รีวิว Love, Death & Robots Volume 2 ผลิตโดย ทิม มิลเลอร์ (Tim Miller)

รีวิว Love, Death & Robots Volume 2 ผลิตโดย ทิม มิลเลอร์ (Tim Miller)

รีวิว Love, Death & Robots Volume 2  ผลิตโดย ทิม มิลเลอร์ (Tim Miller)  เน็ตฟลิกซ์สานต่อ โปรเจกต์สุดมัน ที่อาจนิยามได้ว่าถ้าอยากรู้ว่า วงการแอนิเมชันในโลกนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว ก็พลาดดูไม่ได้เลย ทั้งสไตล์ในการเล่าเรื่องที่สรรหาเทคนิคใหม่ ๆ ล้ำ ๆ มาตื่นตาผู้ชม รวมถึงขอบเขตเนื้อหาที่ทลายกรอบหนังแอนิเมชันไปไกลมาก (ในบางตอน) และยังคงเป็นการควบคุมการผลิตโดย ทิม มิลเลอร์ (Tim Miller) จากหนัง ‘Deadpool’ ภาคแรกที่มาเป็นครีเอเตอร์หลักของหนังชุดนี้

แต่สำหรับภาคที่ 2 นี้ ด้านการเล่าเรื่องถูกแทนที่ด้วยฟันเฟืองขับเคลื่อนใหม่ ๆ อย่างผู้กำกับที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก ‘Kung Fu Panda 2’ อย่าง เจนนิเฟอร์ ยูห์ เนลสัน (Jennifer Yuh Nelson) ที่เข้ามาดูภาพรวมของทุกเรื่อง แทนที่จะงานหนักเพียงลำพังของมิลเลอร์

ซึ่งจากจำนวนเรื่องสั้นจากซีซันแรกที่มีถึง 18 เรื่อง แต่ในซีซันที่ 2 นี้เหลือเพียง 8 เรื่องเท่านั้น โดยยังคงคอนเซ็ปต์งานรวมเรื่องสั้นแบบแอนโธโลจีแนวไซไฟ ซึ่งมิลเลอร์และฟินเชอร์นำแรงบันดาลใจจากหนังแอนิเมชันแอนโธโลจีอย่าง ‘Heavy Metal’ (1981) ด้วย

 

เมื่อมองจากรูปแบบการทำงานก็ต้องบอกว่า หนำใจผู้ชมน้อยลง เพราะ 8 ตอนใหม่นั้นมีแนวที่ใกล้กันแล้วถึง 3 เรื่อง ต่างจากภาคแรกที่ 18 เรื่องนั้นมีความต่างหลากหลายได้ตื่นตามากกว่า นอกจากนี้โจทย์การคิดงานก็เหมือนลดความสำคัญของเอกลักษณ์ของผู้กำกับแต่ละคนลง แต่เป็นการมาทำงานตามโจทย์ของครีเอเตอร์มากขึ้น ทำให้รสชาติความสด เปรี้ยว สไตล์การนำเสนอที่จัดจ้านแปลกใหม่หายไป แต่เน้นการเล่าเรื่องด้านคอนเทนต์ที่เข้มข้นและรสแน่นขึ้นแทน

จุดแข็งสำคัญของหนังชุดนี้ยังคงเป็นความยอดเยี่ยมของการคัดสรรผลงานเรื่องสั้นจากนักเขียนคุณภาพ เพื่อนำมาดัดแปลงผ่านวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่แตกต่างกัน จุดที่เห็นชัดขึ้นในซีซัน 2 นี้คือ การเลือกนักเขียนที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลมาแล้วเป็นหลัก ต่างจากผลงานซีซันแรกที่ยึดเรื่องเล่าที่ผู้สร้างสนใจนำมาถ่ายทอดเอง บางเรื่องเราแทบไม่รู้จักคนแต่งเสียด้วยซ้ำ

อย่างครั้งนี้เรื่องสั้นที่โดดเด่นมากก็คงเป็นงาน The Drowned Giant ของ เจ. จี. บัลลาร์ด เจ้าพ่อนิยายแนวเสียดสีสังคมชาวอังกฤษที่ผลงานเคยดัดแปลงเป็นหนังดังมาแล้วหลายเรื่องอย่าง ‘Empire of the Sun’ (1987) ซึ่งในเรื่องสั้นนี้เป็นงานบทกวีที่เปรียบเปรยความเป็นมนุษย์และความตาย ผ่านร่างกายของยักษ์รูปร่างมนุษย์ที่มานอนเกยหาดและค่อย ๆ เน่าอืดตามวันเวลา ไว้อย่างแปลกประหลาด ยิ่งใหญ่ แต่มีมุมหม่นเศร้าให้ตรึกตรอง โดยมิลเลอร์เองก็อาสาเป็นผู้กำกับในตอนนี้เองด้วย

