รีวิวเว็บตูน “ ชีวิตเวรเอ๊ย ” เมื่อต้องใช้ชีวิตโดยที่ถูกตัวเองสมัยก่อนแกล้ง

ใครที่ติดตาม WEBTOON ชีวิตเวรเอ๊ย มานานคงไม่มีใครไม่รู้จักนักเขียนที่ชื่อ ปาร์คแทจุน เทพเจ้าแห่งการแต่งเรื่องราวที่เกี่ยวโยงกับประเด็นการบูลลี่ ผู้ให้กำเนิด LOOKISM การ์ตูนสุดฮิตที่มีจำนวนตอนปาไปกว่า 300 ตอนเข้าไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีการคอลแลบกับนักวาดท่านอื่น ๆ โดยการแต่งสตอรี่ให้อย่างที่กำลังฮิตสุด ๆ ในช่วงนี้อย่าง นักสู้ทูบเบอร์ ซึ่งตอนนี้เค้าก็ได้จับมือกับนักวาดฝีมือเทพอย่าง จอนซอนอุก เพิ่มอีก 1 ท่านสร้างการ์ตูนที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการบูลลี่ในโรงเรียน ที่นำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ ให้ผู้อ่านอย่างเราตื่นตาตื่นใจอยู่เรื่อย ๆ และการ์ตูนเรื่องนั้นก็มีชื่อว่า “ชีวิตเวรเอ๊ย”

ไม่เคยผิดหวังกับ ปาร์คแทจุน จริง ๆ นักแต่งคนนี้คืออัจฉริยะในการแต่งเรื่องราวของหมาหัวเน่าที่ถูกบูลลี่ได้สุดยอดจริง ๆ การ์ตูนได้นำเสนอในมุมมองใหม่ ๆ โดยการที่ชีวิตนี้เราจะต้องโดนตัวเองแกล้ง มันทำเราได้เห็นปฏิกิริยาและรับรู้ความรู้สึกของคนที่เราเคยแกล้งแบบถ่องแท้ และไอ้การแกล้งแต่ละอย่างในการ์ตูนเรื่องนี้ก็สุดจะครีเอทและไม่มีเหตุผลสุด ๆ ก็แค่อยากแกล้งอ่ะ พอตัวเราที่เป็นผู้ใหญ่โดนตัวเองสมัยเด็กแกล้งก็จะเกิดเคมีแปลก ๆ คือการ์ตูนเรื่องนี้ตัวเอกด่าตัวเองเก่งมาก ด่าทุกตอน ประมาณว่านี่ตัวเราในอดีตนี่มันเฮงซวยจริง ๆ จะแกล้งอะไรนักหนาวะ ทำไมตัวเราถึงโง่ขนาดนี้ให้ตายเถอะ แต่ในทางกลับกันมันก็ชอบชมตัวเองด้วยเช่นกัน อย่าง โอ้โห สมกับเป็นตัวชั้นจริง ๆ ความแข็งแกร่งนี้มันสุดยอด เวลาอ่านมันก็จะได้อารมณ์แบบอีหยังวะและบันเทิงสุด ๆ

เรื่องสตอรี่ชมไปเยอะแล้ว ถ้าไม่ชมเรื่องลายเส้นก็เห็นทีจะไม่ได้ เพราะงานดีมากจริง ๆ การเล่าเรื่องและการนำเสนออย่างมีชั้นเชิงและเข้าใจง่ายมาก ๆ ด้วยความที่การ์ตูนถูกจั่วหัวว่าเป็นแนวแอ็กชันก็ต้องชมว่าการต่อสู้ในการ์ตูนเรื่องนี้มันคุณภาพจริง ๆ แถมมีการรีเสิร์ชศิลปะการต่อสู้และได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ทำให้ทุกท่วงท่าการต่อสู้ที่เราพบในการ์ตูนเรื่องนี้มันดูเรียลและสมจริง ได้ทั้งความรู้ในด้านการป้องกันตัวเอง และทักษะของการต่อสู้ในรูปแบบต่าง ๆ แต่ถ้าปกติเราตามงานของ ปาร์คแทจุน อยู่แล้ว แฟนการ์ตูนอาจจะคุ้นเคยท่าต่อสู้เหล่านี้กันดี เพราะพี่แกชอบเนียนเอามาใช้แทบจะทุกเรื่องที่ตัวเองแต่งเลย หรือก็คือย้อมแมวเก่งมาก ท่าเดิมแต่แค่เปลี่ยนคนใช้แค่นั้น เนื้อเรื่องมีความน่าติดตามอย่างมาก มีเป้าหมายการเดินเรื่องที่ชัดเจน ทำให้เรามั่นใจว่าจะต้องมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต ทำให้คนอ่านคอยลุ้นตามว่ามันจะผิดพลาดรึเปล่าและไปในทิศทางไหนต่อไป

ufa

 

รีวิว The Girl in the Spiders Web ผลงานประพันธ์ของ สตีก ลาร์สัน

รีวิว The Girl in the Spiders Web ฉบับนิยายเป็นผลงานประพันธ์ของ สตีก ลาร์สัน อดีตนักข่าวที่ผันตัวเองมาเขียนนิยายขาย แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก มิลเลนเนียมซีรีส์ 3 the Spiders Web เรื่องแรกของเขาขายได้ถึง 80 ล้านเล่มทั่วโลก ทั้ง 3 เรื่องถูกสร้างเป็นหนัง และเป็นการแจ้งเกิดของนูมิ ราเพซ และ ไมเคิล ไนควิสต์ นักแสดงนำทั้งคู่ได้กลายมาเป็นดาราฮอลลีวู้ด รวมถึงหนังภาคแรกก็ถูกรีเมคในชื่อเดียวกัน ด้วยฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ออกฉายในปี 2011 ได้รูนีย์ มาร่า มารับบทลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ และ แดเนียล เครก เจ้าของบทเจมส์ บอนด์ มารับบทมิคาเอล บลอมควิสต์ หนังเว้นช่วงไปนานถึง 7 ปี แล้วฮอลลีวู้ดก็ตัดสินใจไม่รีเมคภาค 2 และ 3 แต่กระโดดข้ามมาสร้าง The Girl in the Spider’s Web ซึ่งเป็นนิยายเล่มที่ 4 ของซีรีส์ไปเลย และเป็นผลงานเขียนของเดวิด เลเกอร์ครานตซ์ ที่มารับหน้าที่สานต่อตำนานสาวรอยสัก หลังจาก สตีก ลาร์สัน ที่เสียชีวิตด้วยเหตุหัวใจวายไปตั้งแต่ 2004 ก่อนที่ผลงานทั้ง 3 เล่มจะถูกตีพิมพ์เสียอีก ปัจจุบัน เดวิด ลาเกอร์ครานตซ์ ได้สานต่อตำนานมิลเลนเนียมซีรีส์มาถึงเล่มที่ 5 แล้ว ในชื่อ The Girl Who Takes an Eye for an Eye ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่านมา และผลงานภาคต่อของเขาทั้ง 2 เล่มก็ยังประสบความสำเร็จ ติดอันดับขายดีเช่นเคย

ในภาคนี้โดดข้ามจากภาค 3 มา 3 ปีลิสเบ็ธยังคงยึดอาชีพแฮคเกอร์อิสระ เธอได้รับการว่าจ้างที่สุดท้าทายจาก ฟรานส์ บัลเดอร์ โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่คิด “ไฟร์ฟอลล์” โปรแกรมอัจฉริยะที่สามารถแฮคเข้าฐานยิงจรวดได้ทั่วโลก ซึ่งฟรานส์ ได้ขายให้กับอเมริกาไป แล้วรู้สึกว่าไฟร์ฟอลของเขาจะเป็นภัยพิบัติต่อโลกมนุษย์ เลยจ้างลิสเบ็ธให้ไปแฮคหน่วยงานความมั่นคงของอเมริกาแล้วขโมยไฟร์ฟอลล์กลับมา ซึ่งลิสเบ็ธก็ทำได้สำเร็จ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหม่ที่ลิสเบ็ธจะต้องเผชิญ เอ็ดวิน นีดแมน เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยงานสืบรู้ว่าคนที่ขโมยไฟร์ฟอลล์อยู่ในสตอล์คโฮล์ม , สวีเดน เขาบินมาตามล่าไฟร์ฟอลล์คืน ขณะเดียวกันแก๊งคนร้ายจอมโหดก็บุกเข้าที่พักของลิสเบ็ธแล้วชิงไฟร์ฟอลล์ไปได้สำเร็จ แล้วยังระเบิดที่พักของลิสเบ็ธเป็นจุณ ลิสเบ็ธสืบหาเจอว่าแก๊งนี้คือ “แก๊งแมงมุม” ซึ่งเกี่ยวพันกับ คามิลลา พี่สาวของเธอที่ไม่หน้ากันมา 16 ปี เท่ากับลิสเบ็ธกำลังเจอศึก 2 ด้าน จึงต้องขอความช่วยเหลือจาก มิคาเอล บลอมควิสต์ คู่หูเก่าและ พลาก ซี้เก่านักแฮคเกอร์มือฉมัง

สิ่งแรกที่อยากชื่นชมคือการพลิกบทบาทแบบหน้ามือเป็นหลังมือของ แคลร์ ฟอย นักแสดงสาวดีกรี 1 ลูกโลกทองคำนักแสดงนำหญิงจากซีรีส์ The Crown ที่เธอรับบทเป็นควีนอลิซาเบ็ธ ที่มากับภาพลักษณ์เจ้าหญิงที่ดูสง่ามีราศรี แล้วการที่มารับบทเป็นลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ มันคือตัวละครที่ต่างกันสุดขั้ว ลิสเบ็ธ เป็นสาวโฉด โหด ที่เต็มไปด้วยอดีตอันชอกช้ำมืดมน เกลียดสังคม เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสัก เจาะร่างกาย ดูดบุหรี่จัด และเป็นไบเซ็กชวล ก็ต้องบอกว่าถ้าฟังชื่อแต่แรกว่าแคลร์ ฟอย จะมาเป็นลิสเบ็ธ นี่เป็นตัวเลือกที่ไม่ใช่เลย และนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อได้ชมก็ต้องยอมรับว่าเธอคือนักแสดงมากความสามารถจริง ๆ สามารถถ่ายทอดความเป็นสาวกร้านได้อย่างน่าเชื่อ แล้วก็ต้องชื่นชมทีมผู้สร้างที่กล้าเลือกแคลร์ ฟอย มารับบทนี้

อีกคนที่ต้องชื่นชมคือ เฟเด อัลวาเรซ ผู้กำกับชาวอุรุกวัยที่ผลงาน 3 เรื่องหลังนี้ได้รับเสียงชื่นชมล้วน ๆ จากงานกำกับหนังสยองขวัญเรื่องสั้นที่ดุโหดจนเข้าตา แซม ไรมี ปรมาจารย์หนังสยองขวัญ ยอมให้มารีเมค Evil Dead ผลงานสุดรัก แล้วก็ต่อด้วย Don’t Breathe (2016) หนังฟอร์มเล็กแต่สุดระทึก แล้วฮิตจนใกล้จะได้ดูภาคต่อกันแล้ว การได้มากำกับ The Girl in the Spider’s Web ถือว่าเป็นงานท้าทายมาก เพราะนี่คือการมาสานต่อตำนานต่อจาก เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับระดับมาสเตอร์ของฮอลลีวู้ด และนี่เป็นผลงานระดับทุนสร้าง 43 ล้าน เป็นหนังทุนสร้างสูงสุดที่เฟเด อัลวาเรซ เคยกำกับมา

เฟเด ยังพ่วงหน้าที่เขียนบทร่วมกับ สตีเวน ไนท์ มือเขียนบทงานชุกอีกรายของฮอลลีวู้ด หนังเปิดเรื่องด้วยวีรกรรมของลิสเบ็ธ ที่เธอผันตัวเองมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม คอยลงทัณฑ์พวกคนร้ายที่ชอบทำร้ายร่างกายผู้หญิง แต่แล้ววีรกรรมยกระดับสังคมก็ถูกยุติอยู่แค่นั้น มาเข้าเรื่องราวตามล่าโปรแกรมไฟร์ฟอลล์ตามพลอตหลัก และด้วยเหตุที่ว่านี่คือภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์ จึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ที่หนังจะต้องอิงเรื่องราวและตัวละครจากภาคก่อน ๆ เชื่อว่าผู้สร้างก็รู้ปัญหาข้อนี้ ก็พยายามปูความเรื่องราวในอดีตไว้ในช่วงต้นของหนังพอประมาณ ซ้ำร้ายหนังยังเปลี่ยนตัวละครหลักทั้งลิสเบ็ธ และ มิคาเอล อีกด้วย ด้วยภาพลักษณ์ของลิสเบ็ธนั้นมีความโดดเด่นอยู่แล้วทั้งหน้าตาและการแต่งตัว แต่กับบทของมิคาเอล ไนควิสต์นั้นได้ สเวอร์ กุดนาสัน ดาราชาวสวีเดนมารับบท ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูสะอาดสะอ้าน แล้วหน้าตาอ่อนมากแม้จะเข้าวัย 40 ใกล้เคียงกับ แดเนียล เครกที่รับบทนี้ใน The Girl With The Dragon Tattoo (2011) แต่ดูแล้วสำอางเกินไปสำหรับบทนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ผู้คร่ำหวอดในวงการ

สรุปได้ว่า The Girl in the Spider’s Web เป็นภาคที่ลดความซับซ้อนของเนื้อหาลง เป็นผลให้หนังค่อนข้างขัดใจกับแฟนเก่าที่ติดตามแฟรนไชส์นี้มายาวนาน แต่เชื่อว่าเจ้าของหนังก็ยอมเสี่ยงว่าเมื่อหนังเอาใจตลาดมากขึ้นอาจจะได้แฟน ๆ กลุ่มใหม่มามากขึ้น แล้วจะได้สานต่อแฟรนไชส์นี้ไปอีกยาวนาน ถ้าหนังประสบความสำเร็จทางทางผู้สร้างอาจจะย้อนไปรีเมคภาค 2 ภาค 3 ตามหลังมาก็เป็นได้

 

รีวิวหนังระทึกขวัญ The Prodigy คอนเซ็ปต์หนังภัยเงียบในครอบครัว

รีวิว The Prodigy ลักษณะของ The Prodigy คือการคงคอนเซ็ปต์หนังภัยเงียบในครอบครัว ความระทึกขวัญทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นมาจากตัวละคร “ลูกชาย” ที่เกิดมาพร้อมความฉลาดเกินปกติ แน่นอนในฐานะของคนเป็นแม่ ก็เลือกที่จะมองว่าสิ่งดังกล่าวคือพรสวรรค์มากกว่าเป็นอาถรรพ์

The Prodigy ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนังสยองขวัญ ระทึกขวัญก็ตาม ตอนแรกหนังอาจจะดูให้โทนคล้ายกับหนังผีเสียด้วยซ้ำ จนเราอาจจะนึกไปถึงหนังดังในอดีตอย่าง The Omen ที่ว่าด้วยซาตานที่แฝงตัวมาเกิดในร่างของเด็กชายและทำให้คนรอบตัวต้องเผชิญหน้ากับหายนะเกินคาดเดา แต่ความพิเศษของมันคือการที่หนังวางตัวเองในมุมของ “การกลับชาติมาเกิด” มากว่าจะขายเรื่องผีสางหรือวิญญาณร้าย

ลักษณะของตัวละครไมล์ส เด็กชายที่ลืมตาดูโลกมาในวันที่ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งได้เสียชีวิตลง ทำให้คนดูได้ทราบว่าวิญญาณของฆาตกรรายนั้นน่าจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างของไมล์ส ความผิดปกติแรกที่คนดูสังเกตได้คือเด็กชายที่เพิ่งคลอดออกมาจากท้องของซาร่า ไม่ได้ร้องไห้เสียงดังตามประสาเด็กเกิดใหม่ (อีกทั้งถ้าเราสังเกตดีๆคราบเลือดบนตัวของไมล์สก็คล้ายกับรอยกระสุนปืนจากฉากก่อนหน้าด้วยเช่นกัน) ทางแพทย์ก็ยืนยันว่ามันเป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อไมล์สเติบโตขึ้นในช่วงอายุ 1-2 ขวบเขาก็มีพัฒนาการทางสมองอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาดและสามารถพูดได้ไวกว่าเด็กทั่วๆไป

พัฒนาการที่รวดเร็วทำให้ไมล์สสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนที่เหมาะสำหรับเด็ก ไอคิว สูง แต่ไมล์สกลับดูเป็นเด็กที่ชอบปลีกวิเวกและไม่ชอบสุงสิงกับเพื่อนคนอื่นๆ กระทั่งวันหนึ่งเมื่อครูที่โรงเรียนให้จับคู่กับเพื่อนร่วมห้อง เมื่อเขาไม่ได้คู่ที่ต้องการ เขาก็หาวิธีการแก้ปัญหาที่รุนแรงและน่าตกใจ พฤติกรรมก้าวร้าวเริ่มฉายออกมาในตัวไมล์ส แต่ที่น่าสะพรึงไปกว่านั้นคือ บางครั้งเขามักจะมีพฤติกรรมร้ายกาจโดยที่ไม่รู้ตัว และคนที่กลายเป็นเหยื่อรายแรกๆก็คือพี่เลี้ยงของไมล์สเอง

หัวอกคนเป็นแม่อย่างซาร่าจึงร้อนใจมาก ถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติของลูกชายตัวเอง เธอจึงมีความพยายามในการหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะพาไมล์สไปพบกับจิตแพทย์ สังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด แต่นับวันพฤติกรรมของลูกชายตัวเองก็น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ และนั่นทำให้ซาร่าเริ่มค้นพบว่าบางครั้ง เรื่องที่เธอต่อต้านมาตลอดชีวิตอย่างเรื่อง “การกลับชาติมาเกิด” อาจจะเป็นเรื่องจริง

น่าเสียดายที่ The Prodigy เดินเรื่องทุกอย่างตามสูตรสำเร็จหนังสยองขวัญในจังหวะจะโคนที่แทบจะคาดเดาได้ทั้งหมด ช่วงเวลาที่หนังไม่มีฉากตื่นเต้น จัดได้ว่าน่าเบื่อจนแทบจวนเจียนจะหลับ และถ้ามันไม่ใส่เสียงดนตรีประกอบอึกทึกครึกโครม เราก็คงหลับคาเบาะนุ่มๆ ของโรงหนังไปแล้ว ยังดีที่เรายังได้การแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจของน้องแจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อตต์ ผู้สวมบทฆาตกรอำมหิตที่กลับชาติมาเกิดในร่างของไมล์ส ก็ตีบทแตกกระจุย จนเราอาจจะกล่าวได้ว่าน้องแสดงดีกว่าบรรดานักแสดงผู้ใหญ่ทุกคนในเรื่องเสียด้วยซ้ำไป

 

รีวิวหนังชีวประวัติ The Favourite ของพระราชินีแอนน์(โอลิเวีย โคลแมน)

รีวิว The Favourite น่าสนใจคือการเล่าหนังเรื่องนี้ให้เป็นมากกว่า “หนังชีวประวัติ” ของพระราชินีแอนน์(โอลิเวีย โคลแมน) เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ทีมงานของหนังเรื่องนี้ทำการบ้านมาตั้งแต่ค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชิงเอกสารทางประวัติศาสตร์ในแง่ของรักสามเส้าของผู้หญิงสามคน อันประกอบไปด้วยความสัมพันธ์ของราชินีแอนน์ ซาร่าห์ (ราเชล ไวซ์) และอบิเกล (เอ็มม่า สโตน) นอกจากนี้ยังหยิบเอาบันทึกความทรงจำของซาร่าห์ที่เขียนเล่าเรื่องราวถึงสาเหตุที่เธอถูกอบิเกลเข้ามาแย่งชิงความดีความชอบ และกลายเป็นคนโปรดของพระราชินีในภายหลัง

อันที่จริง The Favourite นั้นเต็มไปด้วยเรื่องของการหลอกล่อ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของผู้หญิง การใช้อำนาจและการชักใยบงการใครสักคน สิ่งเหล่านี้แทบจะเป็นแรงขับเคลื่อนตัวละครในหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราพิจารณาดีๆแล้วเราจะพบว่าบรรดาตัวละครชายในหนังเรื่องนี้ ถูกลดทอนอำนาจและแทบจะกลายเป็นตัวตลกของหนัง พวกเขาแต่งหน้าทาปากใส่วิกกันแบบจัดเต็ม แถมถ้าสังเกตดีๆบางฉากพวกเขายังสวมรองเท้าส้นสูงเดินด้วย

หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังย้อนยุคที่มีความร่วมสมัยมากๆ เพราะเมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว The Favorourite เดินเรื่องด้วยตัวละครหลักเพียงสามคนเท่านั้น พฤติกรรมของตัวละครหญิงในเรื่องก็แตกต่างและแหกขนบของหนังราชวงศ์อังกฤษ ตัวละครหญิงมีกิจวัตรในวังแทบไม่ต่างอะไรจากผู้ชาย ยามว่างพวกเธอก็ออกมายิงปืนเล่น พวกเธอขี่ม้า พูดจาโผงผาง กล้าต่อปากต่อคำ โดยไม่สนใจผู้ชายหน้าไหน ซึ่ง ถ้าเราไปดูหนัง “ในรั้วในวัง” เรื่องอื่นๆ คาแรกเตอร์ของตัวละครหญิงจะสงบเสงี่ยม เป็นผ้าแพรพับไว้อย่างเดียว!

สิ่งที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชม แน่นอนว่าเป็นการแสดงที่หักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน แค่ฉากเปิดเรื่องที่พระราชินีแอนน์ถูกแต่งหน้าให้มีสภาพราวกับตัวตลก แต่ซาร่าห์กลับแสดงความเห็นว่า วิธีการแต่งหน้าเช่นนี้น่าเกลียดมาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระราชินีแอนน์แม้ว่าจะมี “อำนาจ” ตามตำแหน่งก็ตาม แต่เธอก็ต้องรอคอยฟังคนโปรดใกล้ตัวในการให้คำปรึกษา

ที่สนุกไปกว่าเรื่องการชิงไหวชิงพริบระหว่างตัวละครทั้งสาม คือการที่หนังพาเราไปสำรวจความสัมพันธ์ลับๆระหว่างซาร่าห์และพระราชินีแอนน์ ที่ก้าวไกลเขตแดนของ “เฟรนด์โซน” (และในแบบที่หนังเรื่องเฟรนด์โซนทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป) จนทำให้บทสรุปความสัมพันธ์ในตอนท้ายเรื่องนั้น แทบจะทำให้คนดูใจสลายตามตัวละครหลักของเรื่องไปด้วยเช่นกัน

ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้เลยแล้วกันว่า The Favourite เป็นหนังในรั้วในวังที่ดู “สนุก” ไม่อืดอาด ไม่น่าเบื่อ เผ็ด แซ่บในเลเวลเดียวกับคนที่เป็นแฟนคลับรายการอย่าง The Face หรือ Drag Race ต้องการเลยทีเดียว

รีวิวหนังระทึกขวัญ Secret Obsession สวมรอยรัก แอบเป็นสามีเธอ

รีวิว Secret Obsession สวมรอยรัก แอบเป็นสามีเธอ หนังระทึกขวัญฉบับ Netflix สตรีมมิ่งเจ้าเก่าที่มักจะชอบสร้างหนังตื่นเต้น ทุนต่ำ ออกมาหลอกคนดูอยู่บ่อยๆ โดย Secret Obsession ก็ถือเป็นหนังแนวสูตรสำเร็จที่ว่าด้วยหญิงสาวความจำเสื่อมจากอุบัติเหตุที่ตื่นขึ้นมา พบชายหนุ่มรูปหล่อที่อ้างตัวว่าเป็นสามีของเธอ ระหว่างพักพื้นรักษาตัวที่บ้าน นางเอกของเรื่องก็เริ่มความทรงจำกลับคืนมาและตะหงิดๆใจทุกวันว่า บางทีผู้ชายข้างตัวคนนี้อาจจะไม่ใช่ผัวเธอ!

พล็อตเรื่องหนังเกรดบีแบบนี้ สิ่งที่จะทำให้คนดูสนุกได้ คือตัวละครในเรื่องจะต้องแซ่บสุดใจ นางเอกในหนังหมวดหมู่นี้จะต้องสวย ฉลาด (หลังจากความทรงจำกลับคืนมา) ดูน่าเอาใจช่วยให้เธอรอดพ้นจากอันตราย เช่นเดียวกันตัวร้ายของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม จะต้องมีเสน่ห์เย้ายวน แต่แฝงไปด้วยอันตรายเช่นกัน ซึ่งน่าเสียดายมากที่หนังอย่าง Secret Obsession ไม่มีอะไรที่เรากล่าวมาเลย

เบรนด้า ซง ผู้รับบทเจนนิเฟอร์ วิลเลียม สาวผู้เคราะห์ร้าย ดวงตกตั้งแต่ฉากแรกของเรื่องที่เธอต้องวิ่งหนีตายกลางสายฝนจากฆาตกรโรคจิตที่ผู้อยู่ภายใต้เสื้อฮู้ด หลังจากพยายามเอาตัวรอด เธอกลับถูกรถชนและหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอได้พบกับรัสเซล (ไมค์ โวเกล) สามีรูปหล่อของเธอ (ที่คนดูก็เดาได้ทันทีว่าหมอนี่แหละฆาตกรตอนต้นเรื่อง)

อย่างที่เราบอกไปว่า วิธีการที่หนังในแนว “คนใกล้ตัวเป็นคนร้าย” หนังจะต้องอาศัยการแสดงที่มีจังหวะจะโคนที่คมประมาณหนึ่ง และบทภาพยนตร์ก็จะต้องซุกซ่อนความลับของตัวร้ายเอาไว้ ว่าทำไมเขาหรือเธอถึงตัดสินใจลงมือกระทำการอุกอาจ ชั่วร้าย สิ่งที่จะทำให้คนดูสนุกได้คือช่วงเวลาที่นางเอกของเรื่องจะต้องคลี่คลายเรื่องราวปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่านข้อมูลที่เธอมีอยู่ ซึ่งหนังก็ทำให้ตัวร้ายดูโง่ๆทึ่มๆอาทิ วางคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเอาไว้บนโต๊ะง่ายๆ หนังจะต้องมีฉากบังคับเช่นตัวร้ายขับรถออกไปจากบ้านแต่ดันลืมของแล้วต้องกลับมาเอาระหว่างที่นางเอกกำลังค้นหาความจริง ตัวร้ายลุกขึ้นมาขุดดินเสียงดังที่สวนหน้าบ้านกลางดึก จนนางเอกสะดุ้งตื่นและโวยวายว่า “คุณคะ มีคนอยู่หลังบ้านเราค่ะ” (อิหยังวะ)

แถมหนังในกลุ่มนี้ก็จะขาดตัวละคร ตำรวจ ผู้แสนดีไม่ได้เลย ตัวละครแฟรงค์ เพจ (เดนนิส เฮยส์เบิร์ต) ผู้ไม่เคยหยุดงานเพราะรักในความยุติธรรมและจมูกไวในเรื่องผิดปกติ จึงเป็นเหมือนตัวละครที่ช่วยคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด (ที่คนดูรู้อยู่แล้วตั้งแต่ฉากแรก) และกลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาในตอนท้าย

Secret Obsession จัดได้ว่าเป็นหนังระทึกขวัญ พล็อตเชยๆ เรื่องเชยๆ ไม่มีอะไรใหม่ และเหมาะกับการเปิดทิ้งไว้พร้อมกับทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อไม่ให้ห้องเงียบจนเกินไปอีกเรื่องจาก Netflix

รีวิว Point Blank จับคู่ระห่ำ ภารกิจช่วยน้องและปกป้องเมีย

รีวิว Point Blank จับคู่ระห่ำ ภารกิจช่วยน้องและปกป้องเมีย ที่ได้นักแสดงฟอร์มเจ๋งอย่างแฟรงค์ กริลโล มาประกบคู่กับแอนโธนี่ แม็คกี้ ในหนังคู่หูที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้อย่าง Point Blank ผลงานการกำกับของ โจ ลินช์

Point Blank เป็นหนังรีเมคมาจากหนังฝรั่งเศสในปี 2010 ชื่อ À bout portant บอกเล่าเรื่องราวของเอบ (แฟรงค์ กริลโล) อาชญากรหน้าหล่อที่หนีออกมาจากเหตุการณ์ฆาตกรรมในบ้านหลังหนึ่ง ทว่าเขากำลังกลายเป็นเหยื่อในการใส่ร้ายป้ายสีของตำรวจกังฉิน หลังจากเขาหนีการถูกไล่ล่า ปรากฏว่าเขาถูกรถชนเข้าอย่างจังจนอาการสาหัส ขณะเดียวกันระหว่างที่พอล (แอนโธนี่ แม็คกี้) พยาบาลหนุ่มที่กำลังเข้าเวรอยู่ ต้องรับเอบเข้ามาอยู่ในการดูแล แต่ระหว่างเขากำลังพิจารณาคนไข้ มีชายลึกลับที่แอบอยู่ที่มุมห้องพุ่งตรงเข้ามาทำร้ายเขา

หลังจากกลับมาถึงที่บ้านพอลจึงรีบกลับไปดูแลภรรยาท้องแก่ใกล้คลอดด้วยความเป็นห่วง แต่ความซวยก็มาเยือนเขาอีกครั้ง เรื่องคนร้ายที่โรงพยาบาลตามเขามาถึงที่บ้านและจับทาริน ภรรยาของเขาไปเป็นตัวประกัน คนร้ายจึงได้ยื่นข้อเสนอให้พอลไปนำตัวเอบออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อเป็นการแลกตัวกับทารินอย่างปลอดภัย แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลยในการพาตัวคนร้ายที่ตำรวจต้องการตัวมากที่สุดออกมาจากโรงพยาบาล

ความสนุกของ Point Blank คือฉากแอ็คชั่นและงานสตันท์ที่สมจริง การไล่ล่าบนถนน ฉากดวลปืน หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า หนังได้ออกแบบคิวบู๊มาเป็นอย่างดี ยังไม่รวมถึงจังหวะในการสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมอาทิ ฉากที่พอลจะต้องหาทางพาตัวเอบที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงออกมาจากโรงพยาบาลท่ามกลางการอารักขาของตำรวจ ฉากที่ทารินพยายามชิงไหวชิงพริบหาทางเอาตัวรอดจากการถูกจับตัวเป็นต้น

