รีวิวหนัง Things to Come – ชีวิตนี้มีความสตรอง นาตาลี ครูสอนปรัชญา

หนัง Things to Come – ชีวิตนี้มีความสตรอง นาตาลี ครูสอนปรัชญาที่ชีวิตครอบครัว (เหมือนจะ) เพอร์เฟค มีแม่เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในชีวิต จนทำให้มีปัญหาป่วยทางจิต แต่แล้ววันหนึ่งตัวเธอเองกลับต้องมาตกอยู่ในชะตากรรมเช่นเดียวกันกับแม่ เมื่อสามีที่แต่งงานอยู่กินกันมากว่าครึ่งชีวิต ขอแยกทางไปกับผู้หญิงคนใหม่ ทิ้งให้เธอเลี้ยงลูก 2 คนเพียงลำพัง เมื่อปัญหาถาโถมเข้ามาเธอจึงต้องก้าวผ่านมันไปให้ Things to Come หรือชื่อไทยว่า ชีวิตนี้มีความสตรอง หนังที่จะชี้ให้เห็นอีกแง่มุมของชีวิตที่ต้องพบกับความล้มเหลว และความผิดหวัง ก็ยังต้องสตรอง ถ่ายทอดโดยผู้กำกับสาวไฟแรง Mia hansen-love เจ้าของรางวัล Silver Bear for best Director จากงานเบอร์ลิน อินเตอร์เนชั่นนัล ฟิล์ม เฟสติวัล ครั้งที่ 66 นำแสดงโดยดาราสาวรุ่นเก๋าชาวฝรั่งเศส อิซาเบล อุปแปร์ เป็นหนังที่ถ่ายทอดอารมณ์และเรื่องราวของคำว่า “ชีวิตอาจไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ” ได้เป็นอย่างดี

รีวิวหนัง Things to Come - ชีวิตนี้มีความสตรอง นาตาลี ครูสอนปรัชญา

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ Nathalie สาวใหญ่เธอเป็นอาจารย์สอนปรัชญา มีสามีเป็นอาจารย์สอนปรัชญาด้วยเช่นกัน เธอและสามี มีลูกด้วยกัน 2 คน และ เธอมีแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง อยู่มาวันหนึ่ง สามีของเธอมาสารภาพว่ามีผู้หญิงอื่น ทำให้เธอตัดสินใจแยกกันอยู่กับสามี ส่วนแม่ของเธอนับวันก็ทำตัวเรียกร้องความสนใจมากขึ้นเธอต้องปลีกเวลามาดูแม่อยู่เสมอ ประกอบกับที่มหาลัยที่เธอสอนก็มีนักศึกษาประท้วงเรื่องการเมืองทำให้การเรียนการสอนต้องติดๆขัดๆ ยิ่งทำให้เธอเครียด เธอมีสิ่งหนึ่งที่พอจะทำให้เธอยิ้มได้ และมีความสุขคือการได้เจอ และสนทนากับ Fabien ลูกศิษย์คนโปรดที่อาศัยอยู่ในป่าเพื่อเขียนหนังสือปรัชญา
..
หนังปล่อยให้คนดูเปรียบเสมือนบุคคลที่ 3 คอยดูชีวิตของ Nathalie ไปเรื่อยๆ ตัวหนังไม่ได้บีบคั้นหรือบังคับคนดู ให้เข้าถึงหรือตัดสินในสิ่งที่ Nathalie ทำ แต่เราจะเข้าถึงได้ในสิ่งที่ ตัวละครแสดงออกมา เราจะเห็นได้ว่า Nathalie เป็นผู้หญิงที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง เธอมักไม่สนใจเสียงรอบข้างที่คอยทัดทาน หรือ เรียกร้องในสิ่งที่เธอสามารถผ่อนปรนเสนอให้ได้ แต่อีกนัยหนึ่งเราอาจมองต่างว่า สิ่งที่เธอเป็นไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง แต่อาจเป็นเพราะเธอเหนื่อยที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัว ที่กำลังจะเกิดขึ้น
..
ในหนังเราจะเริ่มสังเกตุได้ถึงสถานการณ์รอบข้างของ Nathalie เราจะเริ่มเห็นความขัดแย้งเล็กๆที่กำลังก่อตัวจากการกระทำของเธอ เช่น เธอกับสามีมีปากเสียงกันเล็กน้อยเรื่องที่ สามีไม่เปิดใจยอมรับและคุยดีๆ กับ Fabien รวมถึง ลูกๆของเธอก็ไม่วายที่จะเหน็บผู้เป็นแม่ โดยการเปรียบเทียบตนเองกับ Fabien ลูกศิษย์โปรดของเธอ / สำนักพิมพ์ที่พิมพ์ตำราเรียนที่เธอเขียน ได้ขอร้องให้เธอเปลี่ยนรูปเล่มให้ทันสมัยขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขายแต่เธอไม่ยอม / แม่ของเธอเริ่มเรียกร้องความสนใจที่วุ่นวายมากขึ้นเพียงเพราะไม่รับโทรศัพท์ของผู้เป็นแม่ แม้กระทั่ง Fabien ศิษย์โปรดของเธอ ตอนท้ายก็ไม่ลงรอยกับเธอในเรื่องของปรัชญาทัศนคติที่ไม่ตรงกัน
..
แต่ถึงกระนั้น แม้ว่า บทหนังจะทำให้เธอดูเหมือนเป็นเป็นคนไม่เอาอะไรไม่สนใจใคร แต่เรากลับสงสารเธอและเอาใจช่วยเธออย่างน่าประหลาด คงเป็นเพราะเธอแบกรับความทุกข์ความเครียดมากเกินที่มนุษย์ปกติพึ่งจะได้รับ ซึ่งเป็น ” อนาคต ” ที่ Nathalie ไม่ได้วาดฝันไว้ ในใจลึกๆ เธอไม่อยากเป็นแบบเหมือนแม่ของเธอ ที่ชีวิตล้มเหลว จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า แต่เธอหารู้ไม่ว่า แม่ของเธอนี่แหละที่จะเป็นแสงสว่างนำทางเธอในบั้นปลายชีวิต
..
หลังจากที่มารดาของเธอเสียชีวิต เธอเริ่มที่ปล่อยวาง และเข้าใจชีวิตมากขึ้น เธอเริ่มเปิดใจยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามา เรียนรู้ที่จะอยู่บนพื้นฐานความเจ็บปวดทุกข์ใจ ต้องเข็มแข็งเผชิญหน้ากับมัน เพราะท้ายที่สุดตัวเธอเองต้องเป็น “ภาพสะท้อนในอนาคต ” ให้กับลูกๆของเธอที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยมีครอบครัว  ที่มา 

สวนสวยๆ ความภูมิใจของ กิ่งก้านใบ กับสวนที่เป็นมากกว่าสวน

สวนสวยๆ ความภูมิใจของ กิ่งก้านใบ กับ สวนที่เป็นมากกว่าสวน  มีบ้านสวยว่าดีแล้วยิ่งถ้าได้มี สวนสวยๆ เพิ่มเติมเข้าไปก็ยิ่งทำให้องค์ประกอบของชีวิตแทบจะสมบูรณ์พร้อม และทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่ว่าใครต่างก็ต้องการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ อยากมีพื้นที่สีเขียวอยู่ใกล้ๆตัว จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘การจัดสวน’ ได้กลายมาเป็นเทรนด์ของคนรักบ้านที่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สวนสวยๆ ความภูมิใจของ กิ่งก้านใบ กับสวนที่เป็นมากกว่าสวน

 

กิ่งก้านใบ
จุดเริ่มต้นของ ‘กิ่ง-ก้าน-ใบ’ เกิดจากสถาปนิก 2 คนที่รักในงานออกแบบพื้นที่ภายนอกและมีความชื่นชอบในสไตล์มินิมอล-โมเดิร์นเหมือนกัน ได้นำความงามที่เรียบง่ายนำเสนอผ่านการออกแบบสวน จนกลายเป็นสไตล์เฉพาะตัวมาจนถึงปัจจุบัน…

“ผมกับพลอยเป็นสถาปนิกที่ทำงานสไตล์โมเดิร์นมาก่อนและอยากให้สวนกับอาคารที่เราออกแบบออกมาเป็นเรื่องราวเดียวกัน ปัญหาคือเราหานักจัดสวนที่ถูกใจไม่ได้ สุดท้ายก็เลยลองออกแบบเอง ทีนี้พอทำไปแล้วก็สนุกแถมได้รับการตอบรับจากลูกค้าดี ทุกอย่างก็เลยเริ่มจากจุดนั้นเราเริ่มปรับเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็นจุดอ่อนของการจัดสวนโดยนำวิธีคิดและขั้นตอนการทำงานของงานสถาปัตยกรรมมาใช้ ค่อยๆปรับสไตล์การทำงานให้ชัดเจนขึ้นซึ่งก็เป็นสไตล์มินิมอล-โมเดิร์นอย่างที่เราชอบ”
สวนจัดสวนตกแต่งสวนแบบสวนกิ่ง ก้าน ใบเมื่อการใส่ใจทุก ‘กิ่ง – ก้าน – ใบ’ คือหัวใจของการจัดสวน
Design : กิ่ง-ก้าน-ใบ
สวนสไตล์กิ่งก้านใบ
ถึงวันนี้เป็นที่รู้กันว่า ‘กิ่ง-ก้าน-ใบ’ รับจัดสวนเฉพาะแนวมินิมอล-โมเดิร์นเพียงอย่างเดียวไม่คิดจะบิดไปลองจัดในแนวทางอื่นแม้จะมีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าหลายๆคน…
“เรารักที่จะทำสวนแบบมินิมอล-โมเดิร์นมาก และทำมาตั้งแต่เปิดบริษัทโดยไม่จัดแนวอื่นเลยคิดว่ามันเป็นสไตล์เดียวที่ถนัดและเป็นตัวเองที่สุด คือเราชอบที่ออกแบบพื้นที่ภายนอกที่เน้นความเรียบง่ายแต่ยังได้ฟังก์ชั่นครบ เราสนุกกับการสร้างสรรค์รายละเอียดของงานให้มีความสดใหม่อยู่เสมอและพร้อมที่จะส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆของการใช้พื้นที่ภายนอกให้กับลูกค้า สิ่งที่เราให้ไม่ได้เป็นแค่สวนแต่เป็นพื้นที่กลางแจ้งสุดพิเศษที่เต็มไปด้วยไลฟ์สไตล์อันสวยงาม แต่ก็นั่นแหละค่ะ ต้องในแนวทางของเราเท่านั้น”
คุณบอยและคุณพลอยได้ให้คำจำกัดความของความเป็นมินิมอล-โมเดิร์นไว้ว่า สิ่งนี้คือความ ‘เรียบ’ กับ ‘ง่าย’ และคงไว้เฉพาะส่วนที่สำคัญและจำเป็น เน้นการใช้เส้นสายที่เรียบร้อย มีรูปทรงที่ชัดเจนโดยตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า…ความเรียบง่ายคือที่สุดแห่งความงาม
“ตลอดการทำงานที่ผ่านมา เราต้องตอบคำถามนี้บ่อยมากแต่ก็ยังอยากอยากตอบและมีความสุขในทุกครั้งที่ได้อธิบายเสมอ สวนแบบมินิมอล-โมเดิร์นคือสวนโมเดิร์น ที่ตัดทอนรายละเอียดและการตกแต่งที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้แต่เนื้อแท้ของงานและเลือกโฟกัสกับส่วนที่เป็นความงามจริงๆ ทั้งในเรื่องสัดส่วน ประโยชน์ใช้สอย พื้นผิวสัมผัส โดยความงามที่เกิดขึ้นต้องเรียบง่ายชัดเจนและมีเรื่องราว เพื่อให้ผู้ใช้สวนได้รู้สึกอิ่มเอมตลอดเวลาที่อยู่ในสวนแสนเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียด”
สวนจัดสวนตกแต่งสวนแบบสวนกิ่ง ก้าน ใบเมื่อการใส่ใจทุก ‘กิ่ง – ก้าน – ใบ’ คือหัวใจของการจัดสวน

ความละเอียดและความเนี๊ยบในสไตล์กิ่งก้านใบ
การทำงานของกิ่งก้านใบมีความละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนก่อนเริ่มงานไปจนจบกระบวนการ เริ่มตั้งแต่การพูดคุยถึงความต้องการ การสำรวจพื้นที่จริง การมองบริบทโดยรอบของบ้าน การวัดระยะต่างๆทุกตารางนิ้ว เพื่อให้ได้สวนที่มีความเฉพาะและพิเศษสำหรับลูกค้าแต่ละรายทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญก่อนการเริ่มงานของ ‘กิ่ง-ก้าน-ใบ’
“ผมว่ามันเป็นเรื่องปรกติของทุกงานในการที่จะทำงานออกมาได้ละเอียดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วนจริงๆ ข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงานที่เป็น Motional Product หรือเป็นไลฟ์สไตล์เรายิ่งต้องละเอียดในการเก็บข้อมูล อย่างการรับบรีฟครั้งแรกเนี่ยเราต้องรู้ว่าลูกค้ามีคาแรคเตอร์แบบไหน ไล่ไปถึงรายละเอียดในชีวิต แผนการในอนาคต คือเราไม่ได้คิดแค่ว่าทำสวนให้สวยๆแล้วก็จบ แต่ต้องมองภาพลูกค้าให้ออกว่าเวลาอยู่ในสวนของเราจะออกมาแบบไหน สวนของเราจะส่งเสริมหรือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของลูกค้าสมบูรณ์แบบได้อย่างไร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเก็บข้อมูลเป็นอย่างมาก”
คุณพลอยเล่าเสริมว่า “เราจะสอบถาม User อย่างละเอียดเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ อาชีพ ช่วงเวลาที่ใช้สวนจำนวนผู้อยู่อาศัยในบ้าน มีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก สัตว์เลี้ยง เก็บข้อมูลละเอียดไปถึงขนาดว่ามีสมาชิกคนไหนแพ้พันธุ์ไม้อะไรบ้างหรือเปล่า ถามไปถึงสวนในฝันของเค้าว่าเป็นอย่างไร พลอยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้แหละคือเป็นข้อมูลที่จะทำให้เราเข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นและสามารถดึงคาแร็กเตอร์ของสวนที่กำลังจะออกแบบให้ตรงใจลูกค้าที่สุด”
สวนจัดสวนตกแต่งสวนแบบสวนกิ่ง ก้าน ใบเมื่อการใส่ใจทุก ‘กิ่ง – ก้าน – ใบ’ คือหัวใจของการจัดสวน

ในระหว่างการทำงาน กิ่งก้านใบใส่ใจรายละเอียดในทุกดีเทล เราอาจจะคิดว่า ความเรียบและความน้อย หมายถึงความง่ายในการทำงาน แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม คุณพลอยเล่าให้เราฟังว่า “ยิ่งเรียบง่ายเท่าไหร่ยิ่งต้องใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเมื่อเป็นงานสวนงานที่ต้องรับรู้และสัมผัสความงามในระยะใกล้ก็ยิ่งต้องละเอียด วัสดุทุกอย่างต้องเลือกคัดมาอย่างดี การติดตั้ง เหลี่ยมมุมต้องเนี้ยบในระดับมิลลิเมตร”
คุณบอยได้เล่าต่อถึงความใส่ใจรายละเอียดในการทำงานชนิดที่ ฟังแล้วอยากปรบมือให้ดังๆ
“ปกติเราให้ค่า error ในงานที่ระดับ 5 มิลลิเมตร แต่ถ้าเป็นบ่อน้ำล้นอย่าง Reflective Pond ช่างของเราต้องทำให้มีค่า error ไม่เกิน 1 มิลลิเมตรเท่านั้น เพราะมันส่งผลถึงการเคลื่อนไหวของน้ำ ความสวยงามในการมองเห็น ส่งผลแม้กระทั่งเสียงที่ได้ยินเวลาน้ำตกกระทบกัน”

“เมื่อต้องละเอียดขนาดนี้ แน่นอนว่าในการทำงานความเข้าใจกันระหว่างทีมนักออกแบบกับทีมช่างสำคัญมากครับ คือเราต้องมองเห็นทั้งหมดเป็นภาพเดียวกันและยึดถือความตั้งใจที่จะส่งมอบงานที่เนี้ยบที่สุดเพื่อเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้าให้ได้”

สวนจัดสวนตกแต่งสวนแบบสวนกิ่ง ก้าน ใบเมื่อการใส่ใจทุก ‘กิ่ง – ก้าน – ใบ’ คือหัวใจของการจัดสวน

ความภูมิใจของกิ่งก้านใบกับสวนที่เป็นมากกว่าสวน
ตั้งแต่สวนแรกและจนถึงวันนี้ ทั้งสองคนเล่าให้ Forfur ฟังว่ายังคงตื่นเต้นกับการพรีเซนต์สวนให้ลูกค้าฟังเสมอ และทุกครั้งที่ได้รู้ว่า สวนที่ตั้งใจทำมีส่วนช่วยเสริมความสุข สร้างรอยยิ้ม หรือได้ช่วยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเจ้าของบ้านให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างไร รวมถึงการได้รับฟังเรื่องราวดีๆเกิดขึ้น หรือได้รู้ว่าลูกค้าได้มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวมากขึ้นผ่านสวนที่ออกแบบ ก็จะมีความสุขร่วมไปกับลูกค้าด้วย และมันก็เป็นความสุขเดียวกันนี้เองที่หล่อเลี้ยง ‘กิ่ง-ก้าน-ใบ’ เป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้ไม่หยุดที่จะคิดสร้างสรรค์และพัฒนาตัวเอง
“เราได้ยินมาเสมอมา ลูกค้าทุกคนให้เวลากับสวนมากขึ้น มีความสุขที่มากยิ่งขึ้นปฏิสัมพันธ์ของคนในบ้านก็เพิ่มมากขึ้น สิ่งที่เราส่งมอบจริงๆคือสวนที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมๆกับคนในบ้าน เติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น”
“สำหรับพวกเราการส่งมอบสวนไม่ได้หมายถึงการจบสิ้นภารกิจ แต่มันเป็นวันที่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นเพราะเป็นวันแรกที่ลูกค้าได้ทำความรู้จักกับสวนของพวกเรา เอาจริงๆถึงแม้จะส่งมอบสวนมามากมายแต่ทุกครั้งก็อดลุ้นไม่ได้ว่าลูกค้าจะชอบสวนของพวกเรามั้ย ภาพของลูกค้าตอนใช้สวนจะสวยเหมือนที่เราคิดไว้มั้ย Moment เหล่านี้เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาดีๆของพวกเราเป็นอีกหนึ่งความสุขเล็กๆที่เป็นกำลังใจให้พวกเรามีพลังทำงานต่อไป”
สวนจัดสวนตกแต่งสวนแบบสวนกิ่ง ก้าน ใบเมื่อการใส่ใจทุก ‘กิ่ง – ก้าน – ใบ’ คือหัวใจของการจัดสวน

ความสำเร็จและเป้าหมายต่อไป

นอกจากจะพาบริษัทไปอยู่ในจุดที่คนจดจำลายเซ็นของงานออกแบบสไตล์ ‘มินิมอล-โมเดิร์น’ กันได้แล้ว จำนวนสวนที่ส่งมอบไปเกินกว่าหนึ่งพันสวน รวมถึงทีมงานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆล้วนเป็นตัวบอกความเติบโตอย่างมั่นคงของ ‘กิ่ง-ก้าน-ใบ’ ได้เป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้นเป้าหมายในฐานะนักออกแบบไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งมอบสวน แต่คือความต้องการที่จะพาผลงานของนักออกแบบสวนไทยไปให้ต่างชาติได้ชื่นชมและทำให้คนเข้าใจความสำคัญของการออกแบบสวนที่จะยกระดับชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น
“อยากให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าสวนจากประเทศไทยก็สวยไม่แพ้ใคร เราจึงพยายามพาสวนของพวกเราออกไปให้คนทั่วโลกได้เห็น”

สวนจัดสวนตกแต่งสวนแบบสวนกิ่ง ก้าน ใบเมื่อการใส่ใจทุก ‘กิ่ง – ก้าน – ใบ’ คือหัวใจของการจัดสวน

“ทีมกิ่งฯทุกคนมุ่งหวังอยากให้ผู้คนเห็นคุณค่าของงานสวน งานออกแบบสวน เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น ให้สวนมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้คนมากขึ้น แน่นอนว่าเราก็อยากให้คนทุกคนเห็นในสิ่งนี้เหมือนกัน”  ออกแบบบ้าน 

รีวิวหนังแนว ระทึกขวัญ DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย คุณจะทำได้รึเปล่า

รีวิว] DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย - ไอเดียตื่นดี  แต่บทคงต้องขออดนอนต่ออีกนิด | #beartai

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับ เป็น ตาย โปรเจ็กต์จากนักศึกษาที่ร่วมกับค่ายหนังทำลงสตรีมมิ่ง Netflix ให้คนทั่วโลกดู ด้วยไอเดียหลับไม่ได้ หลับเป็นตาย กลายมาเป็น หนังทริลเลอร์เล็กๆ ที่พอใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีเมนเทอร์ดังมาแนะนำอาจจะดีกว่า

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย เป็นผลงานจาก Netflix ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ทำผลงานเต็มรูปแบบทั้งเขียนบท กำกับ และนำแสดง ภายใต้การกำกับดูแลของอดีตผู้กำกับดังสองคน อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง จาก บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ที่มีผลงานเด่นอยู่หลายเรื่องอย่าง แสงกระสือ ตุ๊กแกรักแป้งมาก และอื่นๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการผันตัวจากทำหนังโรงมาลงสตรีมมิ่งจากกระแสโควิดที่โรงหนังไม่สามารถเปิดได้ในตอนนี้

กลุ่มนักศึกษาแพทย์ 4 คน เจน วิน ซิน และพีช สมัครเข้าร่วมโปรเจกต์ทดลองลับทางวิทยาศาสตร์ “DEEP” กับเงื่อนไขที่ว่า ถ้าพวกเขาสามารถอดนอนได้ในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะได้รับเงินมหาศาล แต่ถ้าเผลอหลับมากกว่า 60 วินาทีก็จะตายทันที แต่โปรเจกต์นี้ก็กลายเป็นหายนะ เมื่อยิ่งเข้าระดับลึกมากเท่าไหร่ การอดนอนเพื่อให้ผ่านการทดสอบก็ยิ่งยาวนานขึ้นเรื่อยๆ

หนังไทยช่วงหลังมีความพยายามฉีกไปทางแนววิทยาศาสตร์ระทึกขวัญมากขึ้น อย่างล่าสุดโกสแล็ปกับการทดลองพิสูจน์ผี ซึ่งก็ต้องบอกว่าพังไม่เป็นท่าจากตรรกะไม่สมเหตุผลกับแนววิทยาศาสตร์ที่เรื่องนำเสนอเลย หลายคนก็คงสงสัยและตั้งคำถามกับเรื่องต่อมาอย่างดีฟว่าจะลงเอยแบบเดียวกันหรือไม่? ก็ต้องบอกกันก่อนเลยว่า สูสีเกือบพังในเลเวลใกล้เคียงกันเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อมากเมื่อดูจากโปรไฟล์ว่าเป็นงานที่มีผู้กำกับชื่อดัง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง มาแนะนำคุมงาน (มีผลงานอย่าง เปนชู้กับผี อินทรีแดง เฉือน รุ่นพี่ นางนาก และอีกหลายเรื่องที่จัดว่าดีพอตัว ส่วนตัวผู้เขียนก็เป็นแฟนผลงานเขาด้วยแม้เรื่องหลังอย่างสิงสู่จะพังไม่เป็นท่า) ลำดับของโปรเจ็กต์นี้ก็เกิดจากกลุ่มนักศึกษาสาขาภาพยนต์ของ ม.กรุงเทพ ตกลงกับทรานส์ฟอร์เมชั่นเฟ้นหาผลงานหน้าใหม่ขึ้นมาในวงการ โดยมี อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เป็นโค้ชแนะแนวช่วยเหลือให้อีกที แต่ทั้งดารานักแสดงและผู้กำกับที่ร่วมกันหลายคนเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด ตรงนี้ผู้เขียนไม่โทษเพราะนี่เป็นผลงานแรกในวงกว้างของพวกเขา ซึ่งถ้าไม่มีชื่อผู้กำกับดังมาคุมงาน อาจจะดีซะกว่า เพราะถือว่าเป็นไอเดียการทำหนังแนวใหม่ๆ ของคนไทยที่โอเคพอได้ในระดับหนึ่ง ในต้นทุนที่ต่ำและข้อจำกัดของทีมงานด้วย แต่พอมีผู้กำกับใหญ่มาคุมก็ต้องสงสัยขึ้นมาว่า อะไรหลายๆ อย่างที่พังในเรื่องนี้มันผ่านการแนะนำของเขามาได้ยังไง ในเมื่อคนดูเองยังรู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่ควรจะมี หรือเป็นอย่างนี้ได้เลยแท้ๆ (อ่านที่มาของโปรเจ็กต์นี้ประกอบได้ที่นี่)

ความพังของ เรื่องโผล่ มาให้เห็น ตั้งแต่แรก กับ ฉากเข้ารับการทดลอง ของเจน (ปาณิสรา ริกุลสุรกาน) นางเอกหลัก ในเรื่องนี้ เมื่อเรื่อง ต้องมีการ อธิบาย ทางวิทย์ ก่อนเข้ารับการทดลอง อันนี้คือไม่มี ปัญหา เลยกับ การตั้งต้น ทฤษฎี สมมุติ ในเรื่องว่า สมอง เรามีสารต้านการนอนที่ชื่อ คิวราโทนิน ซึ่งทางบริษัท ยาต้องการวิจัย สารตัวนี้ โดยการ ฝังชิปเข้าที่หลังคอ ต่อ กับ สมอง โดยตรง เพื่อเก็บสาร ตัวนี้มาไว้ จนเต็ม ถึงมาถอด ออกและรับเงินได้ แต่ปัญหา คือเนื้อเรื่อง อธิบาย ข้อตกลง ในการร่วมวิจัยตอนแรกเหมือนหมดเกลี้ยงแล้วนางเอกถึงตกลง แต่พอฝังชิปไปพึ่งมาบอกว่า ถ้ายูนอนหลับเกิน 1 นาทีจะหัวใจวายตายทันที โดยมีนาฬิกาสมาร์ทวอทช์คอยเตือนนับถอยหลังถ้าเผลอหลับ (แถมไม่ฆ่าเชื้อเช็ดเลือดหลังฉีดด้วยแหนะ) ซึ่งมันเป็นไปได้ไหมที่คนปกติเข้ารับการทดลองอะไรแบบนี้มารู้ทีหลัง แล้วจะยังเฉยๆ ตกใจนิดนึง ไม่รู้สึกมีพิรุธกับการมาบอกอะไรทีหลังแบบนี้เลยหรือ ยิ่งบอกว่าเป็นบริษัทใหญ่จากเยอรมันด้วย คือเป็นฉากที่คนดูก็ต้องรู้สึกเอะใจว่าเฮ้ยมันไม่ใช่แล้ว เผลอหลับครบนาทีตายเลยใครมันจะไม่ทักกับเรื่องแบบนี้ แต่ตัวเรื่องก็ปล่อยผ่านอะไรแบบนี้มาได้เพื่อให้เรื่องเดินต่อไป โดยที่ไม่รู้สึกเลยหรือว่าหนังแนววิทยาศาสตร์ถ้าตั้งต้นให้คนไม่เชื่อหรือสะดุดใจแล้วมันจะไปต่อยากขึ้นเรื่อยๆ จากการจับผิดเล็กๆ กลายเป็นขยายใหญ่ในภายหลังมากขึ้นไปอีก

โอเคถือว่าผู้เขียนยอมหลับหูหลับตาไม่สนใจประเด็นตรงนั้นไปก็ได้ แต่ตัวเรื่องก็ยังพยายามจะมีอะไรพังๆ แบบไทยๆ ตามมาอีก ด้วยการเปิดตัวละครหลักที่เหลือที่เป็นนักเรียนแพทย์กันหมด โดยที่แต่ละคนนี่มีไลฟ์สไตล์แบบมาเรียนแพทย์ได้ไง เอาแค่สอบผ่านก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ไล่มาตั้งแต่ วิน (เลิศสิทธิชัย) หนุ่มหล่อและนักบาสประจำมหาวิทยาลัย แต่ดันบอกเป็นสายปาร์ตี้ทุกวันมากกว่าการเรียน ซิน (ศุภนารี สุทธวิจิตรวงษ์) สาวอินฟลูเอ็นเซอร์ประจำคณะที่หัวดีแต่โดนที่บ้านบังคับเรียนหมอ วันๆ เลยก็ทำแต่ช่องของตัวเอง พีช (กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์ ) หนุ่มเนิร์ดที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเกมทั้งวันทั้งคืน กลายเป็นว่าสามคนนอกจากนางเอกในเรื่องไม่มีฉากไหนที่เข้าเรียนหรือเกี่ยวข้องกับแพทย์ได้เลยจนดูไม่น่าเชื่อถือเอามากๆ คือเข้าใจว่าตัวเรื่องพยายามกำหนดแบ็คกราวด์ให้สอดคล้องกับการทดลองในเรื่องที่ต้องเป็นคนอดนอนเก่งมาก่อน แต่ถ้าแบบนั้นไม่ต้องเป็นนักศึกษาแพทย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่มีโปรไฟล์ที่ต้องมาขัดแย้งกันเองแบบนี้ อันนี้ทางโค้ชเมนเทอร์ไม่คิดจะทักท้วงกันเลยหรือไงถึงปล่อยอะไรแบบนี้ออกมาได้

ความพังในเรื่องยังมาต่อเนื่องอีกเป็นระยะ แต่มาในรูปของฉากคั่นด้วยเพลงประกอบแบบมิวสิควิดีโอ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามบิ้วอารมณ์ขึ้นมาโดดๆ ด้วยเพลงกับฉากสโลวๆ แบบแนวมิวสิควิดีโอสั้นๆ ระหว่างเรื่องหลายครั้ง คือปล่อยให้เรื่องเดินไปตามบทตามอารมณ์ปกติไม่พอหรือไง ถึงต้องมีเพลงแทรกหลายครั้งไม่ซ้ำกันด้วย (ไม่ใช่เพลงหลักของเรื่องด้วย) จนกลายเป็นมาทีไรดูลดเกรดของหนังลงไปทุกครั้ง แม้ว่าภาพรวมหนังจะพอใช้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวบั่นทอนลงไป และก็ไม่ได้ช่วยให้คนดูอินได้เลยกับการคั่นฉากสั้นๆ ด้วยวิธีแบบนี้หลายครั้ง ซึ่งก็วนกลับมาคำถามเดิมโค้ชเมนเทอร์คนไหนไปแนะนำให้ทำหรือเปล่า หรือถ้าไม่ใช่ทำไมไม่หาทางทำให้ดีกว่านี้ครับ

ตัวเรื่องพยายามเสริมแบ็คกราวด์ของตัวละครแต่ละตัวให้มีปมบางอย่าง เพื่อเอามาใช้ตอนนอนไม่หลับแล้วหลอนให้ระทึก แต่กลายเป็นว่าปมพวกนั้นกลับใส่มาแบบน้อยมากแทบไม่รู้อะไรจริงๆ เลย แม้แต่นางเอกตัวหลักที่บอกพ่อแม่ถูกฆ่าตาย เลยส่งผลให้นางเป็นพวกวิตกจริต แต่ก็ถูกหยิบมาใช้แบบล่องลอยมากจากการไล่ตรวจดูสิ่งต่างๆในบ้าน ในขณะที่ฉากหลอนแทนที่จะนำเรื่องเหล่านี้กลับมาเหวี่ยงใส่ให้ตัวละครสติแตกหวีดคลั่งกันสุดๆ แต่กลับใส่มาแค่ผิวๆ ไปหมด แม้แต่ตอนท้ายที่พยายามบิ้วเรื่องหลอนกันสุดๆ ก็ยังแค่การชกต่อยกันในกลุ่มเท่านั้นเอง ซึ่งบอกตรงๆ ว่าการไม่นอนหลายวันติดกันมันส่งผลทางจิตรุนแรงกว่านั้นมาก ลองดูจากเรื่อง Awake ของเน็ตฟลิกซ์เองก็ได้ที่คนสติแตกสามารถระเบิดอะไรออกมาได้เกินกว่าที่คิด แต่โอเคเข้าใจว่าด้วยงบอาจจะไม่สามารถทำเอฟเฟ็กต์ความรุนแรงต่างๆ ในช่วงหลอนได้มาก และตัวเรื่องเองก็อาจจะตั้งใจเบรกตัวเองไม่ให้รุนแรงมากด้วยก็ได้ เพราะเรื่องนี้สุดท้ายแม้เป็นแนวทริลเลอร์แต่กลับไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บอะไรหนักหนาให้คนได้ลุ้นเลยสักนิด แม้จะมีฉาก CPR ปั๊มหัวใจของตัวละครสองครั้ง แต่มันก็ยังไม่ได้ผลอะไรในแง่ของความระทึกอย่างที่ควรจะเป็นเลยจริงๆ

สิ่งที่พัง ที่สุด ของเรื่อง คือช่วง หักมุม สุดท้าย โอเคนะ ว่าตัวเรื่อง พยายามซ่อน ตรงนี้ไว้เพื่อหักมุม กันตรงๆ แต่มัน ก็ได้แค่เซอร์ไพรซ์ เพียงนิดเดียว อันนั้นไม่ ว่ากันจริงๆ แต่ปัญหาคือ ความพยายาม อธิบาย เหตุผลต่างๆ นาๆ กับ การกระทำ ช่วงท้าย ของตัวร้ายในเรื่อง รวมถึง กลุ่มตัวเอก ก็ด้วย คือมันมี ความไม่น่าเชื่อถือว่า เวลาเจอ เหตุการณ์ แบบนั้นจะทำได้เพียงแค่นี้ อย่างถูกขัง ในห้องวอร์ด แต่ทั้งหมด ช่วยกันพัง ประตูที่ถูกล็อค ปกติไม่ได้ การที่ตัวปม ในเรื่องอย่าง น้องนางเอก ถูกนำมาเกี่ยวด้วยแบบงงๆ ว่าทำไมไม่หลุดจากข้อตกลงไปตามที่ตัวร้ายยื่นข้อแลกเปลี่ยนไว้ก็ไม่มีเหตุผลอธิบาย แถมตัวร้ายจู่ๆ ก็นึกจะสู้กับพวกตัวเอกทั้งกลุ่มด้วยเข็มฉีดยาอันเดียวอีก แถมช่วงเฉลยนี้ยังใช้แสงฟ้าแล่บแปร๊บๆ มาประกอบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยให้ดูระทึกแบบพวกหนังสยองขวัญ นึกถึงพวกหนังไล่เชือดแบบนั้นเลย ซึ่งมันไม่ค่อยเข้ากันเลยกับการพลิกเรื่องมาแบบนี้แล้วก็ใส่มาเพื่อหวังสร้างอารมณ์ให้คนดู แทนที่จะวางฉากการไล่ล่าเอาตัวรอดดีๆ ให้ลุ้นระทึกได้มากกว่า

ย้ำอีกครั้งว่าถ้าเรื่องนี้ไม่มีเมนเทอร์แบบนั้นมาขึ้นโชว์ในเครดิตต่างๆ รวมถึงที่ PR ออกสื่อเหมือนพยายามขายชื่อมาครอบทับไว้ให้คนดูสนใจ หนังเรื่องนี้ถ้าเราได้รับรู้ว่าเป็นงานนักศึกษาเองล้วนๆ ที่อาจจะได้ทุนจากค่ายหนังมาช่วยไม่ว่ากัน หนังจะดูโอเคอยู่ มีความน่าชื่นชมที่พยายามทำอะไรใหม่ๆ ดารานักแสดงหน้าใหม่ก็พอใช้ได้ ไม่ได้ดีมาก แต่ก็โอเคโดยเฉพาะนางเอกของเรื่องที่ต้องแสดงอารมณ์มากกว่าใคร ถือว่าไปต่อได้ในงานแสดงเรื่องอื่นๆ เพียงแต่รายละเอียดบทที่พวกเขาได้รับมันไม่ได้ละเอียดสมเหตุผลพอเท่านั้น แต่ยังไงการได้เป็นภาพยนตร์ลงเน็ตฟลิกซ์ฉายทั่วโลก อันนี้น่าจะเป็นรางวัลของทีมงานหน้าใหม่นี้ทั้งหมดได้ดีที่สุดแล้ว แม้คำวิจารณ์จะไม่ดีพอก็ตามครับ สุดท้ายต้องโทษโค้ชเมนเทอร์อีกรอบนี่แหละที่ไม่ควรได้เครดิตตรงนี้ไปเลยดีกว่าครับ

 

สรุป

ในฐานะ ผลงานหน้าใหม่ จากทีม นักศึกษา ล้วนถือ ว่าพอใช้ ตัวเรื่อง มีไอเดีย ที่พอน่าสนใจ แม้จะไม่ใหม่ มาก การเดิน เรื่องไปเรื่อยๆ ในระดับ พอน่าติดตาม ได้ไม่ง่วง แต่ไม่ระทึกขวัญ ตามแนว ที่วางไว้เลย แต่สิ่งที่เป็น ปัญหา จริงๆ คือ หลายอย่าง ในเรื่อง ที่ไม่สมเหตุผล แบบปล่อยผ่าน มาได้ยังไง ซึ่งถ้าเรื่องนี้ ไม่มีโค้ชเมนเทอร์ ผู้กำกับ ชื่อดังมาประกอบเครดิต ก็คงพอเข้าใจได้ แต่การที่มีชื่อคุมงานขึ้นโชว์หราแนะนำอยู่ (อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) คงต้องปัดโทษให้เมนเทอร์รับไปเต็มๆ มากกว่าทีมนักศึกษาที่ทำเรื่องนี้ครับ

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 5 (1 vote)
จุดเด่น

ไอเดียแตกต่างจากหนังไทยทั่วไป
ทีมงานทั้งหมดเป็นหน้าใหม่จากนักศึกษา ม.กรุงเทพ
การถ่ายทำอยู่ในระดับมาตรฐาน
นักแสดงมีความโดดเด่นอยู่บ้างโดยเฉพาะนางเอก
จุดด้อย

มีจุดพังทำให้ไม่เชื่อหลายครั้ง
เป็นแนวทริลเลอร์ที่ไม่มีฉากระทึกทำได้ถึงเลย
ตัดฉากเป็นมิวสิควิดีโอสั้นๆ แบบไม่เข้ากับโทนเรื่อง
นักแสดงยังดูล้นๆ เกินๆ อยู่บ้าง
ไลฟ์สไตล์ตัวละครยกเว้นนางเอกไม่สอดคล้องกับการเป็นนักศึกษาแพทย์จนทำให้ไม่น่าเชื่อ
ไทน์อินซิมมือถือหลายครั้งไม่เนียน

ดูหนังออนไลน์ฟรี 

รีวิวหนัง American Made – อเมริกัน เมด สร้างโดย iImagine Entertainment

หนัง American Made หรือชื่อไทยว่า อเมริกัน เมด ภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ในภารกิจระหว่างประเทศสุดกล้าและบ้าบิ่นจากการฝ่าฝืนกฎเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเอง ของแบรี่ ซีล นักธุรกิจและนักบินที่ได้รับคัดเลือกโดยซีไอเอ ที่จะดำเนินการอย่างลับๆครั้งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ American Made สร้างโดย iImagine Entertainment โดย ผู้สร้างรางวัลออสการ์ ไบรอัน เกรเซอร์ จาก A Beautiful Mind ร่วมด้วย ไบรอัน โอลิเวอร์ จาก Cross Creek Pictures (ภาพยนตร์ Black Swan)และ ไทเลอร์ ธอมสัน จาก เอเวอร์เรสต์, ดั๊ค เดวิสัน จาก Quadrant Pictures จากภาพยนตร์ The Departed และ คิม รอธ จาก Inside Man

American Made อเมริกันเมด - MONO29 TV Official Site

หนังชีวประวัติสุดโลดโผนของ แบรี่ ซีล (ทอม ครูซ) นักบินมากฝีมือสุดห่าม ที่ต้องการผจัญภัยมากกว่าชีวิตน่าเบื่อ จับพลัดจับผลูไปลงเอยทำงานให้กับ CIA แต่ทว่าการทำงานเพื่อชาตินั้นลำพังไม่อาจพอยาไส้เมียและลูกได้ เขาเลยรับจ๊อบอื่นไปด้วยในตัว นั่นคือการลักลอบขนยาเสพติด ทำเงินได้ถึง 500,000 เหรียญต่อเที่ยว หลบสายตาของตำรวจไปพร้อมกับทำภารกิจลับ เป็นหนังไสตล์ค้าขายยาเสพติด ที่ขึ้นสุดลงสุด มีช่วงเวลาตั้งต้น ช่วงเวลาสุดรวย และช่วงเวลาที่ตกต่ำกระแทกพื้น ท่ามกลางบรรยากาศสงครามเย็นที่คุกรุ่นอยู่รอบๆตัว และเนื่องจากทำจากเรื่องจริง มันเลยมีกลิ่นอายประวัติศาสตร์ และการจิกกัดอเมริกันตลอดเวลา

 

การเล่าเรื่องของ American Made เรียกได้ว่าโคตรมันส์ เนื้อเรื่องสมบูรณ์ แต่ละองค์มีลูกล่อลูกชนครบ มีจังหวะบิวท์อารมณ์ จังหวะสานต่อ มุกตลกร้ายกาจ ก่อนจะหักมุมใส่คนดู ไม่ใช่แค่ทีเดียว แต่เป็นทั้งเรื่อง แล้วค่อย ๆ ไต่อันดับความพีคไปตามเส้นแห่งความบ้าคลั่งของ แบรี่ ซีล ที่ต้องเผชิญทั้งพาร์โบว์ เอสโคบาร์เจ้าพ่อยาเสพติดชื่อดัง

ที่ปรากฏในหนังเรื่องอื่นหลาย ๆ เรื่อง การบินที่แทบเป็นไปไม่ได้ CIA ผู้ก่อการร้ายในนิคารากัว ตำรวจจากทุกแผนก เงินจำนวนมหาศาล และแม้กระทั่งครอบครัวตัวเอง แม้หนังจะไม่มีฉากแอคชั่นเลย แต่การตัดต่อ การเล่าเรื่องนี่สนุก ไม่มีอืดแม้แต่นิดเดียว หนังไปต่อเสมอ ไปต่อแบบสุดมันส์

 

การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง ทอม ครูซ กับ ผู้กำกับ Doug Liman จาก Edge of Tomorow นั้นเนียนและสมบูรณ์ ทอม ครูซ สามารถแบกหนังได้ทั้งเรื่อง

การแสดงของเขานอกจากขับเคี่ยวความเป็น แบรี่ ซีล ออกมาบ้า ๆ ห่าม ๆ แล้ว ยังมีความเป็นมนุษย์ผิดชอบชั่วดีอยู่ในตัวเอง เราจะค่อย ๆ เรียนรู้อย่างช้า ๆ ว่าชีวิตของเขา แม้จะทุลักทุเล แต่ก็งดงามในแบบของมันเอง เพราะที่สุดแล้ว “เขาก็ได้ผจญภัย” อย่างแท้จริง

 

ใต้บรรทัดของหนังมีการจิกกัดการเมืองอเมริกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะแนวคิดผลประโยชน์ร่วม ทำให้ แบรี่ ซีล เอาตัวรอดมาได้บ่อย ๆ ด้วยลูกฟลุ๊คบ้าง เรื่องผิดกฏหมายบ้าง รวมไปถึงการพูดถึงนักการเมืองอีกคนที่มารับช่วงต่อจากแรเกน

ก็เป็นไปตามชื่อหนัง ทุกความขัดแย้ง ทุกปัญหายาเสพติด ทุกปัญหาก่อการร้าย ดูเหมือนว่าหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ นี่แหละเป็นต้นเหตุ เป็นสิ่งที่อเมริกาสร้างมากับมือ …เช่นเดียวกับตาลีบันในอนาคต…

 

หนังอาจทำให้ แบรี่ ซีล ดูเป็นคนดีไปบ้าง และมีครอบครัวที่ค่อนข้างโอเคในระดับหนึ่ง แต่โดยรวมแล้ว American Made ทำได้สนุกมาก ผมชอบหนังเรื่องนี้ เทียบได้กับหนังการเมืองสมัยสงครามเย็น เอาไว้ข้าง ๆ Lord of War (2005) และ Charlie Wilson’s War (2007) แบบต่อเนื่องกันได้เลยล่ะ

 

สนุกดี ถ้าชอบหนังไสตล์กล้องแฮนด์เฮล เล่าเรื่องด้วยคำพูดเยอะ ๆ มีตลกร้ายจิกกัดมนุษย์ สงครามเย็น ยาเสพติด และความบ้อบอต่อความรวยล่ะก็ แนะนำให้ดูในโรงเลย  ที่มา

ทำความรู้จัก SEO Online Marketing ที่เป็นประโยชน์กับเว็บไซต์

4 Things Most Leaders Don't Understand About SEO

ทำความรู้จัก SEO Online Marketing  “SEO” สามตัวอักษรนี้ น่าจะเป็นคำที่หลายคนคุ้นเคยหรือรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่มีเว็บไซต์ของตัวเองหรือรับทำเว็บไซต์ก็ตาม เพราะนอกจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้แล้ว SEO ยังมีความสำคัญกับเว็บไซต์มากชนิดที่เรียกได้ว่า ถ้าเว็บไซต์ไหนไม่มี หรือไม่ได้ทำ SEO ไว้ เว็บนั้นอาจต้องเตรียมปิดตัวลงในอีกไม่นานก็เป็นได้!

SEO คืออะไร? มาทำความเข้าใจกันก่อน
SEO หรือ Search Engine Optimization คือ การปรับปรุงเว็บไซต์ (ทั้งหมด) ให้มีความเหมาะสมในการติดอันดับการค้นหาของเครื่องมือค้นหายอดนิยมอย่าง Google แต่การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราไต่ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ในหน้าการค้นหาหน้าแรกของ Google ได้นั้น จำเป็นที่่จะต้องการปรับปรุงเว็บไซต์ในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น Content (เนื้อหา), ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ หรือแม้แต่โครงการของเว็บไซต์ ก็มีผลด้วยเช่นกัน

SEO มีประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร?

ก่อนอื่นลองคิดตามนะครับว่า ถ้าสมมุติว่า คุณอยากไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ และเข้าไปค้นหาข้อมูลบน Google โดยใช้คำว่า “ที่พักเชียงใหม่” ซึ่งเป็น Keyword ในการค้นหา ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คือ รายชื่อของของเว็บไซต์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword ที่ใช้ค้นหาไป ที่นี้พอจะนึกภาพออกใช่ไหมครับว่า ถ้าเว็บไซต์ของเรา ถูก Google นำไปเสนอเป็นข้อมูลในการค้นหาลำดับต้นๆ ให้กับผู้ที่ค้นหา ก็จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ของเรามีจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นด้วยนั้นเอง

SEO กับธุรกิจร้านค้าออนไลน์ เป็นอย่างไร?

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า SEO สามารถช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราให้มากขึ้นได้ ดังนั้นเมื่อมีคนเข้ามาบนเว็บไซต์ของเรามากเท่าไร โอกาสที่เราจะขายของก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อ! ลองมองดูโลกของความจริงที่ว่า ถ้าหากเราเปิดร้านขายของในแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ร้านค้าของเรา ก็จะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมมากแค่ไหน และโอกาสที่เราจะขายสินค้าได้ก็มีมากตามไปด้วย ซึ่งโลกของอินเทอร์เน็ตก็เช่นกัน ถ้าเว็บไซต์ของเราถูกจัดอันดับให้แสดงผลอยู่ในอันดับแรกๆ ของผลการค้นหา นั้นหมายถึง “ทำเลทอง” เพราะจะมีผู้เข้าชมคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ของเรามากมาย และโอกาสที่จะเปลี่ยนให้ผู้เข้าชมเหล่านั้นกลายเป็นลูกค้าก็มีมากตามไปด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การทำ SEO กับเว็บไซต์ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นเป็นอย่างมาก จนน่าจะเป็นสิ่งตัดขาดจากกันไม่ได้ซะแล้ว โดยเฉพาะคนที่ต้องการทำธุรกิจร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับ SEO เป็นอย่างมาก เพราะสามารถทำให้ธุรกิจคุณดังและปังได้ทันทีในพริบตา!!

SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร และทำไปทำไม
ในยุคปัจจุบันที่ internet กลายมาเป็นส่วนนึงของชีวิตประจำวันของคนเรา คนส่วนมากเลือกที่จะใช้ search engine เช่น Google เป็นจุดเริ่มต้นของการทำอะไรก็ตามบน internet ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล การซื้อของออนไลน์ โต้ตอบอีเมล ดูหนังฟังเพลง รวมถึงการเข้าถึงเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

จากสถิติแล้วกว่า 90% ของการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้นมาจาก search engine ซึ่งผลลัพธ์จากการค้นหาบน search engine ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันอย่าง Google ก็ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ผลลัพธ์ที่แสดงขึ้นมาโดยการใช้เงิน (paid search result) และผลลัพธ์ที่ถูกแสดงขึ้นมาเนื่องจากความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้องของเนื้อหาและ keyword ที่ใช้ค้นหา (organic search result)
เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง search engine watch ได้รายงานว่ามีเพียงแค่ประมาณ 6%เท่านั้นที่เข้าถึงเว็บไซต์ผ่านผลลัพธ์ที่มาจากการใช้เงินโฆษณา ส่วนอีก 94% นั้นล้วนมาจากผลลัพธ์ของ organic search result

เป้าหมายของการทำ SEO คือการพัฒนาเนื้อหาบนเว็บไซต์เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ ให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้เยี่ยมชม และ สอดคล้องกับ keyword ที่ถูกค้นหา เพื่อให้เว็บไซต์ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของorganic search result ใน search engine เช่น Google เป็นต้น

ผลดีที่ได้จาก SEO ที่ดี
benefits from good SEOประโยชน์ที่ได้จาก การทำ SEO
1. SEO ที่ดีนั้นดึงดูดผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ
ทำไม SEO ถึงดึงดูดผู้เยี่ยมชมที่มีคุณภาพ? เหตุผลก็เพราะ SEO ที่ดีจะทำให้เว็บไซต์ของคุณไปแสดงบน search engine จากการค้นหา keyword ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นผู้ที่มาเยี่ยมชมเว็บของคุณจะมาจากความสนใจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือ คอนเทนต์ของคุณจริง ๆ แตกต่างจากการโฆษณาชนิดอื่นที่คุณเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ใช้งาน เช่น คุณเปิดร้านขายรองเท้าผ้าใบผู้ชายออนไลน์ และคุณมี SEO ของเว็บไซต์ที่ดี ผู้ที่ค้นหาบน Google จากคำว่า “รองเท้าผ้าใบผู้ชาย” ก็จะเจอเว็บไซต์ของคุณ นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการปิดการขาย เพราะอย่างน้อยที่สุดคือสินค้าของคุณนั้นตรงกับความต้องการของลูกค้า

2. ฟรี! ใช่ครับ การทำ SEO นั้นฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าการทำ SEO คือการปรับแต่งคอนเทนต์ของเว็บไซต์ของคุณเองให้มีความน่าเชื่อถือ ใช้งานง่าย และเกี่ยวโยงกับ keyword ที่ต้องการให้มากที่สุด ดังนั้นการทำ SEO ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เว้นเสียแต่ว่าคุณจะอยากจ่ายเงินเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการทำ SEO อีกนิดหน่อย เช่นการจ่ายเงินเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ในการวิเคราะห์

3. SEO ช่วยประหยัดเวลาในระยะยาว
SEO อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการทำ แต่ผลลัพธ์ของ SEO นั้นก็ค่อนข้างที่จะมั่นคง หรืออย่างน้อยคือ อันดับของเว็บไซต์ของคุณจะไม่ตกอย่างรวดเร็วแน่นอน ทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการปรับแต่ง SEO ถือเป็นอีกหนึ่งการวางแผนและลงทุนในการทำการตลาดระยะยาวที่มั่นคงนั่นเอง

4. SEO ทำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและจดจำ หรือพูดง่าย ๆ ว่า SEO สร้าง Brand Awareness
Keyword บางคำอย่างเช่น “ตรวจหวย” หรือ “ผลบอล”นั้นมีการค้นหาต่อเดือนใน Google มากถึง 10 ล้านครั้ง จะดีแค่ไหนต่อแบรนด์ของคุณ หากเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาเป็นอันดับแรกจากการค้นหาทั้ง 10 ล้านครั้งนี้ แบรนด์ของคุณจะเป็นที่รู้จักในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน สำหรับแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีคนรู้จักมากนัก การทำ SEO ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญที่จะทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักในวงการที่คุณต้องการ

ผลเสียของการทำ SEO
SEO นั้นถึงจะมีข้อดีมากมายอย่างที่ได้กล่าวไป แต่ SEO ก็มีข้อเสียที่คุณอาจจะอยากรู้ไว้ก่อนที่จะเริ่มทำ

SEO ที่ดีใช้เวลา และทรัพยากรในการสร้าง แต่อาจจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์ในทันที
ผลลัพธ์จากการทำ SEO นั้นอาจจะไม่ได้รวดเร็วทันใจเหมือนการใช้เงินทำมาร์เกตติ้ง ดังนั้นผู้ทำ SEO อาจจะต้องค่อย ๆ ปรับแต่งและติดตามผลเพื่อแก้ไขอยู่ตลอด
SEO ที่ดีนั้นมาจากรากฐานทั้งเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวโยงกัน
ไม่ว่าคอนเทนท์ของคุณจะดีสักแค่ไหน แต่ตัวคอนเทนท์ ๆ เดียวนั้นไม่สามารถดึงประสิทธิภาพสูงสุดของการทำ SEO ออกมาได้ เนื่องจาก Google คำนึงถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ของคุณ และยิ่งไปกว่านั้น ความเกี่ยวโยงกันของหน้าแต่ละหน้าก็มีผลต่อ SEO เช่นกัน
Keyword ยิ่งยากยิ่งต้องลงทุนลงแรงเยอะ
อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ทำ SEO ควรคำนึงนั้นคือ ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่ทำ SEO ความยากง่ายของแต่ละคีย์เวิร์ดอาจจะไม่เท่ากัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคีย์เวิร์ดที่ถูกค้นหาเป็นจำนวนมากจะเป็นคีย์เวิร์ดที่ค่อนข้างทำได้ยากเมื่อเทียบกับคีย์เวิร์ดที่ไม่มีคนค้นหา ดังนั้นคุณอาจจะต้องเผื่อใจไว้ก่อนว่าคุณต้องลงทุนลงแรงเยอะในคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันกันสูง
เสี่ยงที่จะโดนแบนจาก Google หากคุณฝ่าฝืนกฎ
SEO specialist หรือ นักทำ SEO หลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้ทางลัดเพื่อให้ติดอันดับต้นใน Google อย่างรวดเร็ว หากแต่ไม่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการใช้คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ โดยที่ไม่จำเป็น การทำคอนเทนท์ให้ยาวโดยการ copy paste การอัด links ที่ไม่มีคุณภาพหรือเยอะเกินไป หรือการตะบี้ตะบันใส่รูปเข้าไปเยอะ ๆ แต่ทำให้เว็บโหลดช้า
อ่านเพิ่มเติม สำหรับสิ่งที่ไม่ควรทำในการทำ SEO

On-page SEO และ Off-page SEO
การทำ SEO นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆคือ On-page SEO และ Off-page SEO

On-page SEO คือการทำ SEO บนเว็บไซต์ของเราเองโดยการปรับแต่งตัวแปรต่าง ๆ ที่เราสามารถควบคุมเองได้ เช่น keyword (คำที่ใช้ค้นหา) content (เนื้อหา) page title (หัวเรื่อง) meta description (tag คำอธิบายที่จะโชว์บน search engine) Heading (หัวข้อ) site speed (ความเร็วของเว็บไซต์) และสุดท้าย 404 errors (หน้าเว็บที่ไม่สามารถโหลดได้)

สิ่งที่มีผลต่อ SEO ไม่ได้อยู่แค่เฉพาะบนเว็บไซต์ของเราเองเท่านั้น แต่ตัวแปรที่มีผลต่อการจัดอันดับของ Search Engine อาจจะมาจาก BackLink จากเว็บไซต์อื่น ๆ ได้เช่นกันอย่างไรก็ตามเฉพาะ backlink แบบ do follow เท่านั้นที่จะช่วยให้ SEO ของคุณดีขึ้น

ควรเริ่มจากอะไรก่อนดีล่ะ แล้วอะไรที่มีผลต่อ SEO มากที่สุด
คำตอบคือ การปรับแต่งทุกตัวแปรให้ได้มากและดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากตัวแปรเพียงตัวแปรเดียวไม่สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดอันดับอยู่ในลำดับต้น ๆ ได้หาก keyword ดังกล่าวมีการแข่งขันจากเว็บไซต์อื่นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์จากเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Semrush ว่าสามสิ่งที่มีผลต่อ SEO มากที่สุดคือ จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ระยะเวลาที่ใช้ในหน้านั้น ๆ ของเว็บไซต์ และจำนวนเฉลี่ยของหน้าเว็บไซต์ที่หนึ่งผู้ใช้งานได้เข้าเยี่ยมชม ในหนึ่งครั้งการใช้งาน

short tail vs long tail keyword
short tale vs long tale keywordsshort tale vs long tale keywords
จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า Keyword นั้นคือคำที่แทรกอยู่ในทุก ๆ ส่วนของเนื้อหาในเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น title, heading tag, meta description หรือ แม้กระทั่งในตัวเนื้อหาหลักเองก็ประกอบไปด้วย keyword ต่าง ๆ มากมาย Keyword สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทย่อย คือ short tail keyword และ long tail keyword

keyword ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคำจำนวนน้อยกว่า 2 คำ เราจะถือว่าคำเหล่านี้เป็น short tail keyword เช่นคำว่า “กระเป๋าผู้ชาย” แต่ถ้าหาก keyword ประกอบด้วยกลุ่มคำ 3 ถึง 5 คำ เราจะถือว่าเป็น keyword แบบยาว หรือ long tail keyword เช่นคำว่า “กระเป๋า หนัง สีดำ ผู้ชาย”

ความสำคัญและทริคของการทำ Title H1 H2 H3 และ Meta Description เพื่อพัฒนา SEO
Title
Title เปรียบเสมือนหัวเรื่องของหน้าเว็บไซต์นั้น ๆ ที่จะไปโชว์เป็นผลลัพธ์จากการค้นหาบน Google Title ไม่ได้แค่ช่วยให้ผู้คนที่ค้นหารู้ว่าเว็บของเรานั้นเกี่ยวกับอะไร แต่ Title ยังมีส่วนสำคัญในการบอกให้ Google รู้ เพื่อที่จะสามารถคำนวณความเกี่ยวโยงของเนื้อหากับ keyword และจัดอันดับให้กับเว็บของเรา เพื่อ SEO ที่ดีขึ้น
ความยาวของ Title นั้นถูกกำหนดอยู่ที่ไม่เกิน 70 ตัวอักษร อย่างไรก็ตาม ความยาวระหว่าง 55 ถึง 65 ตัวอักษรนั้นถือว่าเป็นจำนวนที่พอเหมาะ เนื่องจากหากจำนวนตัวอักษรเกินนี้ หัวเรื่องTitle บางส่วนของคุณจะถูกตัดออกดังในรูปภาพตัวอย่าง

mistake optimizing titleตัวอย่าง title และ meta ที่ยาวเกินไป
Heading tag (Tag H1 H2 H3)
Tag H1 H2 H3 คือภาษา HTML ที่ทำหน้าที่กำหนดความใหญ่เล็กของตัวหนังสือในเว็บของเรา ความใหญ่เล็กของตัวหนังสือจะเป็นตัวบ่งบอกคนอ่าน และ search engine ว่าส่วนไหนคือหัวข้อ ส่วนไหนที่เราเน้นย้ำ ส่วนไหนเป็นหัวข้อย้อย หรือส่วนไหนคือเนื้อหา
หลักของการทำ Tag H1 H2 H3 นั้นเหมือนกับการเขียนหนังสือ หรือเขียนรายงาน เราจะใช้ H1 เพื่อบอก Google crawler ว่านี่เป็นหัวข้อใหญ่ที่สุด และ H2 H3 เป็นหัวข้อย่อยลดหลั่นลงมาตามลำดับ เช่นหากเราทำเว็บไซต์รีวิวห้างสรรพสินค้าในไทย H1 ของเราอาจจะเป็น “ห้างสรรพสินค้าในไทย ห้างไหนดี ห้างไหนเหมาะกับคุณ” ส่วน H2 นั้นอาจจะเป็นชื่อจังหวัด หรือชื่อพื้นที่ และ H3 เป็นชื่อห้างแต่ละห้างในพื้นที่นั้น ๆ หรือ H2 ของคุณอาจจะแบ่งตามแบรนด์ของห้าง เช่น เดอะมอลล์ เซ็นทรัล และ Big C และ H3 เป็นสาขาย่อยของห้างใน H2

Heading tag เหล่านี้ไม่มีความยาวเหมาะสมที่ตายตัว หากแต่ว่า Heading ของเราควรมี keyword รวมอยู่ด้วย

Meta Description
Meta Description คือส่วนของคำอธิบายคร่าว ๆ ถึงเว็บไซต์ของคุณที่จะไปปรากฏอยู่ข้างใต้ Title บนผลลัพธ์จากการค้นหาบน search engine จุดประสงค์ของ Meta description นั้นเพื่อที่จะบอกผู้อ่านว่าผู้อ่านจะสามารถคาดหวังอะไรจากคอนเทนท์ของเราได้

ความยาวที่แนะนำของ meta description ควรที่จะอยู่ประมาณ 100 ถึง 156 ตัวอักษร

ปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่มีผลต่อ SEO ของเว็บไซต์

1. Interlinking

Interlinking คือการผูกหน้าแต่ละหน้าของเว็บไซต์ของเราเข้าด้วยกันโดยใช้ลิงก์เพื่อเชื่อมคอนเทนท์เข้าด้วยกัน ประโยชน์ของการทำ interlinking คือ

ทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยต่อ 1 sessionของผู้เยี่ยมชมเว็บของเรานั้นเพิ่มขึ้น
ทำให้จำนวนหน้าเฉลี่ยต่อหนึ่งผู้เยี่ยมชมสูงขึ้น
ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างและเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น

2. Page speed

Page speed หรือความเร็วในการดาวน์โหลดของหน้าเว็บไซต์ เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่มีผลต่อ SEO ของคุณเนื่องจาก page speed นั้นมีผลต่อ user experience ซึ่งเป็นตัวแปรหลักในการทำ SEO เช่นกัน หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าการปรับแต่ง page speed นั้นยาก หรือแม้กระทั่งไม่สามารถทำได้ เพราะ page speed ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ Domain หลักของคุณ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในแต่ละหน้าก็มีผลกับ page speed หาก page speed ของคุณช้าเกินไป คุณอาจจะลองพิจารณา คอนเทนท์และรูปภาพที่อยู่ในหน้านั้น ๆ ก่อนในเบื้องต้น

3. Responsiveness

Responsiveness คือการทำให้หน้าเว็บไซต์รองรับและปรับเปลี่ยนตามอุปกรณ์ที่ผู้เยี่ยมชมใช้ เช่น เว็บไซต์บางเว็บไซต์หน้าตาไม่เหมือนกันหากเทียบบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ จุดประสงค์ของการทำเว็บให้รองรับและปรับเปลี่ยนตามอุปกรณ์ก็เพื่อ พัฒนาประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชม (user experience) ให้ดียิ่งขึ้น ในปี 2019 นี้ Google เริ่มจริงจังมากขึ้นกับการที่เว็บไซต์ของคุณควรจะซัพพอร์ทอุปกรณ์ต่าง ๆ เนื่องจากในปัจจุบัน ไม่ได้มีแต่คอมพิวเตอร์ที่เป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้งานใช้อีกต่อไป

นอกจากที่ได้กล่าวมานั้น การทำ SEO ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายเช่น HTTPS, จำนวน bounce rate, และ direct traffic

เทคนิค Topic Clustering(on-page SEO)

SEO technique topic clusters

Topic Clustering คือการจัดกลุ่มหน้าเว็บของเราที่มีเนื้อหาอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันมาเชื่อมกันด้วย interlink และลิงก์กลับไปหาคอนเทนต์หลักหรือที่เรียกว่า Pillar content ยกตัวอย่างเช่น คอนเทนต์หลักของเราคือ “งานในกรุงเทพ” หน้าเว็บที่จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันและลิงก์กลับมาหาหน้านี้คือหน้าของงานต่าง ๆ ที่อยู่ในกรุงเทพเช่น“งานบัญชีในกรุงเทพ” “งานการตลาดบนถนนสาทร” “งานเขียนโปรแกรมย่านอโศก” เป็นต้น

เทคนิค Partnerships/Affiliation (off-page SEO)

เทคนิคนี้สามารถนำมาใช้ต่อเมื่อคุณมีสิ่งที่คนอื่นต้องการ คุณสามารถใช้สิ่งเหล่านี้มาต่อรองเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ขึ้นกับทั้งสองฝ่าย เช่นการแลกเปลี่ยน backlinks เพื่อ พัฒนาความน่าเชื่อถือและSEO เป็นต้น

เทคนิค Sponsored Links

เทคนิคนี้คล้ายกับการทำ partnerships และ affiliation ต่างกันตรงที่คุณสามารถทำกับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้แค่เมื่อคุณมีสิ่งที่คนอื่นต้องการ คุณสามารถได้ traffic และมี backlinks จากเว็บไซต์ใหญ่ ๆ ได้เพียงแค่คุณอาจจะต้องยอมเสียเงินค่าโฆษณาสักหน่อย

เทคนิค Broken Link Building

วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีที่ยุ่งยากสักหน่อย แต่ผลลัพธ์นั้นค่อนข้างที่จะคุ้มค่า เทคนิคการทำ broken link คือการใช้เครื่องมือออนไลน์ เพื่อหาลิงค์เสียบนเว็บไซต์ต่าง ๆ และเลือกลิงก์จากคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของคุณ เพื่อแก้ให้ลิงก์เสียเหล่านั้นกลายเป็นลิงก์ที่สามารถใช้งานได้และลิงค์กลับมาที่คอนเทนต์ของคุณแทน ประสิทธิภาพในการพัฒนา SEO ของเทคนิคนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเว็บไซต์ที่มีลิงก์เสียอยู่ และ ความเกี่ยวโยงของคอนเทนต์นั้น ๆ กับคอนเทนต์ของคุณ

เครื่องมือในการทำ SEO

เป้าหมาย: เช็ค rank ในอดีตและปัจจุบัน
เครื่องมือ SEMRush, Moz, Nightwatch.io, RankTrackr, Majestic
เป้าหมาย: เช็ค backlinks และ internal link
เครื่องมือ: Ahrefs
เป้าหมาย: เช็ค keyword
เครื่องมือ: Google keyword planner, Google Trends, KWFinder, Nightwatch.io
เป้าหมาย: เว็บ crawler
เครื่องมือ: screaming frog SEO spider crawler, Beam Us Up
เป้าหมาย: plugin สำหรับการเช็ค SEO
เครื่องมือ: Meta SEO Inspector, SEO Quake
เป้าหมาย: นับอักษรในส่วนต่างๆ และปรับแต่ง snippet
เครื่องมือ: SEOMofo
รวมความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับ SEO : http://bit.ly/344P4r4

รับทำ SEO

ไอเดียแต่ง บ้านทรงไทย ด้วยของตกแต่งบ้านไทยย้อนยุค เป็นเอกลักษณ์

บ้านทรงไทย

ไอเดียแต่ง บ้านทรงไทย หรือ บ้านไทยประยุกต์ เป็นแบบบ้านในฝันของคนที่รักในความเป็นไทย ที่ทั้งเป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงภูมิปัญญาไทยอันน่าภาคภูมิใจ จุดเด่นของบ้านสไตล์ไทยนี้ ที่นับเป็นเสน่ห์อันโดดเด่นแตกต่างจากบ้านรูปแบบอื่นๆ นั้น มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น

บ้านทรงไทยบ้านไทยประยุกต์แต่งบ้านแต่งบ้านทรงไทยหลังคาเอสซีจี รุ่น พรีม่า
บ้านทรงไทยมักยกพื้นสูง เพื่อให้ลมพัดผ่านสะดวก เหมาะกับประเทศไทยที่อากาศร้อน ซึ่งการที่ใต้ถุนบ้านสูงเช่นนี้ นอกจากจะใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นได้แล้ว ยังใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนในครอบครัวได้อีกด้วย

บ้านทรงไทยมักทำด้วยไม้ ไม่ค่อยใช้ตะปูแต่จะตรึงติดด้วยลิ้นไม้เข้าเดือย ตั้งแต่การตรึงติดของจั่วและคาน จนถึงการทำบันไดบ้าน

ของหรือวัสดุตกแต่งบ้านสไตล์ไทย มีการใช้เส้นสายขององค์ประกอบต่างๆ ที่อ่อนช้อยมีเรื่องราว มาเป็นส่วนหนึ่งในการแต่งบ้าน สามารถช่วยเติมเต็มให้บ้านสไตล์ไทย สไตล์ธรรมชาติ ดูสวยงามไปได้อีกขั้น

หลังคาบ้านทรงไทยออกแบบเป็นทรงสูง ให้อากาศภายในเบาลอยตัว ความร้อนจะค่อยๆ ถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านอย่างช้าๆ เพราะระยะความสูงของหลังคา ช่วยให้ตัวบ้านเย็นสบายนั่นเอง
SCGหลังคาเอสซีจี รุ่น พรีม่าบ้านทรงไทยบ้านไทยประยุกต์หลังคาเอสซีจี รุ่น พรีม่า
บ้านทรงไทยมักมีการสร้างชายคาให้ยื่นยาวออกไปคลุมตัวบ้านมากกว่าบ้านทรงยุโรป จุดนี้ช่วยป้องกันแดดไม่ให้เผาฝาบ้านให้ร้อน ทั้งยังช่วยป้องกันฝนสาดอีกด้วย
บ้านทรงไทยรูปทรงบ้านเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เห็นได้ตั้งแต่ชานหน้าเรือน ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งรับลม ดูโปร่ง สบายตา

นอกจากลักษณะบ้านอันโดดเด่นแล้ว สิ่งที่จะช่วยมาเติมเต็มเอกลักษณ์ให้บ้านทรงไทย หรือบ้านแบบไทยประยุกต์ ก็คือการประดับตกแต่งบ้านทั้งภายในและภายนอกบ้าน มาดูกันเลยว่าของตกแต่งบ้านสไตล์ไทยมีอะไรบ้างที่จะช่วยเสริมเสน่ห์ความเป็นไทยให้กับการแต่งบ้านทรงไทยได้อย่างลงตัว

เน้นเป็นของสไตล์วินเทจที่มีกลิ่นอายไทยๆ บอกเล่าวิถีชีวิตคนสมัยก่อนได้อย่างดี
1. ตะเกียง หรือโคมไฟโบราณ : ตะเกียงนับเป็นเครื่องใช้สำคัญของคนโบราณและคนยุคก่อนๆ เป็นของตกแต่งบ้านสไตล์ไทยเมื่อราว 60 ปีที่แล้ว ที่ไฟฟ้ายังไม่ได้เข้าถึงในทุกพื้นที่ ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ก็เช่น ตะเกียงเจ้าพายุ นอกจากนี้ยังมีตะเกียงโบราณแบบโป๊ะ หรือเทเบิ้ลแลมป์อีกด้วย ในส่วนของโคมไฟทรงเก่าๆ สไตล์วินเทจก็เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับบ้านทรงไทยเช่นกัน โคมไฟโบราณแบบผ้า ช่วยให้บ้านดูอบอุ่น หวานละมุน โคมไฟติดผนังวินเทจที่ทำจากเหล็ก ถือเป็นไอเดียแต่งบ้านทรงไทยได้เป็นอย่างดี ที่ช่วยให้บ้านดูคลาสสิกอยู่ไม่น้อย

2. ผ้าม่านโปร่ง : ผ้าม่านโปร่งจะช่วยกรองแสงจากภายนอก ลดแสงจ้า ทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูนุ่มนวล สบายตา ข้อดีคือชมวิวภายนอกห้องได้ แบบที่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้อาศัยภายในห้องได้เช่นกัน โดยลวดลายที่เหมาะกับบ้านทรงไทย ก็คือลายลูกไม้ ลายฉลุ หรือลายปักสไตล์ไทยๆ

บ้านทรงไทยบ้านไทยประยุกต์แต่งบ้านแต่งบ้านทรงไทยหลังคาเอสซีจี รุ่น พรีม่า
3. ส่วนนั่งพักผ่อนเป็นไม้ยกสูง : ให้ความรู้สึกถึงวิถีชีวิตแบบไทยโบราณ ก็ต้องมีพื้นที่สักมุมในบ้านที่ยกสูงขึ้น วางฟูกและหมอนสามเหลี่ยมผ้าขิดโบราณไว้สักหน่อย เท่านี้ก็มีมุมพักผ่อนย้อนวันวานสุดเก๋แล้ว

4. เครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณ : สำหรับผู้ที่ชอบศิลปะดนตรี คนไทยสมัยก่อนก็อินกับการสร้างความรื่นรมย์ ฟังเพลงเพราะๆ ไม่ต่างจากคนสมัยนี้ เพียงแต่อุปกรณ์ของคนสมัยก่อนนั้น คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณอันโตสุดคลาสสิก ที่หากมีไว้ประดับในบ้าน รับรองว่าเพิ่มกลิ่นอายวินเทจแบบไทยๆ รำลึกอดีตได้เป็นอย่างดีแน่ๆ

“ชูความเป็นไทยให้ชัดเจน เน้นที่หลังคา”
1. กาแลบนหลังคาบ้านทรงไทย : กาแลคือของตกแต่งบ้านสไตล์ไทยส่วนที่ประดับอยู่ด้านบนของหลังคาบ้านทรงไทย มีลักษณะเป็นไม้แบบเหลี่ยมแกะสลักให้มีลวดลายอันโดดเด่นตามเอกลักษณ์ล้านนา กาแลเป็นส่วนที่ต่อจากปลายบนของช่องปั้นลมเหนือจั่วและอกไก่ โดยนำมาไขว้ติดกัน ขนาดยาวประมาณ 70 – 100 เซนติเมตร ความหนาประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร ในสมัยก่อนมีไว้เพื่อป้องกันแร้งและกามาเกาะ บ้างก็เชื่อว่าจะทำให้การก่อสร้างสะดวก เป็นการยึดให้ไม้อยู่ด้วยกันอย่างมั่นคงแข็งแรง ทั้งยังถือว่ากาแลเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล โดยรูปทรงกาแลที่พบเห็นได้ทั่วไปนั้น มักจะมีรูปทรงค่อนข้างกลม รูปทรงคล้ายกากบาท และรูปทรงโค้งคล้ายเขาควาย ส่วน

2. ไม้เชิงชาย : หลังคาที่ดูสมบูรณ์แบบ คงขาดไม้เชิงชายไปไม่ได้ เพราะไม้เชิงชายจะช่วยปกปิดรายละเอียดบริเวณขอบหลังคา เก็บงานที่ไม่เรียบร้อยให้ดูสวยงาม สำหรับบ้านแบบไทยๆ แล้ว ไม้แกะฉลุลายที่ให้ความรู้สึกอ่อนช้อย งดงาม เช่น ลายดอกพิกุล ลายน้ำย้อย ลายดอกอ้อ ลายเครือ จัดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว

3. กระเบื้องหลังคา : แน่นอนว่าหากเป็นการแต่งบ้านทรงไทย หรือบ้านแบบไทยประยุกต์ในปัจจุบัน งานหลังคาก็ต้องเลือกแบบที่ลอนพลิ้วสวยดูเป็นธรรมชาติ มุงแล้วผืนหลังคาดูอ่อนช้อยซึ่งในท้องตลาด หลังคาเอสซีจี รุ่น พรีม่า เป็นหนึ่งในหลังคาที่เหมาะสมกับการแต่งบ้านทรงไทยเป็นอย่างยิ่ง และคนไทยที่ชอบบ้านสไตล์ไทย หรือสไตล์ธรรมชาติชอบเลือกใช้กัน เนื่องด้วยลักษณะที่เป็นหลังคาแผ่นสั้น 65×50 ซม. รูปลอนพลิ้วโค้งสวยเสมือนผืนน้ำ ลายที่ละเอียด มีมิติ มุงแล้วทำให้หลังคาบ้านทรงไทยดูมีมิติงดงาม มีสีเอิร์ธโทนกลมกลืนกับธรรมชาติให้เลือกใช้ ทั้งยังมีน้ำหนักเบาเหมาะกับโครงสร้างของการแต่ง
คนที่สนใจจะสร้างบ้านทรงไทยหรือบ้านแบบไทยประยุกต์ นอกจากรูปแบบตัวบ้านและของประดับตกแต่งภายในที่สื่อถึงความเป็นไทยแล้ว ทรงของหลังคา หรือรูปแบบของกระเบื้องหลังคาก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้บ้านของคุณดูสวยงามแบบไทยๆ ได้อย่างสมบูรณ์

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

Never Have I Ever ภารกิจสาวซน ก็คนมันไม่เคย ซีรีส์วัยรุ่น Netflix ที่เต็มไปด้วยความเฟี้ยวฟ้าว เมื่อสาวอินเดีย อเมริกัน สุดเนิร์ด ประจำโรงเรียน อยากซั่มกับ หนุ่มหล่อ เท่สุดฮอตของโรงเรียน ภารกิจเสียตัวครั้งนี้จะสมหวังสำเร็จได้หรือไม่ ในเมื่อเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้เลยนอกจากตำราวิชาการ

 

มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนประกอบ แต่ไม่ใช่จุดหักเหของเรื่อง

ซีรีส์วัยรุ่น เรื่องราว ของ ครอบครัวอินเดีย อเมริกัน รุ่นแรก พ่อแม่ลูก ที่มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ทุกอย่างก็เหมือนมีความสุขดีมีบ้านแสนสุข แต่ในระหว่างงานแสดงดนตรีโรงเรียนของลูก ผู้เป็นพ่อเกิดหัวใจวายตายฉับพลัน ต่อมาไม่นานลูกสาวก็เกิดความผิดปกติกับร่างกาย ขาไม่สามารถขยับได้จนกลายเป็นคนพิการนั่งรถเข็น

แต่เธอ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเมื่อมีเพื่อนสองคนอยู่ข้างๆ ในขณะนั้นเธอกลับปิ๊งหนุ่มหล่อเท่หุ่นล่ำนักกีฬาว่ายน้ำตัวท็อปของโรงเรียน และตามเฝ้าดูเขาจนกระทั่งวันหนึ่งเกิดปาฏิหาริย์ขากลับมาขยับได้อีกครั้ง เธอจึงหวังว่าจะมีอะไรกับเขาให้ได้โดยไม่สนใจว่าต้องคบกัน

ถ้าดูแค่พล็อตเรื่อง ซีรีส์เรื่องนี้ดูแล้วคงแรดมากๆ เมื่อนางเอกพยายามจะซั่มหนุ่มให้ได้โดยไม่แคร์อะไร แต่ถ้าได้ลองเปิดดูตอนแรกจะเห็นว่าเรื่องไม่ได้ออกแนวหื่นแรดๆ อย่างที่คิดเลย หนังกลับมาฟีลตลกใสๆ เปิดเรื่องเล่าโดยเสียงของนักกีฬาคนดัง จอห์น แม็คเอนโร ตำนานนักเทนนิสชื่อดังที่มีชื่อเสียพอๆ กับชื่อเสียงเมื่อเป็นตัวพ่อหัวร้อนมีปากเสียงกับกรรมการและคู่แข่งในการแข่งขันอยู่เรื่อย (แต่ฝีมือเก่งจริง) ปัจจุบันอายุ 61 วางมือแล้ว ซึ่งพอเปิดมาแบบนี้อาจจะงงทันทีว่านักกีฬาคนนี้มาเกี่ยวอะไร แต่เรื่องก็เล่าแบบกวนๆ ทันทีว่าดูไปเดี๋ยวก็รู้เอง ซึ่งก็มาเกี่ยวด้วยจริงๆ แต่สิ่งที่ตัวเรื่องไม่ได้บอกตรงๆ คือ การเอานิสัยหัวร้อนของจอห์นนี่แหละมาใส่ไว้ในตัวนางเอก Devi (รับบทโดย Maitreyi Ramakrishnan เล่นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก) ซึ่งเธอเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ที่เก่งรอบด้านถึงขั้นมีชื่อเสียงระดับประเทศมาแล้ว แต่เธอก็เป็นสาวเนิร์ดสุดๆ ที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้เช่นกัน แม้แต่กับครอบครัวที่เหลือเพียงแม่ก็ยังชวนทะเลาะอยู่ร่ำไป มีเพียงเพื่อนซี้สาวสองคนที่คอยเป็นทีมช่วยกัน ซึ่งตัวเรื่องไม่ได้เล่าแค่ชีวิตของนางเอก แต่เพื่อนทั้งสองคนก็มีอะไรแตกต่างน่าสนใจในฐานะ ประชากรต่างเชื้อชาติที่อพยพมาอเมริกาด้วยเช่นกัน

หนังมีประเด็นเรื่องเชื้อชาติวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในเรื่องมาก ในมุมที่ว่าเด็กอเมริกันพวกนี้เป็น Gen ใหม่ที่แปลกแยกไปจากฝรั่งปกติ และก็พยายามบอกตัวเองว่าเป็นอเมริกัน แต่ครอบครัวพ่อแม่กลับภูมิใจในเชื้อชาติดั้งเดิม แม้จะมาทำมาหากินที่นี่ก็ตาม ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเรื่องมันหนักๆ แต่บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกประเด็นในเรื่องนี้ถูกเล่าแบบฮาๆ มีการจิกกัดสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา ผ่านฝีปากของนางเอกในเรื่องที่วันๆ ก่อแต่เรื่องดราม่าทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่กับเพื่อนฝูงก็ไม่เว้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูแล้วน่ารำคาญ เพราะดราม่าแต่ละอย่างบางทีมันก็แทงใจดำกันตรงๆ หรือไม่ก็ตกกระไดพลอยโจนตามน้ำไปจนกลายเป็นดราม่าที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว

และจุดที่ล่อให้คนติดตามทีแรกว่านางเอกจะซั่มมี SEX กับหนุ่มเท่ Paxton กลับไม่ใช่ประเด็นเรื่องราวจริงๆ สักเท่าไหร่ แค่เป็นชนวนเหตุให้เรื่องราวโยงใยไปยังเรื่องอื่นภายหลัง ซึ่งก็มาตามสูตรแนวหนังรักวัยรุ่นโรแมนติกฟินๆ กันเต็มตัวเลย เมื่อเรื่องค่อยๆ นำเสนอว่าจากสาวเนิร์ดคนนี้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปยังไงหลังจากนี้ ซึ่งเธออาจจะไม่ใช่สาวเนิร์ดเฉิ่มๆ จนผู้ชายไม่สนใจก็ได้ บอกใบ้ไว้เลยว่าเรื่องนี้มีพระเอก 2 คน ซึ่งก็มาคนละแนว และสร้างความประทับใจไปคนละแบบสูสีกันมาก เรียกว่าดูไปมีลุ้นไปว่าคนไหนคือพระเอกตัวจริงกันแน่ แม้จะเป็นสูตรสำเร็จที่เคยมีมาเยอะมากแล้วก็ตาม

 

Never Have I Everสิ่งที่ซีรีส์นี้ทำได้ดีคือการใส่เรื่องราวตัวละครสมทบมาได้น่าติดตามทุกคน อย่างเพื่อนสาวสองคนที่คนหนึ่งพึ่งรู้ตัวว่าเบี่ยงเบนทางเพศแล้วไม่กล้าบอกใคร นอกจากหุ่นยนต์ที่เธอสร้างขึ้นมา อีกคนก็เป็นสาวจีนที่หน้าตาไม่สวย แต่กลับอยากเป็นนักแสดงตามรอยแม่ให้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วแม่ของเธออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หรือญาติพี่สาวจากอินเดียหัวดีที่มาเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา พร้อมรูปโฉมงามจนใครๆ ก็เหลียวมอง แต่เธอกลับถูกแม่ของนางเอกนัดดูตัวกะคลุมถุงชน ที่เธอเองก็หัวอ่อนยอมตามแบบง่ายๆ แต่เมื่อดูซีรีส์วัยรุ่น Riverdale ของ Netflix ความคิดก็เปลี่ยนไป แม้แต่แม่ของนางเอกที่ดูหัวเก่าแม้จะเป็นหมอหญิง ก็มีเรื่องราวย้อนอดีตไปช่วงตั้งรกรากใหม่ๆ กับสามีที่ทำออกมาได้คลาสสิคน่ารักทุกครั้งเสมอ และตัวละครพ่อของนางเอกที่ตายไปตั้งแต่เปิดเรื่องไม่กี่นาทีก็มีบทบาทกลับมาตลอดทั้งเรื่องในฝัน หรือบางทีนางเอกก็เห็นพ่อมายืนคุยด้วยในความคิด จนถึงเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างพ่อกลับมาในรูปของ หมาป่าไคโยตี (อเมริกาในชนบทมีพวกสัตว์ป่ามารบกวนถึงบ้านเสมอ) ซึ่งรับรองว่าทุกตัวละครสมทบในเรื่องนี้มีสีสันในเรื่องราวน่าติดตามทุกคน หนังวางเรื่องไว้ตอนละ 25-28 นาทีเกลี่ยบทแบ่งเรื่องเฉลี่ยได้ทั่วถึงมาก แต่ก็ไม่ได้มาเบียดบังตัวเรื่องหลักของนางเอกมากไป

ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีตัวละครพิเศษของเรื่องเป็น “สาวออทิสติก” น้องสาวของ Paxton ผู้ซึ่งถูกชะตากับนางเอกตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แม้บทจะออกมาไม่กี่ครั้งแต่ก็เป็นตัวละครเสริมที่ช่วยให้ตัวเอก Paxton ที่ดูเหมือนเป็นหนุ่มเท่สายกีฬาดูเปอร์เฟ็กต์ (แม้จะเรียนไม่เก่ง) กลับมีปมพี่สาวออทิสติคซ่อนไว้ที่บ้าน และเธอก็เล่นได้ดีไม่ขัดเขินดูเป็นปกติมากด้วยซ้ำ แถมยังมีส่วนสำคัญในตอนจบของเรื่องที่ช่วยให้ Paxton คิดได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาตอนนี้

ส่วนข้อด้อยของ Never Have I Ever จริงๆ คงจะเป็นพล็อตเรื่องเดิมๆ แนวหนังรักวัยรุ่น ซึ่งแม้เรื่องจะ ฉีกให้ นางเอก เป็น คนอินเดีย แถมเก่ง และมีความ เป็นตัวของตัวเอง สูง แต่ก็ยังไม่วายมา ตกหลุมรัก นักกีฬา โรงเรียนง่ายๆ ตาม สูตรเดิม แต่ถ้าไม่คิดมาก เรื่องก็ทำออกมาในแนวโรแมนติกคอมเมดี้ตอบโจทย์หนังวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ต้องบอกว่าถ้าใครหวังว่าเรื่องราวจะจบเลยคงมีค้าง เพราะซีรีส์จบลงตรงการเปิดตัวชัดๆ ว่ามีพระเอกสองคนแน่นอน (แม้จะเดาได้มาก่อน) และก็ยังพึ่งเริ่มเรื่องราวความรักจริงๆ ที่ค้างกันไว้เท่านั้น

นานๆ จะเห็นซีรีส์วัยรุ่นของ Netflix ที่ออกแนวโรแมนติกใสๆ สักที เพราะที่ผ่านมามักเต็มไปด้วยฉาก SEX เล่นยาปาร์ตี้กันตลอดเวลา แต่เรื่องนี้แทบไม่มีอะไรแบบนั้นเลย และก็ยังใส่ตัวละคร LGTB มาได้อย่างน่าสนใจผ่านตัวละครสาวเนิร์ด ที่ไม่ได้มีความแรงทางเพศมาเกี่ยวข้องเลยสักนิด กับนางเอกอินเดียที่มีเรื่องราวแปลกๆ แตกต่างจากนางเอกวัยรุ่นอเมริกันมากมาย แต่เรื่องก็ไม่ได้อินเดียจ๋า เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมสองฝั่งไว้ด้วยกันกับเรื่องราวแม่หัวเก่ากับลูกสาวหัวใหม่ และยังมีพระเอกสองคนที่มีมิติตัวละครน่าสนใจทั้งคู่ครับ

 

เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบสุดท้ายของ SS1 ทันทีที่ฉากจูบในรถกับเบน ก่อนตัดมาที่แพกซ์ตันที่มารอเธอถึงบ้าน กลายเป็นว่านางเอกเลือกไม่ถูกสุดท้ายก็เลยต้องคบซ้อนก่อนไปอินเดียในอีก 1 เดือน เรื่องราวในซีซั่นนี้จึงเริ่มจากจุดนี้ และไปสิ้นสุดที่งานเต้นรำของโรงเรียนว่าใครคือพระเอกตัวจริง (ในซีซั่นนี้) กันแน่

ตื่นเช้ามาเจอสองคนทักพร้อมกัน

เรื่องราวใน Ss2 นี้โฟกัส ไปที่เรื่องรัก กับการเรียน ของตัวละคร ในเรื่องเป็นสำคัญ พร้อมกับยิงมุกตลกมากกว่า Ss1 อย่างเห็นได้ชัด โดยลดเรื่องราวประเด็นสะท้อนสังคมของเด็กต่างชาติในอเมริกาลงไปพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ทิ้งไปซะทีเดียวเพราะในซีซั่นนี้จะมีตอนเฉพาะของแพ็กซ์ตันล้วนๆ แบบเดียวกับที่เบนมีในซีซั่นแรก โดยมีสเปเชี่ยลแขกพิเศษมาให้เสียงบรรยายแนะนำเรื่องราวโดยเฉพาะจากนางแบบคนดัง จีจี ฮาดีด ที่บรรยายได้ตลกก๊วนโอ๊ยไม่แพ้ จอห์น แม็คเอนโร ที่ยังคงรับบทบรรยายให้นางเอกต่อจนจบเรื่อง ซึ่งตัวแพ็กซ์ตันเองก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นตามที่เรารู้ในซีซั่นแรก แต่กลับไม่ได้เห็นพ่อแม่ของเขาเลย มาในซีซั่นนี้ตัวละครครอบครัวของแพ็กซ์ตันมากันครบและมีบทมากพอสมควร โดยเฉพาะปู่ของเขาที่เป็นคนญี่ปุ่นเกิดในอเมริกายุคสงครามครั้งที่ 2 เป็นการเพิ่มแบ็คกราวด์ให้กับตัวละครนี้ขึ้นมากมาย และประเด็นเรื่องราวของแพ็กซ์ตันก็ถูกนำเสนอเยอะกว่าเบนมากด้วย อาจจะเพราะเบนได้บทในซีซั่นแรกมากพอที่คนดูจะรู้จักเขาแล้ว แต่กับแพ็กซ์ตันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คนไม่รู้ (แอบมีฉากขายมัดกล้ามเยอะกว่าซีซั่นแรกด้วย) รวมไปถึงการเน้นปมด้อยที่ซีซั่นแรกมีเผยไว้เบาๆ ว่าเขาเองหล่อล่ำเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็จริง แต่การเรียนกลับไม่เอาไหน ไม่ใช่คนฉลาดแบบเบน ซึ่งบทในซีซั่นนี้เราจะได้เห็นพัฒนาการทางการเรียนของแพ็กซ์ตันจาก 0 ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ โดยมีนางเอกเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้กับเขา ซึ่งเรื่องนำเสนอรูปแบบการศึกษาในโรงเรียนของอเมริกาหลายวิชาผ่านชั้นเรียนที่มีแพ็กซ์ตันเป็นตัวหลักในส่วนนี้โดยตรง และก็ทำออกมาได้ดีมาก จนรู้สึกอิจฉาเลยว่ารูปแบบการสอนในเรื่องแค่ชั้นมัธยมก็ล้ำหน้ากว่าไทยไปไกลมากมายจริงๆ

แต่ถึงประเด็นทางสังคมจะลดน้อยลงไป แต่เมนหลักของเรื่องนี้ที่มาเน้นความรักมากขึ้นก็เป็นอะไรที่สนุก ตลก น่ารัก กว่าซีซั่นแรกมากมาย โดยเริ่มจากความพยายามสับรางของเดวี่ที่คนดูคงแบบเอาจริงเหรอ จะให้นางเอกเป็นคนเลวคบซ้อนแบบนี้จริงๆ นะ? ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าเรื่องจะมาแนวน่ารังเกียจแบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าคนเขียนบทเก่งที่เปิดปมคบซ้อนแล้วก็ปิดมันลงในเวลาสั้นๆ แค่ตอน 2 เพื่อจะเอาจุดนี้มาเป็นตัวเดินเรื่องให้กับเดวี่แบบชดใช้กรรมที่ตัวเองก่อไว้ยาวๆ บวกกับปัญหาอื่นที่มารุมเร้าเธอในจังหวะเดียวกันเข้าไปอีก จนเดวี่ในซีซั่นนี้ต้องรับมือกับปัญหาที่ตัวเธอเองก่อขึ้นไม่รู้จบมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก และปมคบซ้อนนี้ก็เป็นบาดแผลทิ่มแทงใจตัวละครหลักทั้ง 3 คนตลอดเรื่องที่เดวี่เองต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้ให้ได้ โดยไม่ต้องสนว่าจะได้ความรักกลับมา

ขอแค่ได้สถานะเพื่อนก็เพียงพอแล้ว ซึ่งก็คือการรีเซ็ทรักสามเส้านี้ใหม่หมด ทำให้คนดูต้องมาลุ้นกันอีกรอบว่า เบนกับแพ็กซ์ตัน ใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกตัวจริงอีกครั้ง แม้ว่าดราม่ารักๆ จะดูเยอะแต่ไม่เครียดเลย แถมตลกมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก รับรองว่าสายแนวรอมคอม รักตลกโรแมนติก ต้องถูกใจการเดินเรื่องในซีซั่นนี้แน่นอน

แถมยังเดายากมาก มีการสลับจังหวะว่าใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกไปมาเป็นระยะๆ ลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายของเรื่องแบบเดิมเลย โดยที่เรื่องก็เข้าใจทิ้งปมบางอย่างในเรื่องรักค้างต่อให้คนดูได้ลุ้นกันต่อไปอีกรอบ (มี SS3 แน่นอน)

 

ในซีซั่นนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มมาสองคน “อนีสา” นักเรียนใหม่ชาวอินเดียสุดคูลที่มาทำให้ความมั่นใจของเดวี่ลดน้อยถอยลงไปอีก เมื่อมีตัวเปรียบเทียบเป็นคนอินเดียด้วยกันในโรงเรียนกับเนิร์ดอย่างเธอ ซึ่งบทของอนีสาจะมาเป็นตัวละครหลักใหม่ในแก๊งเพื่อนสนิทของเดวี่เลย และก็เป็นตัวละครที่ช่วยสะท้อนปมปัญหาด้านเชื้อชาติของเดวี่ที่คิดไปเองเยอะให้เด่นชัดมากขึ้นด้วย ว่าทำไมอนีสาถึงป๊อบปูล่าได้ในเมื่อเธอเป็นอินเดียแบบเดียวกัน แถมครอบครัวนับถืออิสลามที่เคร่งกว่าบ้านเดวี่ซะอีก

อีกตัวละครคือหมอแจ๊คสัน หมอที่มาอยู่ตึกเดียวกับแม่ของเดวี่ และก็กลายมาเป็นคู่กัดเล็กๆ ในเรื่องการงาน แต่ในภายหลังกลับกลายเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งแม่ของนางเอกเองก็ต้องเจอกับปัญหาความรักครั้งใหม่ที่ยากลำบากเพราะสามีพึ่งเสียไปไม่นานจนต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่ตัวเรื่องก็ไม่ได้เทบทไปที่ตรงนี้มาก มาสั้นๆ ในทุกตอนกำลังดี ไม่ได้รู้สึกว่ามาเบียดบังเนื้อหาวัยรุ่นแต่อย่างใด

ส่วนบทลูกพี่ลูกน้องคนสวยของเดวี่ก็หันมาโฟกัสที่การทำงานกับกลุ่มผู้ชายเป็นใหญ่ ก่อนที่จะตบกลับไปที่เรื่องความรักของเธอนิดๆ ไม่ได้มีอะไรมาก แต่น่าจะมีบทบาทสำคัญในซีซั่น 3 เพราะตอนท้ายปูเรื่องการตัดสินครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปมาก

ฟาบิโอล่ากับอีฟ

ไม่รู้ว่าด้วยความเป็นเน็ตฟลิกซ์หรือเปล่า ในเรื่องจึงมีความพยายามเพิ่มเนื้อหาของตัวละครเพศทางเลือกใหม่อย่าง เควียร์ (Queer) ซึ่งในเรื่องก็คือฟาบิโอล่ากับอีฟ ที่พยายามผลักดันให้คนยอมรับเพศทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่ต้องระบุว่าเป็นเพศไหน การแต่งตัวแบบไหน ตรงเพศหรือไม่ตรงก็รักกันได้หมด

ซึ่งมันก็ดูซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่ถูกมองว่าเป็นเลสเบี้ยนตามปกติ ซึ่งบทในส่วนนี้ออกจะดูเกินๆ เป็นความพยายามใส่เข้ามามากสักหน่อยตามประสาเน็ตฟลิกซ์ แต่ก็ไม่ได้มากจนน่ารำคาญ รวมถึงบทของเพื่อนชาวจีนอีกคนก็ลดลงไป แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญกับเรื่องอยู่พอสมควร

สรุปเลยว่าถ้าใครชอบแนวรักตลกโรแมนติกเป็นหลักก็สนุกถูกใจกับซีซั่น 2 ได้มากกว่าซีซั่นแรกแน่นอน เพราะทั้งบททั้งจังหวะอารมณ์ต่างๆ ทำได้ดีมากมาย แต่ถ้าใครอยากได้ดราม่าปมปัญหาสังคมหลายอย่างแบบซีซั่นแรก อันนี้ก็แทบไม่มีเลย แต่เชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่น่าจะชอบแนวทางแบบแรกมากกว่า ซึ่งซีซั่น 2 ก็ตอบโจทย์ทำให้คนหลงรักเรื่องนี้ไปเต็มๆ

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิว หนังดราม่าอาชญากรรม The Third Murder กับดักฆาตรกรรมครั้งที่ 3

เรื่องย่อหนัง หนัง The Third Murder หรือชื่อไทยว่า กับดักฆาตรกรรมครั้งที่ 3 ใครกันแน่คือฆาตกร ? ถือเป็นการกลับมาร่วมงานกันของนักแสดงและผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าฝีมือดีที่สุดของญี่ปุ่น โดย โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ผู้กำกับเจ้าของรางวัล จูลี่ไพร์ซ จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ได้กล่าวว่าเขาเป็นผู้ดึงตัว มาซาฮารุ ฟุกุยามะ ที่เคยร่วมงานกันเขาใน Like Father, Like Son และ ซึสึ ฮิโรเสะ นักแสดงผู้รับบทน้องสาวคนสุดท้องจาก Our Little Sister ให้กลับมาร่วมงานกับเขาอีกครั้งใน

รีวิว หนังดราม่าอาชญากรรม The Third Murder กับดักฆาตรกรรมครั้งที่ 3

ด้วยตัวเองเนื่องจากชื่นชอบฝีมือการแสดงของทั้งคู่ บทภาพยนตร์ นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากสุภาษิตโบราณของญี่ปุ่น เรื่องของความจริงครั้งที่ 3 โดย โคเรเอดะ

ได้ดัดแปลงออกมาเป็นภาพยนตร์ดราม่าอาชญากรรมเข้มข้นที่เล่าเรื่องราวผ่าน 3 ตัวละครหลัก ทนายความคนเก่ง ที่รับว่าความให้กับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมที่ชวนสงสัยและมีแนวโน้มว่าผู้ต้องหาจะถูกตัดสินให้ได้รับโทษประหารชีวิต

แต่เมื่อยิ่งสืบลึกลงไปคนที่เขาสงสัยกลับเป็นลูกสาวของตัวฆาตกรเอง โดย มาซาฮารุ ฟุกุยามะ รับบท ทนายความ ซึสึ ฮิโรเสะ รับบท ลูกสาวของผู้ต้องสงสัยที่จะเป็น จิกซอว์ชิ้นสำคัญในคดีนี้ โคจิ ยากุโช นักแสดงรุ่นใหญ่ในบทผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม และหนังยังได้นักแสดงรุ่นใหญ่ ยูกิ ไซโต้ ผู้โด่งดังจากซีรีย์สิงห์สาวนักสืบ มารับบท ภรรยาผู้เยือกเย็นที่ต้องดูแลลูกสาวเพียงคนเดียว

สำหรับผู้ที่เชื่อว่าภาพยนตร์ในบางครั้งคือการขุดค้นลงไปในหัวใจมนุษย์ ท่องไปในมิติของความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของชีวิต ก็คงคุ้นเคยดีกับชื่อของ Hirokazu Koreeda ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นผู้เป็นชั้นครูในการทำหนังที่มีความเป็นมนุษย์อยู่สูง หนังของ Koreeda มักเล่าเกี่ยวกับชีวิตของตัวละครในทุกมิติ

การแสวงหาตัวตนของตัวเอง ความสัมพันธ์กับคนรัก คนในครอบครัว ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม ไปจนถึงประเด็นทางศีลธรรมและจริยธรรมที่อ่อนไหวของเหล่าตัวละครที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อจิตวิญญาณ

ว่าด้วยเรื่องของทนายหนุ่มที่ต้องแก้ต่างให้กับลูกความในคดีปล้นฆ่า จากแก่นพล็อตดังกล่าวหนังค่อยๆ เล่าสืบเสาะหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวการฆาตรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทนายหนุ่มผู้มีมาดเย็นชาไม่ยี่หระต่อความถูกต้องหรือความเป็นจริงมากกว่ารูปคดีแพ้ชนะในชั้นศาลกลับต้องสั่นสะท้านและจมดิ่งลึกลงไปในความซับซ้อนของใจมนุษย์ เมื่อเขายิ่งสืบหาข้อมูลมาแก้ต่างทางคดี ระหว่างเดินทางปะติดปะต่อเรื่องราวและเหตุผลต่างๆ ยิ่งยากจะทำความเข้าใจในความจริงอันน่าชวนหัว ว่าอะไรคือแรงจูงใจของฆาตกรและตัวละครแวดล้อม และอะไรกันที่ดึงดูดให้ชีวิตเขาจมดิ่งไปกับปมฆาตรกรรมอันเป็นงานดาษดื่นทั่วไปของอาชีพทนายความของเขาได้ขนาดนี้

การดำเนินเรื่องของหนังค่อนข้างเนิบช้า หนักแน่น องค์ประกอบทางภาพที่ค่อนข้างปรานีตและจัดวางสัญญะอย่างละเอียด บทสนทนาที่เต็มไปด้วยการโยนคำถามหนึ่งไปสู่อีกคำถามหนึ่ง เต็มไปด้วยการเปิดซีนด้วยคำถามและจบซีนด้วยปลายเปิด ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่กลืนง่ายสบายคอนัก และเรียกร้องความสนใจและสมาธิจากคนดูค่อนข้างสูง

หากจะเทียบกับหนังยุคหลังๆ ของเขาเองอย่าง After the Storm , Our Little Sister หรือ Like Father, Like Son ก็ยังถือได้ว่า The Third Murder เป็นหนังที่ย่อยยากกว่ามากพอสมควร และแทบไม่มีจังหวะให้เราได้ปล่อยใจอ้อยอิ่งไปกับสุนทรีภาพเบื้องหน้าเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ที่กล่าวมาเท่าใดนัก แฟนๆ ของ Koreeda จึงอาจต้องเตรียมความพร้อมมากหน่อยทั้งในด้านร่างกาย และสมาธิ เพื่อที่จะเข้าไปรับความ ‘เข้มข้น’ ในอรรถรสของหนังเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา

แนะนำ งานไม้ดีไซน์ร่วมสมัย Trees Furniture ฟังก์ชั่นของแบรนด์ชั้นนำ

แนะนำ งานไม้ดีไซน์ร่วมสมัย Trees Furniture ฟังก์ชั่นของแบรนด์ชั้นนำ  บรรยากาศแห่งชีวิตที่สุขสบายและชวนผ่อนคลาย อาจไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตที่รายล้อมด้วยสิ่งของมากมาย แต่อาจเริ่มต้นง่ายๆ จากสัมผัสแห่งความสงบงามของธรรมชาติรอบกาย ที่พร้อมสะท้อนมุมมองแห่งความหมายและการใช้ชีวิตในทุกช่วงเวลาให้เปี่ยมด้วยคุณค่าอย่างแท้จริง

แนะนำ งานไม้ดีไซน์ร่วมสมัย Trees Furniture ฟังก์ชั่นของแบรนด์ชั้นนำ

เพราะบรรยากาศที่ผ่อนคลายสามารถสร้างสุนทรียภาพแห่งการอยู่อาศัยให้งดงามและพร้อมสำหรับการพักผ่อน ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์ไม้ดีไซน์สวยที่ผ่านการรังสรรค์อย่างลงตัวในทุกฟังก์ชั่นของแบรนด์ชั้นนำอย่าง Trees Furniture ซึ่งโดดเด่นด้วยงานไม้ดีไซน์ร่วมสมัยภายใต้การออกแบบสุดพิเศษที่สามารถสะท้อนความงดงามของงานไม้ได้ถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณความเป็นธรรมชาติ โดยผ่านการถ่ายทอดมิติความงามอันสงบนิ่งของเฟอร์นิเจอร์ไม้แท้คุณภาพจากป่าปลูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งพร้อมเติมเต็มความสะดวกสบายในการใช้งานอย่างลงตัว

สำหรับโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ที่เราพามาชมในวันนี้ คือโชว์รูม USA Furniture ซึ่งเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนพระราม 9 คู่ขนานกับมอเตอร์เวย์ (ใกล้ปากซอยกรุงเทพกรีฑา) โดยพื้นที่ชั้น 4 ของอาคาร ได้รับการจัดสรรเป็นพื้นที่แสดงเฟอร์นิเจอร์งานไม้ดีไซน์ร่วมสมัยจาก

บรรยากาศภายในโชว์รูมมาพร้อมการตกแต่งที่อบอุ่นและสวยงาม โดยมีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ประเภทเครื่องใช้ภายในห้องนอนเป็นหลัก เสมือนเป็นพื้นที่ไอเดียสุดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตกแต่งบ้านได้ดี อีกทั้งยังเผยให้เห็นถึงความงามร่วมสมัยของเฟอร์นิเจอร์เนื้อไม้ภายใต้แบรนด์ Trees Furniture ได้อย่างชัดเจน ด้วยการตกแต่งพื้นที่แต่ละมุมให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ที่มีความโดดเด่นในการออกแบบรูปทรงจากธรรมชาติอันงดงาม โดยผู้เชี่ยวชาญด้านงานฝีมือมากประสบการณ์ ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อสร้างความผ่อนคลายทุกเวลา

เริ่มต้นด้วย ชุดห้องนอน SAMSON ที่ผสมผสานระหว่างความสง่างามแห่งธรรมชาติในสไตล์อเมริกันคลาสสิกและความร่วมสมัยของกลิ่นอายแห่งยุคโคโลเนียลได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมเส้นสายของงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์จากหัวเตียงสเลจ์โค้งและซี่ไม้ที่ช่วยเสริมเสน่ห์ของความคลาสสิกให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ดุจเรือสำเภาในยุคอาณานิคมรุ่งเรืองช่วงศตวรรษที่ 18 พร้อมมอบสัมผัสแห่งความสุขุม สงบงาม แบบไร้กาลเวลา ด้วยโทนสีน้ำตาลมะฮอกกานี สำหรับเฟอร์นิเจอร์ภายในเซ็ตนี้ประกอบด้วย เตียงนอน, ตู้ข้างเตียง, โต๊ะเครื่องแป้ง, ตู้วางทีวี และตู้ข้างทรงสูง ซึ่งมีการตกแต่งบริเวณหน้าท็อปตู้ด้วยวีเนียร์พรีมาเวร่าจากประเทศบราซิลที่มีลวดลายอันโดดเด่นไม่เหมือนใคร และยังสามารถสร้างบรรยากาศแบบลอฟสไตล์ได้ง่ายๆ โดยการเพิ่มกิมมิคบริเวณผนังหัวเตียงด้วย Head board ไม้สุดเท่

หากอยากเพิ่มสัมผัสแห่งความเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ก็สามารถจัดวางชุดห้องนอน SAMSON ให้เข้ากับการตกแต่งภายในแบบทรอปิคัลสไตล์ได้ โดยการเติมสีสันความผ่อนคลายด้วยโทนสีอ่อนอย่าง พรมปูพื้นสีครีม พร้อมสร้างความรื่นรมย์ให้บรรยากาศภายในห้องดูสดชื่น ด้วยพืขพรรณไม้ประดับและของตกแต่งที่มีโทนสีเขียว เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างสรรค์บรรยากาศที่แตกต่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ดื่มด่ำเสน่ห์ความงามอันอบอุ่นกับมุมห้องนอนโทนสีฟ้าสบายตา ซึ่งมาพร้อม ชุดห้องนอน GRANVIA ที่โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ดีไซน์คลาสสิก ผสมผสานมนต์เสน่ห์แห่งความร่วมสมัยในสไตล์คอนเทมโพรารี่ที่เชื่อมต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างงดงาม ซึ่งพร้อมมอบความอบอุ่น นุ่มนวล และชวนฝัน ด้วยลวดลายไม้โทนสีน้ำตาลธรรมชาติ โดยมีการบุผ้าสีเทาบริเวณหัวเตียงและปลายเตียงในลุคเรียบเท่ พร้อมแต่งแต้มด้วยรายละเอียดจากหมุดสีทองชวนสะดุดตา และเพิ่มความรู้สึกหรูหราด้วยลวดลายไม้สลักอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งภายในเซ็ตประกอบด้วย เตียงนอน, ตู้ข้างเตียง และโต๊ะเครื่องแป้ง ที่ช่วยเติมเต็มความอ่อนหวานให้มุมห้องนอนงดงามอย่างทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

ในขณะเดียวกันก็สามารถหยิบนำชุดห้องนอน GRANVIA มาจัดวางร่วมกับการตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นที่ทันสมัย เพียงจับคู่โทนสีระหว่างงานไม้อันอบอุ่นของเฟอร์นิเจอร์กับโทนสีเทาหลากหลายเฉด พร้อมเลือกใช้ลายเส้นโทนขาว-ดำ ที่สะท้อนความโมเดิร์นอย่างไม่ซ้ำใคร หรือจะตกแต่งมุมผนังเพิ่มเติมด้วยศิลปะจากลายเส้นที่ทันสมัยอีกเล็กน้อย ก็พร้อมปรับลุคให้ห้องสวยมีสไตล์ในทุกมุมมอง

ขับกล่อมอารมณ์ไปกับบรรยากาศการพักผ่อนอันเรียบง่ายในทุกรายละเอียดด้วย ชุดห้องนอน ELSE’ ที่ได้รับการออกแบบในสไตล์มินิมอล ซึ่งมีความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายและครบครัน ซึ่งลงตัวกับทุกพื้นที่ภายในบ้าน หรือพื้นที่ขนาดเล็กอันแสนจำกัดของคนเมืองรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เฟอร์นิเจอร์ภายในเซ็ตนี้ประกอบด้วย เตียงนอน, ตู้ข้างเตียง, โต๊ะเครื่องแป้ง, ตู้วางทีวี, ตู้จัดเก็บพร้อมชั้นวาง, ตู้เสื้อผ้า, ตู้วางรองเท้า, ม้านั่งปลายเตียง และโต๊ะอเนกประสงค์

โดยตู้เสื้อผ้ามาพร้อมหน้าบานไม้เซาะร่องสุดประณีต ซึ่งสามารถจัดเก็บได้ทั้งเสื้อผ้าบนราวแขวน และของใช้ส่วนตัวต่างๆ ในช่องชั้นสำหรับวางของ

ส่วนตู้จัดเก็บพร้อมชั้นวาง สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นโต๊ะสำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือได้ตามต้องการ เพียงเปิดหน้าบานตู้ทั้งสองข้าง พร้อมเลื่อนแผ่นไม้ที่คั่นระหว่างชั้นวางและตู้บานเปิด-ปิดออกมาเป็นท็อปโต๊ะ

และเพิ่มลุคสุดร่วมสมัยภายใต้ฟังก์ชั่นการใช้งานอันคุ้มค่ากับ โต๊ะอเนกประสงค์พร้อมช่องจัดเก็บในตัว ที่สามารถพับหน้าโต๊ะเก็บได้ทั้งสองฝั่งเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดวาง
เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านห้องนอนตกแต่งห้องนอนTrees Furnitureสัมผัสสุนทรียภาพ
นอกจากนี้ ยังมีเก้าอี้ไม้ขนาดกะทัดรัดที่สามารถหยิบจับ พับเก็บ และเคลื่อนย้ายได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการใช้งาน ออกแบบบริเวณบ้าน 

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ Netflix ญี่ปุ่นสร้างจากมังงะในชื่อเดียวกัน เรื่องราวกลุ่มคนที่หลงมาในโตเกียวร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ และที่แห่งนี้กลายมาเป็นกรงขังให้ทุกคนต้องร่วมเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต

โดยปกติแล้วหนังหรือซีรีส์ที่สร้างจากมังงะของญี่ปุ่นจะติดภาพ Live-Action ที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนต้นฉบับในรูปแบบเหมือนจริง ไม่พยายามดัดแปลงให้มีความแตกต่างเหมาะสมกับการทำเป็นหนัง ยกตัวอย่างชุด ทรงผม ในการ์ตูนก็ยกมาทั้งหมดแต่งแบบคอสเพลย์แสดงกันเลย ซึ่งถ้าผู้ชมเฉพาะกลุ่มแฟนๆ คงรับได้และพอใจที่ตัวหนังมีการดัดแปลงน้อย แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ใช่แฟนการ์ตูน หรือผู้ชมวงกว้างอายุมากหน่อย จุดนี้จะกลายเป็นสิ่งขัดตาขัดใจไปแทน ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่สมจริงที่หนังไม่พยายามดัดแปลงให้สมเหตุผลมากขึ้น (แม้เรื่องจะโม้โอเวอร์แบบการ์ตูนก็ตามก็ต้องมีเหตุผลรองรับให้เชื่อตามได้)

แต่กับเรื่องนี้เรียกว่าการมาเจอกัน “คนละครึ่ง” ของสองแนวทางข้างต้น ซึ่งในช่วงแรก “อะริสุ” (ชื่อญี่ปุ่นที่ตั้งให้คล้องกับ Alice เลียนแบบ Alice in Wonderland อีกที แสดงโดย Kento Yamazaki) ตัวเอกของเรื่องที่เป็นเกมเมอร์ไม่ทำงานทำการกับเพื่อนอีกสองคนต้องมาติดอยู่ในกรุงโตเกียวที่กลายเป็นเมืองร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับสาวออฟฟิสอีกคนที่รู้จักกันครั้งแรกจากเกมที่บังคับให้พวกเขาเล่นในที่แห่งนี้ และเดิมพันด้วยชีวิต ถ้าไม่เล่นก็ต้องตายจากเลเซอร์ที่ยิงมาจากฟ้าเจาะทะลุร่างกาย โดยมีรางวัลตอบแทนคือ วีซ่าต่ออายุการอยู่ในที่แห่งนี้ไปเรื่อยๆ (แต่แค่ไม่กี่วัน) เท่ากับต้องบังคับให้คนเล่นไปเรื่อยๆ

ซึ่งใน ช่วงครี่งแรก ของ ทีมอะริสุ นี้คือ ช่วงที่เรียกได้ว่า ลบภาพ Live-Action ออกไปได้เกือบหมด ตั้งแต่ ความเรียลสม จริงของ จังหวะการ เล่าเรื่อง การเล่นเกม ที่ออกแบบมาดี แม้ พล็อตแบบนี้ จะมีบ่อย แล้วไม่ใช่ แค่ของญี่ปุ่น ฝรั่งก็ทำออก มานานแล้ว ตั้งแต่ CUBE ในอดีต ไม่นานมานี้ก็มี Escape Room ของโซนี่อีกเรื่อง ซึ่งรูปแบบ ก็คือมี เกมมาสเตอร์จัดเกมขึ้น มาทดสอบคน แก้ไม่ได้คือ ตายสถานเดียว ซึ่งเกม ในเรื่องนี้ ถูกแบ่งออก เป็นแนวซับซ้อน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา กับแนวใช้ กำลังกายเข้าต่อสู้ เพื่อเอาชนะ และ เกมที่ เล่นกับจิตใจมนุษย์โดยเฉพาะ รูปแบบของเกมจะขึ้นอยู่กับหน้าไพ่ที่ปรากฎในเกมผ่านมือถือ แต้มบนไพ่เป็นตัวบอกแนวทางกับระดับความยากให้ผู้เล่นในตอนแรกเตรียมใจไว้ว่าจะต้องเจอกับความโหดระดับไหน ซึ่งช่วงนี้เองที่เกมถือว่าคิดมาดี มีความแปลกใหม่ น่าติดตามลุ้นระทึกกันแบบเสี้ยววินาทีตลอด ในระหว่างพักเกมก็ค่อยๆ เล่าย้อนถึงที่มาของตัวละครแต่ละคนให้ชัดเจนขึ้นจากตอนแรก ทีมตัวเอกก็ดูมีความผูกพันน่าเอาใจช่วย และก็เปิดตัวละครหลักนอกทีมที่ต้องมาเจอภายหลังอีกครั้งไว้ในช่วงนี้ เพื่อทิ้งหยอดให้เป็นปริศนาหาที่มาที่ไปในช่วงหลังว่าเกมนี้คืออะไร ซึ่งจังหวะการเล่าเรื่อง และคาแรกเตอร์และการพัฒนาตัวละครในช่วงนี้ถือว่า ลืมไปเลยว่านี่เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะแบบ Live-Action แบบเดิมๆ ไปได้เกือบหมด มีแค่กลิ่นอายเล็กๆ หลงเหลืออยู่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมาะสำหรับงานขายคนดูทั่วโลกผ่าน Netflix แบบนี้

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละครในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกันการแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

เนื้อเรื่องช่วงนี้เองที่เริ่มเห็นเลยว่าเป็นปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มในตอน 5 เมื่อเรื่องกลับลำมาเล่นกับความป่าเถื่อนของมนุษย์กันเองตามสูตรหนังแนวดิสโทเปีย (แม้เรื่องนี้จะแค่จำลองโลกแบบนั้นขึ้นมา) เนื้อเรื่องเริ่มมีความไม่สมเหตุผลขัดกับช่วงแรกแบบจงใจหักลำเปลี่ยนแนว กลายเป็นคนโหดกับคนเองมากกว่าในเกมที่เล่นผ่านมา

และก็ใส่เหตุผลที่ดูแล้วเป็นการ์ตูนจ๋า คือมันออกแนวไม่สมเหตุผลกับความเป็นไปของเรื่องที่ต้องเอาตัวรอดกันสุดชีวิต แต่กลับทำตัวใช้ชีวิตดี มีชนชั้นปกครองกันอย่างหรูหรา ตัวเกมโหดๆ ก็เหมือนเป็นแค่น้ำจิ้มแล้ว ในเมื่อเรารู้ว่ามีกลุ่มคนที่ตั้งทีมเล่นเกมผ่านได้ไม่ยาก และก็ชนะมาตลอดจนเหมือนเกมเป็นแค่ของว่างฆ่าเวลา ตัวร้ายก็ฝ่ายมนุษย์ด้วยกันเองก็สร้างให้ดูจิตๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น แล้วก็มีช่วงแฟลชแบ็คเล่าย้อนไปถึงที่มาเพื่อสร้างปมของการเปลี่ยนแปลงตัวตน

แต่กลายเป็นดูแล้วแอบตลก (แม้เรื่องจะไม่ได้พยายามให้ตลกเลย) อาจจะเพราะความพยายามเล่าปมให้ซีเรียส แต่ตัดมาปัจจุบันตัวละครนั้นกลับทำตัวเหมือนหลุดโลกเหมือนการ์ตูนมากเกินไป (อย่างท่าเดิน สีหน้าท่าทาง) ซึ่งเรื่องพยายามอย่างหนักที่จะทำให้คนเชื่อว่าช่วงนี้ซีเรียสกว่า แต่กลับดูแล้วกลายเป็นแนว Live-Action เต็มๆ ไปแทน

ช่วงหลังตัว ละครหลายตัว มีปัญหา ความน่าเช่อถือ อย่าง ตัวละคร ในภาพจู่ๆ คนปกติ เก็บตัว ก็กลาย มาเป็น นักดาบมีฝีมือ ในโลกนี้ แบบไม่มี เหตุผล อธิบายรองรับ ไว้เลย
เมื่อเรื่องหลุดธีม มากันขนาดนี้ แล้วก็มีแต่ ต้องไป ต่อในแนว ทางนี้ ต่อไปเท่านั้น ตัวเรื่องวกกลับลาก ทุกคน มาเข้าเกม ครั้งใหญ่ เพื่อปิด เรื่องช่วงซีซั่น 1 ให้อลังการที่สุดด้วยการเล่นเกมกับคนที่รอดทั้งหมดพร้อมกัน แล้วก็เปิดฉากให้เกมเป็นแนวไล่ฆ่ากันเอง หวังฉากตายเป็นเบือมายกระดับเกมให้ดูยิ่งใหญ่มากที่สุด แต่บอกตรงๆ ว่าผู้เขียนเองดูช่วงนี้แล้วกลับรู้สึกเนือยๆ กว่าช่วงตอน 1-4 มาก เรียกว่าคนละอารมณ์กันเลย

เพราะเรื่องช่วงนี้ กลายเป็น การตายพร่ำ เพรื่อมั่ว ไปหมด รูปแบบเกม จากลุ้นระทึก กดดันกลายมา เป็น งานขายดราม่า ตัวละคร กับแนวสืบสวน หาฆาตกรไป ซึ่งก็ไม่ได้ ทำออกมาดีมากเท่าไหร่ ไม่ได้ว้าวอะไรมาก แม้คนดูจะเดาได้ หรือไม่ได้ ก็ตาม เรื่องยกระดับ ความรุนแรงไปก็จริง แต่กลับขาด ความสนุก ลุ้นระทึก ไปหมด เหลือแต่ การบิ้ว พยายาม ให้เรื่องดูมี ปมลึกซึ้ง เพื่อแก้ปริศนา ของเกมนี้แทน จนสุดท้าย ก็จบแบบไป ไม่ถึงอารมณ์ที่ว่าสักเรื่อง

ตัวเรื่องจบแบบปิดปมใหญ่ เรื่องเกม มาสเตอร์ ที่ทุกคนอยากรู้ ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นการเคลียร์ปมแบบทื่อๆ ไปหน่อย คือใส่ยัดมาเพื่อเฉลยไปเลยว่าคือใครแบบง่ายๆ โดยยังไม่เปิดเผยว่าที่มาของเกม หรืออะไรที่เว่อร์ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร

ก่อนจะทิ้งท้ายเพื่อไปขึ้นเกมที่ปูไว้ว่าใหญ่กว่าช่วงแรกขึ้นไปอีกในตอนจบ ซึ่งก็คงอีกเป็นปีกว่าจะเสร็จ ถ้าใครสนใจก็หาอ่านมังงะแปลไทยได้เลยครับ ลิขสิทธิ์ของวิบูลกิจ มี 18 เล่มจบ แต่อาจจะเก่าสักหน่อยเพราะวางขายมาหลายปีแล้วครับ

สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่น ที่สร้างจาก มังงะ ที่พล็อตแนว ห้องปิดตาย เล่นเกมเดิมพัน ชีวิตอาจ จะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มี ความโดดเด่น ในแบบ ของตัวเอง และ สามารถสลัด ภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็น แนวนิยม ของ ญี่ปุ่น ไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบ แก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็น ฮีโร่เก่ง อะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดู สมเหตุผลลงตัว มีความสมจริง ผ่านเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่อง กลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่อง ที่พยายามยัด ปมดราม่า เข้ามามากมาย ให้ซึ้ง หลายจุด ขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึก กลับกลายเป็นแนวสืบสวน ขายดราม่า จนหมดลุ้น อะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2 ครับ

จุดเด่น

รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก (ในช่วงแรกตอน 1-4)
ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
)ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

ดู alice in borderland