นอกจากนั้นยังมีตอนของผู้กำกับเนลสันอย่าง Pop Squad ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นแนวไซไฟชื่อเดียวกันเมื่อปี 2006 ของ เปาโล บาชิกาลูปิ (Paolo Bacigalupi) นักเขียนเจ้าของรางวัลนิยายไซไฟทั้งรางวัลฮิวโกและรางวัลเนบิวลา ว่าด้วยโลกอนาคตที่ทุกคนแทบจะเป็นอมตะ การให้กำเนิดเด็กโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายและราคาแพงเกินความจำเป็น พระเอกของเราเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ต้องคอยกำจัดเด็กเกิดใหม่ที่ไม่ถูกต้อง และกำลังสับสนว่าการที่หลายคนพยายามมีลูกทั้งที่ไม่มันวันตายนั้นมันจะได้ประโยชน์อะไร

ในขณะที่งานด้านภาพ แม้เราอาจจะตื่นตากับความแปลกใหม่อลังการจากซีซันที่แล้วที่ใส่กันไม่ยั้งมือหมดแล้ว แต่กับซีซัน 2 นี้แม้ความหลากหลายสดใหม่จะน้อยลง แต่ก็ยังพอมีความน่าสนใจในหลายงาน ที่เลือกวิธีการนำเสนอแตกต่างกันเพื่อขับเน้นสไตล์การเล่าของตนเอง

ที่รู้สึกโดดเด่นมากพอก็คงเป็น The Tall Grass ที่ขับเน้นเรื่องเล่าแนวสยองขวัญสไตล์เลิฟคราฟต์ จากปลายปากกาของ โจ อาร์. แลนสเดล (Joe R. Lansdale) ผู้เคยได้รางวัลบราม สโตเกอร์ และกำกับโดย ไซมอน ออตโต (Simon Otto) ผู้กำกับชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เคยร่วมสร้างสรรค์หนังแอนิเมชันอย่าง ‘How to Train Your Dragon’ ที่ใช้สไตล์สามมิติผสานภาพแนวภาพสีน้ำมันสร้างบรรยากาศน่าขนลุกและชวนสงวัยของทุ่งหญ้าสูงในยามค่ำคืนที่ซ่อนบางอย่างไว้

นอกจากนั้นยังมีแนวผลงานภาพสมจริงแบบ Photorealism ที่แยกแทบไม่ออกว่าเป็นซีจีหรือคนแสดง ซึ่งแม้มีหลายเรื่องที่พยายามใช้แนวภาพเช่นนี้ แต่ในตอนที่ชื่อ Life Hutch ของผู้กำกับ อเล็กซ์ เบียตี (Alex Beaty) นั้นยิ่งโดดเด่นในการสร้างตัวละครคนที่สมจริงขั้นสุด ทั้งรายละเอียดเหงื่อไปจนถึงความละเอียดในการแสดงสีหน้าอารมณ์ น่าทึ่งมากทีเดียว

สำหรับซีซัน 2 นี้ เหมือนผู้สร้างอย่างมิลเลอร์กับเนลสัน จะขยายขอบเขตการเล่าเรื่องให้มีโทนที่หม่นมากขึ้น มันจึงมีทั้งตอนที่ดุสยองขวัญจนถึงหม่นเศร้ารวมกันอยู่ และในทุกตอนก็ยังคงสะท้อนคอนเซ็ปต์เรื่อง รัก ความตาย และเทคโนโลยี ไว้อย่างน่าสนใจ

โดยเฉพาะตอนอย่าง Snow in the Desert ที่ว่าด้วยมนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่มีวันตายในโลกยุคล่มสลาย และต้องถูกตามล่าจากพ่อค้าที่หวังตัดองคชาติเขาไปทำการทดลองนั้น เป็นการผสมผสาน 3 ธีมหลักของหนังชุดนี้ไว้ได้อย่างลงตัวที่สุด แต่หากว่าด้วยความคมคายแล้วอย่างไรก็ยังต้องยกให้ Pop Squad และ The Drowned Giant นั้นมีความลุ่มลึกและทิ้งก้อนความคิดให้ตีในหัวได้ดีกว่าอยู่ดี เพราะสามารถขย้อนออกมาเป็นมวลอารมณ์ที่เกี่ยวข้องลึกซ้ำกับคำว่า ชีวิต ได้อย่างดีที่สุด

ufa

Published by

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *