลร้ายต่อผู้กลุ่มผู้ใช้งานและบั่นทอนคุณภาพของสังคมที่สร้าง Content คุณภาพให้เสียหาย คุณจะถูกลดอันดับการค้นหาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ข้อนี้ห้ามเด็ดขาดครับ ที่สำคัญหากเจอเว็บไซต์เหล่านี้คุณไม่ควรคลิกเข้าไปให้เปลืองอินเทอร์เน็ตหรือทรัพยากรใดๆ ของคุณ เพราะเป็นการส่งเสริมการสร้าง content ที่ผิด อาจมีไวรัสหรือโทรจันเป็นของแถมให้คุณอีกด้วย

2. เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (รู้เขา)

การทำ SEO จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากคุณไม่ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นใคร มีสไตล์การอ่าน การเรียนรู้ content แบบใด เหมือนอยากขายเรือแต่ลูกค้าคุณอยู่ทะเลทราย ไม่มีวันที่คุณจะถึงเป้าหมายได้แน่นอน สิ่งที่คุณควรใส่ใจในประเด็นนี้ ได้แก่

2.1 เข้าใจกลุ่มเป้าหมายด้วยเนื้อหาที่ตรงใจ เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากมายอาจมีเนื้อหาไม่มากนัก แต่ประกอบไปด้วย การเขียนที่ตอบโจทย์ วีดีโอที่สั้นกระชับ เนื้อหาตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสไตล์ของการนำเสนอที่คุณควรมองลูกค้าเป็นหลัก และเป็นสิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีเสน่ห์น่าติดตาม

2.2 นำเสนอแบบแปลกใหม่ตามกระแสบ้าง เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว การนำเสนอของคุณแบบเดิมอาจไม่โดนใจลูกค้าหน้าใหม่หรือหน้าเดิม คุณควรใช้กระแสสังคมมาปรับเปลี่ยนการนำเสนอ สร้าง viral ยอดฮิตบ้าง เช่น นักวิจัย สวทช. บางท่านก็ใช้การ Rap มาอธิบายกฎวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจอย่างง่ายๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจใหม่ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีเสมอ

2.3 มีกิจกรรมหรือการ interactive กับสมาชิก ยุคสมัยนี้การ interactive หรือการทำกิจกรรมออนไลน์ร่วมกัน เป็นการสร้างฐานหรืออันดับของเว็บไซต์ได้อย่างดี การแชร์กิจกรรมผ่านเว็บไซต์ เป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างช่องทางหรืออันดับให้กับเว็บไซต์ของคุณ ที่สำคัญคุณควรรับผิดชอบกิจกรรมนั้นอย่างตรงไปตรงมา มีหลายเว็บไซต์ ที่มีกิจกรรมแชร์หรือให้รางวัลแต่ท้ายสุดกลับยกเลิกหรือไม่ทำกิจกรรมต่อ ส่งผลร้ายแรงต่อความเชื่อถือและนำมาซึ่งผลลบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณ

2.4 วิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคุณสำรวจสถิติการเข้าถึงเว็บไซต์จากกลุ่มเป้าหมาย คุณจะพบกลุ่มลูกค้าและความต้องการที่หลากหลาย อย่าลืมเก็บสถิติเหล่านี้มาวิเคราะห์เพิ่มเติม เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณจะได้เปรียบมากชึ้น ปัจจุบันมีเครื่องมือการเก็บสถิติที่หลากหลาย เช่น google analytic หรือ truehits เป็นต้น อย่าลืมนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์นะครับ

 

3. เข้าใจเทคนิคและคำศัพท์ในการทำ SEO (รู้กลยุทธ)

หัวข้อนี้จะเป็นส่วน Advance สำหรับผู้ทำ SEO ที่จะต้องเข้าใจคำศัพท์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องสำหรับการทำ SEO โดยผู้เขียนจะเลือกสิ่งที่ควรทำและศัพท์ที่ควรจำมาไว้ในหัวข้อนี้ในแบบรวบรัด มีรายละเอียดดังนี้ครับ

3.1 Mobile Friendly & Access Time เทคนิคสำคัญที่คุณควรออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับ Smart Device พร้อมทั้งคำนึงถึงการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่กินเวลานาน (โหลดเว็บเสร็จอ่าน content ได้ ควรไม่เกิน 3 วินาที ) เพราะเว็บไซต์ที่รองรับหลาย Device ที่สามารถโหลดได้รวดเร็ว ผู้ใช้งานได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์โดยเร็ว จะสร้างความประทับใจและการเข้าถึงใหม่ๆ อยู่เสมอ มีหลายเว็บไซต์ที่ละเลยข้อนี้ ทำให้ฐานลูกค้าบน Smart Device หายไปมาก ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในยุคปัจจุบัน

3.2 ติดตั้ง google search console ถ้าคุณมีสิทธิ์ในการติดตั้งบนเว็บไซต์ของคุณ ขอแนะนำให้ติดตั้ง Google Search Console ไว้บนเว็บไซต์ โดยการติดตั้งทำเพียงการสร้างไฟล์ที่ google แนะนำไว้บนเว็บไซต์ของคุณเท่านั้นครับ ที่ต้องแนะนำกันก็เพราะ Google Search Console เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ Google เรียนรู้ข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณโดยตรงได้ง่ายขึ้น เราสามารถส่งข้อมูล Site Map โดยตรงไปหา Google Bot อีกทั้งยังมีข้อมูลวิเคราะห์ เทคนิคใหม่ ๆ ให้คุณได้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้ทันที เหมาะอย่างยิ่งกับกลยุทธ์ รู้เขา ที่ผู้เขียนได้กล่าวมา ที่สำคัญ ปลอดภัย เพราะมาจาก google เอง

3.3 การเข้าสู่ SEO เต็มตัวด้วยการโฆษณาแบบเสียเงินกับ Google หากคุณสนใจข้อนี้ นั่นแปลว่าคุณเน้นทางลัดการติดอันดับโดยเลือกมีค่าใช้จ่ายการทำ SEO ซึ่งจะต้องมีทุนในการโปรโมทธุรกิจ คุณต้องเข้าใจการคำนวณหาราคาที่พร้อมจะจ่าย ต้องเรียนรู้ศัพท์และเทคนิคที่ควรรู้ก่อนการเข้าสู่การโปรโมทเว็บไซต์ของคุณ หัวข้อนี้ผู้เขียนอยากแนะนำหลักการและศัพท์เทคนิคที่ควรรู้สำหร้บมือใหม่ที่สนใจจะทำ SEO ในหัวข้อนี้ ดังนี้ครับ

3.3.1 การกำหนด Keyword Difficult ผ่าน tool ต่างๆ เพื่อประเมินว่า คำที่เราจะนำไปทำ SEO นั้น มีผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด แล้วนำไปวิเคราะห์ต่อใน Google Adwords เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการค้นหาและค่าใช้จ่าย คุณสามารถปรับปรุง keyword ให้มีปริมาณการแข่งขันที่น้อยลง เพิ่มหรือลดงบประมาณการโปรโมทพร้อมระยะเวลาในการโปรโมทเว็บไซต์ได้

3.3.2 การเข้าใจ Adtext และ Quality Score เมื่อคุณตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อการโปรโมท คุณจะได้ keyword ที่คุณต้องการ ผมแนะนำให้คุณใช้ keyword มาประกอบกับ Adtext (เป็นสิ่งที่ทาง Google Adwords มีให้เรากำหนด ) เพื่อให้การค้นหาสอดคล้องกับ Keywords ซึ่งนั้นจะเพิ่มค่า Quality Score ให้กับการโปรโมท ทำให้ค้นหาได้มากครั้งขึ้น ส่งผลให้ค่า CTR (Click Through Rate) สูงขึ้น ใช้วัดผลได้ว่า เราซื้อโฆษณาถูก Keyword ผู้ชมค้นหาเว็บไซต์เราตรงจุด และประหยัดค่าใช้จ่ายในการโปรโมทด้วย และยังมีคำศัพท์อื่นๆ ที่คุณต้องเรียนรู้อีกมากครับ เช่น impressions, Clicks, CPC, CPL เป็นต้น แต่ขอไม่พูดถึงในที่นี้ เพราะสิ่งที่สำคัญสุดคือการกำหนด keywords ที่ดี จะนำมาซึ่งค่าต่าง ๆ ที่ดีครับ

3.3.3 เข้าใจศัพท์ที่เป็นตัวแปรส่งผลดีกับเว็บไซต์ แม้คุณจะเป็นสายใช้เงินหรือสายฟรีแบบถูกต้อง สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญคือ ควรเข้าใจในคำศัพท์ที่เป็นตัวแปรหลักๆ สำหรับการทำ SEO ดังนี้ครับ

Organic Keywords หมายถึง คำสำคัญหรือ Keyword ที่เป็นปลายเปิด เหมาะสำหรับการดึง traffic มากๆ เข้าสู่เว็บไซต์ เช่น หาก keyword เราคือ กล้วย organic keyword อาจเป็น กิน กล้วย , ปลูก กล้วย, กล้วย น้ำว้า เป็นต้น คุณจะพบว่า มีคีย์เวิร์ดปนอยู่ในคำที่สอดคล้องในแนวทางเดียวกันโดยไม่เป็นเจตนาแสปม เหล่านี้จะสร้าง traffic การเข้าเว็บไซต์ของคุณ เมื่อมีการค้นหาผ่าน google
Organic Traffic คือการเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณจากการค้นหาผ่าน google หรือการ link เข้าถึงเว็บไซต์โดยตรงผ่าน url ถือเป็นค่าคะแนนที่สำคัญสำหรับการเพิ่มอันดับของคุณ
Domain Authority (DA) เป็นค่าการวัดความนิยมของโดเมนเพื่อใช้ในการคิดคะแนนอันดับ ถึงแม้จะมีหลักการมากมายอธิบายว่าการวัด DA ต้องทำในหลายหมวดหมู่ แต่ผู้เขียนขอแนะนำว่า การทำ Content ที่ดี มีความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ รวมถึงอายุโดเมนที่ยาวนาน คือปัจจัยสำคัญในการทำให้ค่า DA มีคะแนนสูง
Page Authority (PA) มีความคล้ายกับ DA แต่เป็นการวัดความนิยมของหน้าเพจแต่ละเพจในด้านการเข้าถึง การมีคุณภาพของ content และอีกหลายปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา สูตรสำเร็จคือการสร้าง Content ที่ดี จะทำให้ค่า PA มีคะแนนที่สูงเช่นกัน
Ahrefs Rank (AR) คุณอาจจะเคยได้รับการแนะนำว่าควรแลก link ไปตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อการสร้าง back link และ Traffic ที่มากขึ้นให้กับเว็บไซต์ของคุณเพื่อการไต่อันดับบนหน้า google แต่ปัญหาคือ เว็บไซต์เหล่านั้นดีและมีคุณภาพพอในการนำมาพิจารณาคะแนนอันดับหรือไม่ มีหลายแห่งไม่สนใจ AR Traffic ที่มาจากแหล่งสีเทาหรือเว็บไซต์ที่ไม่ถูกต้อง เช่น เว็บไซต์ที่เปิดมาเพื่อการแลก Link หรือมีเจตนาเพียงหวังเพิ่ม traffic โดยไม่หวังด้านคุณภาพอื่นๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ google ลดทอนอันดับคุณภาพ link ของเว็บไซต์ของคุณ ต้องระวังนะครับ
คำศัพท์ต่างๆ ที่ยกมาเป็นเพียงส่วนย่อย แต่ต้องคำนึงถึงบ่อยๆ ครับ ทุกวันนี้การเพิ่มเติมตัวแปรหรือคำศัพท์เพื่อใช้ในการจัดอันดับมีมาก แต่สิ่งที่ผู้เขียนย้ำเสมอคือ หาก content คุณดีและมีคุณภาพ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้ให้มากนักครับ

3.3.4 การวัดผลเชิงสถิติหลังการโปรโมท อย่าลืมใช้ google analytic หรือ google search console เพื่อการวัดสถิติหลังการทำ SEO ทั้งแบบเสียเงินหรือแบบฟรี เพราะนี่เป็นสิ่งที่ใช้วัดความสำเร็จหลังจากการทุ่มเทอย่างหนักของคุณทั้งก่อนและหลังการเข้าสู่ SEO ครับ

บทสรุป ถึงแม้ Google จะเปลี่ยนกฎกติกาหลายอย่างเพื่อการจัดอันดับ Ranking บนเว็บไซต์ ซึ่งโดยหลักการแล้วจะปรับเพื่อป้องกันการโกงหรือปรับให้มีความยุติธรรมในการจัดอันดับมากขึ้นผ่าน algorithm และกติกาใหม่ๆ แน่นอนว่าผู้ทำ SEO ต้องใส่ใจและศึกษาเป็นแนวทาง แต่สิ่งที่ทาง Google เองย้ำเสมอคือการสร้าง Content ที่ดี โปร่งใส เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และมีคุณภาพ นั่นต่างหากครับเป็นแนวทางที่ถูกต้องและยั่งยืนเสมอ บทความนี้ผู้เขียนจึงอยากจะขอสรุปแนวทางที่ยั่งยืนมาเป็นแบบฉบับรวบรัดและหวังว่าผู้สนใจการทำ SEO ทั้งมือใหม่และมือเก่าจะได้นำไปพิจารณาเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ท้ายสุดนี้ผู้เขียนก็นึกถึงคำสุภาษิตของไทย ที่น่าจะใช้ได้กับโลก SEO ครับคือ “สวยแต่รูป จูบไม่หอม” ย่อมไม่ยั่งยืน

 

รับทำ SEO 

รีวิว ซีรีส์ญี่ปุ่น Alice In Borderland อลิสในแดนมรณะ เล่นเกมเพื่อเดิมพัน

รีวิว ซีรีส์ญี่ปุ่น Alice In Borderland อลิสในแดนมรณะ เล่นเกมเพื่อเดิมพัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ Netflix ญี่ปุ่นสร้างจากมังงะในชื่อเดียวกัน เรื่องราวกลุ่มคนที่หลงมาในโตเกียวร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ และที่แห่งนี้กลายมาเป็นกรงขังให้ทุกคนต้องร่วมเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต

โดยปกติแล้วหนังหรือซีรีส์ที่สร้างจากมังงะของญี่ปุ่นจะติดภาพ Live-Action ที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนต้นฉบับในรูปแบบเหมือนจริง ไม่พยายามดัดแปลงให้มีความแตกต่างเหมาะสมกับการทำเป็นหนัง ยกตัวอย่างชุด ทรงผม ในการ์ตูนก็ยกมาทั้งหมดแต่งแบบคอสเพลย์แสดงกันเลย ซึ่งถ้าผู้ชมเฉพาะกลุ่มแฟนๆ คงรับได้และพอใจที่ตัวหนังมีการดัดแปลงน้อย แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ใช่แฟนการ์ตูน หรือผู้ชมวงกว้างอายุมากหน่อย จุดนี้จะกลายเป็นสิ่งขัดตาขัดใจไปแทน ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่สมจริงที่หนังไม่พยายามดัดแปลงให้สมเหตุผลมากขึ้น (แม้เรื่องจะโม้โอเวอร์แบบการ์ตูนก็ตามก็ต้องมีเหตุผลรองรับให้เชื่อตามได้)

รีวิว อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะที่สลัดภาพแนว Live-Action ไปได้แค่ครึ่งเดียว… (ไม่มีสปอยล์) 1แต่กับเรื่องนี้เรียกว่าการมาเจอกัน “คนละครึ่ง” ของสองแนวทางข้างต้น ซึ่งในช่วงแรก “อะริสุ” (ชื่อญี่ปุ่นที่ตั้งให้คล้องกับ Alice เลียนแบบ Alice in Wonderland อีกที แสดงโดย Kento Yamazaki) ตัวเอกของเรื่องที่เป็นเกมเมอร์ไม่ทำงานทำการกับเพื่อนอีกสองคนต้องมาติดอยู่ในกรุงโตเกียวที่กลายเป็นเมืองร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับสาวออฟฟิสอีกคนที่รู้จักกันครั้งแรกจากเกมที่บังคับให้พวกเขาเล่นในที่แห่งนี้ และเดิมพันด้วยชีวิต ถ้าไม่เล่นก็ต้องตายจากเลเซอร์ที่ยิงมาจากฟ้าเจาะทะลุร่างกาย โดยมีรางวัลตอบแทนคือ วีซ่าต่ออายุการอยู่ในที่แห่งนี้ไปเรื่อยๆ (แต่แค่ไม่กี่วัน) เท่ากับต้องบังคับให้คนเล่นไปเรื่อยๆ

รีวิว Alice in Borderland ซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะที่สลัดภาพแนว Live-Action ไปได้แค่ครึ่งเดียว… (ไม่มีสปอยล์) 2ซึ่งในช่วงครี่งแรกของทีมอะริสุนี้คือช่วงที่เรียกได้ว่าลบภาพ Live-Action ออกไปได้เกือบหมด ตั้งแต่ความเรียลสมจริงของจังหวะการเล่าเรื่อง การเล่นเกมที่ออกแบบมาดี แม้พล็อตแบบนี้จะมีบ่อยแล้วไม่ใช่แค่ของญี่ปุ่น ฝรั่งก็ทำออกมานานแล้วตั้งแต่ CUBE ในอดีต ไม่นานมานี้ก็มี Escape Room ของโซนี่อีกเรื่อง ซึ่งรูปแบบก็คือมีเกมมาสเตอร์จัดเกมขึ้นมาทดสอบคน แก้ไม่ได้คือตายสถานเดียว ซึ่งเกมในเรื่องนี้ถูกแบ่งออกเป็นแนวซับซ้อนใช้ไหวพริบแก้ปัญหา กับแนวใช้กำลังกายเข้าต่อสู้เพื่อเอาชนะ และเกมที่เล่นกับจิตใจมนุษย์โดยเฉพาะ รูปแบบของเกมจะขึ้นอยู่กับหน้าไพ่ที่ปรากฎในเกมผ่านมือถือ แต้มบนไพ่เป็นตัวบอกแนวทางกับระดับความยากให้ผู้เล่นในตอนแรกเตรียมใจไว้ว่าจะต้องเจอกับความโหดระดับไหน ซึ่งช่วงนี้เองที่เกมถือว่าคิดมาดี มีความแปลกใหม่ น่าติดตามลุ้นระทึกกันแบบเสี้ยววินาทีตลอด ในระหว่างพักเกมก็ค่อยๆ เล่าย้อนถึงที่มาของตัวละครแต่ละคนให้ชัดเจนขึ้นจากตอนแรก ทีมตัวเอกก็ดูมีความผูกพันน่าเอาใจช่วย และก็เปิดตัวละครหลักนอกทีมที่ต้องมาเจอภายหลังอีกครั้งไว้ในช่วงนี้ เพื่อทิ้งหยอดให้เป็นปริศนาหาที่มาที่ไปในช่วงหลังว่าเกมนี้คืออะไร ซึ่งจังหวะการเล่าเรื่อง และคาแรกเตอร์และการพัฒนาตัวละครในช่วงนี้ถือว่า ลืมไปเลยว่านี่เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะแบบ Live-Action แบบเดิมๆ ไปได้เกือบหมด มีแค่กลิ่นอายเล็กๆ หลงเหลืออยู่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมาะสำหรับงานขายคนดูทั่วโลกผ่าน Netflix แบบนี้

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละครในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกันการแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

รีวิว อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะที่สลัดภาพแนว Live-Action ไปได้แค่ครึ่งเดียว… (ไม่มีสปอยล์) 4เนื้อเรื่องช่วงนี้เองที่เริ่มเห็นเลยว่าเป็นปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มในตอน 5 เมื่อเรื่องกลับลำมาเล่นกับความป่าเถื่อนของมนุษย์กันเองตามสูตรหนังแนวดิสโทเปีย (แม้เรื่องนี้จะแค่จำลองโลกแบบนั้นขึ้นมา) เนื้อเรื่องเริ่มมีความไม่สมเหตุผลขัดกับช่วงแรกแบบจงใจหักลำเปลี่ยนแนว กลายเป็นคนโหดกับคนเองมากกว่าในเกมที่เล่นผ่านมา และก็ใส่เหตุผลที่ดูแล้วเป็นการ์ตูนจ๋า คือมันออกแนวไม่สมเหตุผลกับความเป็นไปของเรื่องที่ต้องเอาตัวรอดกันสุดชีวิต แต่กลับทำตัวใช้ชีวิตดี มีชนชั้นปกครองกันอย่างหรูหรา ตัวเกมโหดๆ ก็เหมือนเป็นแค่น้ำจิ้มแล้ว ในเมื่อเรารู้ว่ามีกลุ่มคนที่ตั้งทีมเล่นเกมผ่านได้ไม่ยาก และก็ชนะมาตลอดจนเหมือนเกมเป็นแค่ของว่างฆ่าเวลา ตัวร้ายก็ฝ่ายมนุษย์ด้วยกันเองก็สร้างให้ดูจิตๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น แล้วก็มีช่วงแฟลชแบ็คเล่าย้อนไปถึงที่มาเพื่อสร้างปมของการเปลี่ยนแปลงตัวตน แต่กลายเป็นดูแล้วแอบตลก (แม้เรื่องจะไม่ได้พยายามให้ตลกเลย) อาจจะเพราะความพยายามเล่าปมให้ซีเรียส แต่ตัดมาปัจจุบันตัวละครนั้นกลับทำตัวเหมือนหลุดโลกเหมือนการ์ตูนมากเกินไป (อย่างท่าเดิน สีหน้าท่าทาง) ซึ่งเรื่องพยายามอย่างหนักที่จะทำให้คนเชื่อว่าช่วงนี้ซีเรียสกว่า แต่กลับดูแล้วกลายเป็นแนว Live-Action เต็มๆ ไปแทน

รีวิว Alice in Borderland ซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะที่สลัดภาพแนว Live-Action ไปได้แค่ครึ่งเดียว… (ไม่มีสปอยล์) 5
ช่วงหลังตัวละครหลายตัวมีปัญหาความน่าเช่อถือ อย่างตัวละครในภาพจู่ๆ คนปกติเก็บตัวก็กลายมาเป็นนักดาบมีฝีมือในโลกนี้ แบบไม่มีเหตุผลอธิบายรองรับไว้เลย
เมื่อเรื่องหลุดธีมมากันขนาดนี้แล้วก็มีแต่ต้องไปต่อในแนวทางนี้ต่อไปเท่านั้น ตัวเรื่องวกกลับลากทุกคนมาเข้าเกมครั้งใหญ่เพื่อปิดเรื่องช่วงซีซั่น 1 ให้อลังการที่สุดด้วยการเล่นเกมกับคนที่รอดทั้งหมดพร้อมกัน แล้วก็เปิดฉากให้เกมเป็นแนวไล่ฆ่ากันเอง หวังฉากตายเป็นเบือมายกระดับเกมให้ดูยิ่งใหญ่มากที่สุด แต่บอกตรงๆ ว่าผู้เขียนเองดูช่วงนี้แล้วกลับรู้สึกเนือยๆ กว่าช่วงตอน 1-4 มาก เรียกว่าคนละอารมณ์กันเลย เพราะเรื่องช่วงนี้กลายเป็นการตายพร่ำเพรื่อมั่วไปหมด รูปแบบเกมจากลุ้นระทึกกดดันกลายมาเป็นงานขายดราม่าตัวละครกับแนวสืบสวนหาฆาตกรไป ซึ่งก็ไม่ได้ทำออกมาดีมากเท่าไหร่ ไม่ได้ว้าวอะไรมาก แม้คนดูจะเดาได้หรือไม่ได้ก็ตาม เรื่องยกระดับความรุนแรงไปก็จริง แต่กลับขาดความสนุกลุ้นระทึกไปหมด เหลือแต่การบิ้วพยายามให้เรื่องดูมีปมลึกซึ้งเพื่อแก้ปริศนาของเกมนี้แทน จนสุดท้ายก็จบแบบไปไม่ถึงอารมณ์ที่ว่าสักเรื่อง

รีวิว อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะที่สลัดภาพแนว Live-Action ไปได้แค่ครึ่งเดียว… (ไม่มีสปอยล์) 6ตัวเรื่องจบแบบปิดปมใหญ่เรื่องเกมมาสเตอร์ที่ทุกคนอยากรู้ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นการเคลียร์ปมแบบทื่อๆ ไปหน่อย คือใส่ยัดมาเพื่อเฉลยไปเลยว่าคือใครแบบง่ายๆ โดยยังไม่เปิดเผยว่าที่มาของเกม หรืออะไรที่เว่อร์ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร ก่อนจะทิ้งท้ายเพื่อไปขึ้นเกมที่ปูไว้ว่าใหญ่กว่าช่วงแรกขึ้นไปอีกในตอนจบ ซึ่งก็คงอีกเป็นปีกว่าจะเสร็จ ถ้าใครสนใจก็หาอ่านมังงะแปลไทยได้เลยครับ ลิขสิทธิ์ของวิบูลกิจ มี 18 เล่มจบ แต่อาจจะเก่าสักหน่อยเพราะวางขายมาหลายปีแล้วครับ
สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่นที่สร้างจากมังงะที่พล็อตแนวห้องปิดตายเล่นเกมเดิมพันชีวิตอาจจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง และสามารถสลัดภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็นแนวนิยมของญี่ปุ่นไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็นฮีโร่เก่งอะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดูสมเหตุผลลงตัว มีความสมจริงผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่องกลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่องที่พยายามยัดปมดราม่าเข้ามามากมายให้ซึ้ง หลายจุดขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึกกลับกลายเป็นแนวสืบสวนขายดราม่าจนหมดลุ้นอะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2 ครับ

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 3.4 (5 votes)

จุดเด่น

รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก (ในช่วงแรกตอน 1-4)
ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
)ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละคร ในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกัน การแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

 

Alice in Borderland เป็นผลงานการกำกับของชินซุเกะ ซาโตะ

หลังจากที่เขาได้แสดงฝีมือไว้ในผลงานภาพยนตร์สุดฮิตที่สร้างจากมังงะเช่นกันอย่าง Gantz (สาวกกันสึ พันธุ์แสบสังหาร) และ Kingdom (สงครามบัลลังก์ผงาดจิ๋นซี) โดยซีรีส์เรื่องนี้ได้ขึ้นแท่นเป็นผลงานออริจินัลแบบไลฟ์แอ็กชั่นจากญี่ปุ่นที่มีผู้ชมสูงสุดบนเน็ตฟลิกซ์ไปเป็นที่เรียบร้อย ครองใจผู้ชมได้ทั้งในเอเชียและทั่วโลก แต่ในระหว่างที่เรารอลุ้นกันว่าซีซั่น 2 จะมีเกมแห่งความเป็นความตายแบบไหนมาให้ได้ตื่นเต้นกันอีก เราขอหยิบเรื่องน่าสนใจจากเบื้องหลังการสร้างซีซั่นแรกมาเล่าให้ฟังกันพลาง ๆ

1. หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา Alice in Borderland ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชมในเอเชียอย่างรวดเร็ว จนติดท็อปชาร์ต 10 อันดับคอนเทนต์ยอดนิยมทั้งในไทย มาเลเซีย ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และเวียดนาม พ่วงด้วยสถิตินอกเอเชีย ขึ้นแท่นท็อป 10 ในเยอรมนี ฝรั่งเศส โปรตุเกส ออสเตรีย และกรีซด้วยเช่นกัน โดยรวมแล้ว ซีรีส์ฮิตเรื่องนี้ขึ้นมาติดอันดับท็อป 10 ในเกือบ 40 ประเทศทีเดียว

2. ซีรีส์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากการ์ตูนสุดฮิตชื่อเดียวกันของ ฮาโระ อาโสะ โดยก่อนหน้านี้ เคยตีพิมพ์รายสัปดาห์ในนิตยสาร Weekly Shonen Sunday S และ Weekly Shonen Sunday ในญี่ปุ่น ตลอดช่วงปี 2010-2016

3. สถิติการเสิร์ชชื่อของซีรีส์ Alice in Borderland พุ่งกระฉูดทั่วโลกในช่วงที่การเปิดสตรีมซีรีส์ทางเน็ตฟลิกซ์ โดยนอกจากความสนใจในตัวซีรีส์เองแล้ว ผู้ชมทั่วโลกยังเสิร์ชหาชื่อนักแสดงนำอย่าง เคนโตะ ยามาซากิ และ ทาโอะ ทสึจิยะ ซี่งเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยพระเอกหนุ่มยามาซากิและผู้กำกับซาโตะนั้น เคยทำงานด้วยกันมาก่อนในโปรเจ็คภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Kingdom (สงครามบัลลังก์ผงาดจิ๋นซี) ที่ออกฉายไปเมื่อปี 2019 และดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนเช่นกัน

4. ฮาโระ อาโสะ ผู้เขียน Alice in Borderland ฉบับการ์ตูน เขียนคาแรกเตอร์ตัวเอกของเรื่อง “อะริสุ” โดยอ้างอิงมาจากชีวิตตัวเองล้วน ๆ โดยเขาบอกกับเราว่า “ผมยังจำตัวเองตอนอายุ 20 ได้ ก็เลยวางตัวละครของอะริสุขึ้นมาตามนิสัยของผมสมัยนั้น ที่เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจเอาซะเลย”

5. สำหรับฉากห้าแยกชิบุยะแบบไร้ผู้คนในตอนแรกของซีรีส์ (ซึ่งรู้กันอยู่ว่าชิบุยะเป็นแยกที่พลุกพล่านที่สุดในโตเกียว) ทีมงานไม่ได้ไปถ่ายทำที่ชิบุยะจริง ๆ แต่ไปถ่ายในฉากกลางแจ้งขนาดยักษ์ในเมืองอาชิคางะ จังหวัดโทะชิงิ อยู่ห่างจากชิบุยะของจริงไปกว่าร้อยกิโลเมตร

6. เดิมทีแล้ว จุดนัดพบของอะริสุและเพื่อน ๆ จะอยู่ที่หน้าร้านสตาร์บัคส์ในชิบุยะ แต่เพราะความซับซ้อนในการถ่ายทำในโลเคชั่นที่มีกระจกรายล้อม จึงต้องเปลี่ยนสถานที่นัดพบเป็นหน้าป้ายหน้าสถานีรถไฟแทน

7. สำหรับฉากที่อะริสุและเพื่อน ๆ ต้องวิ่งหนีออกจากถนนที่คนพลุกพล่าน เข้าไปหลบในห้องน้ำที่สถานีชิบุยะ จนกลับออกมาและพบว่าชิบุยะนั้นไร้ผู้คนไปเสียแล้วนั้น ทีมงานได้ถ่ายฉากนี้ทั้งหมดในภายในเทคเดียว ซึ่งเป็นเทคที่ยาวถึง 4 นาที ดังนั้น ทุกองค์ประกอบที่เห็นในฉากจึงต้องสร้างขึ้นมาจริง ๆ ทั้งหมด

8. ในการถ่ายทำฉากที่ชิบุยะนั้น มีเพียงแค่ประตูสถานีรถไฟ ห้องน้ำสาธารณะ และถนนเท่านั้นที่สร้างขึ้นจริง ส่วนทุกอย่างที่เหลือเป็นการใช้เทคนิค CGI ทั้งสิ้น โดยเพื่อความสมจริงทุกรายละเอียด ผู้กำกับฝ่ายวิชวลเอฟเฟคยังได้วาดเงาของตึกโตคิวที่ปกติจะทอดลงบนถนนในชิบุยะอีกด้วย

9. แอนิเมชั่นของเสือที่ออกมาในตอนที่ 5 ของซีรีส์ เป็นผลงานที่สร้างขึ้นโดยทีมงานจากทั่วโลก โดยเสือตัวนี้ควบคุมการผลิตโดยผู้กำกับแอนิเมชั่นชาวดัทช์ เอริค-ยาน เดอ บัวร์ ผู้เคยได้รับรางวัลออสการ์จากงานแอนิเมชันเสือในภาพยนตร์ Life of Pi (ชีวิตอัศจรรย์ของพาย) (2021) มาแล้ว ส่วนงานโปรดักชั่น มาจากสตูดิโอแอนิเมชั่นและวิชวลเอฟเฟคในอินเดียที่ชื่อ Anibrain โดยรวมแล้ว เสือตัวนี้ต้องใช้ทีมสร้างจากทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา (ลอสแองเจลิส) และอินเดีย

10. ส่วนการสร้างเจ้าเสือดำในตอนที่ 4 นั้น ทีมวิชวลเอฟเฟคก็ลงทุนไปสวนสัตว์ เพื่อศึกษาเสือดำจริงๆในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ภาพรวม การเคลื่อนไหว รวมไปถึงลักษณะของเส้นขนของเสือดำอีกด้วย

 

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว หนัง Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เรื่องลึกลับของครอบครัว

Metamorphosis ปีศาจเปลี่ยนหน้า (2019) เต็มเรื่องเรื่องย่อหนัง หนัง Metamorphosis หรือชื่อไทยว่า ปีศาจเปลี่ยนหน้า Metamorphosis บอกเล่าถึงเรื่องลึกลับของครอบครัวหนึ่ง นำโดยผู้เป็นพ่ออย่าง พัค คังกู (รับบทโดย ซอง ดงอิล) ที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน แต่กลับเจอกับเรื่องราวสุดสะพรึ่งและไม่ชอบมาพากลมากมาย จนพวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัว และคำตอบที่ได้คือการพยายามแฝงตัวของปีศาจปริศนา ด้วยการ “เปลี่ยนหน้า” เป็นหนึ่งในพวกเขา แต่เรื่องนี้ดูจะหนักเกินกว่าพวกเขาจะแก้ไขกันเองได้ คนเดียวที่พวกเขาพอจะนึกออกคือ พัค จุงซู (รับบทโดย เบ ซองอู) น้องชายหัวหน้าครอบครัวนี้ที่ปัจจุบันเป็นบาทหลวง แต่ จุงซู กลับลังเลในการให้ความช่วยเหลืออันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการปราบผีของเขาในอดีตจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต และกลายเป็นความฝังใจเขาจนถึงปัจจุบัน แต่สุดท้ายแล้ว เขาจะเลือกเมินเฉยต่อเหตุการณ์นี้เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือจะยอมเสี่ยงเพื่อช่วยครอบครัวที่เหลืออยู่เพียง หนึ่งเดียวของเขาก่อนที่จะสายเกินไป

Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นเรื่องราวที่ตรงกับชื่อเรื่องนั้นแหละ (ชื่อไทยเรื่องนี้แปลตรงกับเนื้อเรื่องสุดละช่วงนี้ 555) คือมันเป็นเรื่องราวของบาทหลวงคนหนึ่งที่ได้ทำพิธีไล่ผี แต่ไม่สามารถไล่ได้แถมยังทำให้เด็กที่ถูกปีศาจสิงคนนั้นตาย ซึ่งครอบครัวของบาทหลวงคนนี้ก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ แต่เรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อปีศาจตนหนึ่งได้เปลี่ยนเป็นสมาชิกในบ้านคนแล้วคนเล่าเพื่อมาทำอันตรายพวกเขา ครอบครัวนี้จึงให้บาทหลวงมาช่วยไล่ผีให้

เป็นอารมณ์ที่แปลกใหม่เหมือนกันนะ ที่ได้เห็นบาทหลวง, พิธีกรรมไล่ผีจากหนังทางฝั่งตะวันตก มาอยู่ในหนังเอเชีย เท่าที่นึกออกล่าสุดใกล้ๆ นี้ก็เป็น The Divine Fury (2019) แต่ในเรื่องนี้มันไม่ได้มีความแอ็คชั่นมาฟัดกับผีหรือปีศาจง้างหมัดกันต่อยแต่อย่างใด หากแต่มันคือหนังไล่ผีที่มีการสะท้อนถึงปีศาจ บาปในทางศาสนาคริสต์อีกด้วย

อันดับแรกเลย ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ย สนุกเลยแหละ น่าติดตาม ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย แล้วกราฟมันไต่ระดับความสนุกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ปีศาจแปลงเป็นคนนั้นคนนี้ในครอบครัว พาร์ทนั้นคือพีคมาก ดีที่สุดในเรื่องแล้ว ทั้ง ระทึก ตื่นเต้น น่ากลัว สนุก ลุ้น แต่ดั๊น มาตกม้าตายตอนจบ พาร์ทตอนจบนี่คือกลายเป็นน่าเบื่อไปเลยอะ

พล็อตแลดูแปลกใหม่ น่าสนใจ กับปีศาจเปลี่ยนหน้าที่มาแทนคนนั้นคนนี้ มีกริยาท่าทางที่เปลี่ยนไป แต่น่าเสียดายน่าจะเอาจุดขายปีศาจเปลี่ยนหน้าออกมาได้มากกว่านี้ เล่นกับความสงสัยว่าตัวจริงตัวปลอมอะไรแบบนั้นน่าจะสนุกขึ้นเยอะ

เรื่องการเปลี่ยนหน้าของปีศาจนี่ คือจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้านะ มันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบาปในใจมนุษย์และแปลงเป็นแบบนั้น ซึ่งพาร์ทนี้เรามองว่ามันทำได้ดีเลยแหละ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะมันมีความเกี่ยวโยงกับบาป 7 ประการของศาสนาคริสต์ด้วย เราจะได้เห็นบาปทั้ง 7 สะท้อนปีศาจที่แปลงเป็นเหล่าตัวละครในเรื่องโดยดึงเอานิสัยใจคอด้านมึดออกมาได้ครบท้วน ทั้ง ราคะ, ตะกละ, โลภะ, เกียจคร้าน, โทสะ, ริษยา, อัตตา

มีหลายจุดที่ชวนสงสัยและหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน บางฉากก็อยากจะถามว่าใส่มาทำไม? และไอ้ตัวปีศาจอะนะ ถ้าใครได้ดูถึงเหตุผลของมันจะรู้ว่ามันเป็นปีศาจที่โคตรฉลาด วางแผนโคตรแยบยล (คือหนังไม่ได้บอกชัดเจนหรอกนะว่ามันวางแผนอะไรยังไง แต่ผลที่ออกมามันทำให้เราคิดแบบนั้นว่า เห้ย จะฉลาดไปมั้ยเนี่ย)

ทางด้านนักแสดงบอกเลยว่าสุดทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบทพ่อ แม่ พี่สาวคนโต สาวคนกลาง น้องชายคนเล็ก ต่างรับผิดชอบหน้าที่การแสดงในบทบาทของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในตอนปกติ และตอนเป็นร่างปีศาจ โดยเฉพาะคนแม่ ในตอนที่เป็นร่างของปีศาจ เห้ยคือหลอนมาก น่ากลัว ตื่นเต้น แสดงได้แบบ ช็อคไปเลยครับคุณผู้โช้มมมมมมมม แต่บทที่เราคิดว่าแสดงได้อ่อนที่สุดกลับกลายเป็นตัวพระเอกในบทบาทหลวงนั่นแหละ

สรุปแล้ว Metamorphosis – ปีศาจเปลี่ยนหน้า เป็นหนังพล็อตที่น่าสนใจ ดำเนินเรื่องได้สนุก เพียงแต่ว่าน่าเบื่อในตอนจบแค่นั้นเอง พาร์ทกลางๆ เรื่องช่วง องค์สองของเรื่องนี่คือดีย์เลยแหละ สำหรับเรามันดีกว่าและชอบกว่า The Divine Fury ก็แล้วกัน  อ่านต่อ