ถึงแม้ว่า Point Blank จะเป็นหนังแอ็คชั่นแนวคู่หูแบบสูตรสำเร็จในทุกกระเบียดนิ้ว แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านักแสดงนำอย่างแฟรงค์ กริลโล และแอนโธนี่ แม็คกี้ มีเคมีคู่หูที่เข้าขากันอย่างลงตัว ประกอบกับสไตล์การกำกับภาพยนตร์ของโจ ลินช์ ที่มีจังหวะจะโคนในการใส่อารมณ์ขันแบบตลกร้าย เขาไปในเรื่องไปผ่อนบรรยากาศความตึงเครียดลงได้อย่างถูกจังหวะ ถูกที่ ถูกเวลา ยิ่งช่วยเพิ่มความสนุกให้กับหนังเรื่องนี้อีกเช่นกัน

นอกจากนี้อีกหนึ่ง นักแสดง ที่เราไม่กล่าวถึงคงจะไม่ได้เลย นั่นก็คือ มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน ในบทเจ้าหน้าที่ลิววิส ที่มาพร้อมการแสดงแบบหน้านิ่ง โดยที่คนดูไม่รู้เลยว่า “ภายใน” เธอครุ่นคิดแผนการอะไรอยู่ ซึ่งสอดรับกับบทตัวละครตำรวจผู้ฉ้อฉลได้เป็นอย่างดี

Point Blank ถือเป็นหนังแอ็คชั่นที่ดูสนุกเพลินๆเรื่องหนึ่ง ความยาวกำลังพอดีที่ 86 นาที มีดาราที่จัดได้ว่าไฟแรง เปี่ยมเสน่ห์ ที่คนชอบหนังในแนวทางนี้ไม่ควรพลาดครับ

รีวิว 47 Meters Down: Uncaged เรื่องราวของสี่สาวเดินทางไปยังทะเลสาบ

รีวิว 47 Meters Down: Uncaged โลกแผ่นฟิล์ม และฉลามคงจะเป็นสิ่งที่อยู่เคียงคู่กันไปอีกนานแสนนาน เพราะในทุกๆ ปีจะต้องมีหนัง ที่ว่าด้วยฉลามดุร้ายออกอาละวาดโจมตีมนุษย์ออกมาให้ดูกันอยู่เป็นประจำ (ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ส่งตรงลงวิดีโอเลย หรือหนังที่ฉายบนจอยักษ์ก็ตาม) เช่นเดียวกันกับภาคต่ออย่าง 47 Meters Down: Uncaged ที่ไม่มีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวพันกับหนังภาคแรกเลยสักนิดเดียว แต่เลือกจะใช้ชื่อเดิมเพื่อเกาะกระแสความสำเร็จของหนังภาคแรก และสร้างโอกาสในการทำรายได้ให้กับหนังภาคถัดมาด้วยนั่นเอง

เหตุการณ์ในภาค Uncaged โฟกัสไปที่กลุ่มตัวละครวัยรุ่นไฮสคูล โดยเฉพาะพี่น้องต่างบิดามารดาอย่าง อย่าง มีอา (โซฟี เนลลิส) ซาช่า (คอรีนน์ ฟ็อกซ์) ที่ดูเหมือนจะยังปรับตัวเข้าหากันไม่ได้ และสำหรับมีอาเองเธอก็มักจะโดนกลั่นแกล้งจากเพื่อนในโรงเรียนอยู่เสมอ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่พ่อและแม่ของพวกเธอวางแผนให้ทั้งสองไปร่วมขึ้นเรือเพื่อไปดูการให้อาหารฉลามขาวในทะเลเม็กซิโก แต่อเลกซ่า (บรีแอน ทจู) ได้เสนอไอเดียว่า ควรไปว่ายน้ำเล่นกันในทะเลสาบส่วนตัวน่าจะสนุกกว่า อีกทั้งยังชวนอีกหนึ่งเพื่อนซี้อย่างนิโคล (ซิสทีน สตอลโลน) ไปร่วมก๊วนเพื่อนสาวด้วยอีกคน

สี่สาวเดินทางไปยังทะเลสาบห่างไกลผู้คนซึ่งพื้นที่แห่งนี้ พ่อของมีอาได้นำอุปกรณ์สำรวจถ้ำใต้ท้องทะเลเอามาจัดเตรียมเอาไว้รอนักโบราณคดีที่กำลังจะเดินทางมาสำรวจพื้นที่แห่งนี้ในสัปดาห์หน้า แน่นอนว่าอเลกซ่าจึงนำเสนอไอเดีย(อีกแล้ว) ว่า เพื่อนๆควรดำลงไปดูถ้ำใต้ทะเลซึ่งเป็นเมืองของชาวมายันที่หายสาบสูญและจมอยู่ใต้น้ำมาเป็นเวลานาน โดยที่พวกเธอไม่รู้เลยว่าในพื้นที่แคบๆแห่งนี้จะมีฉลามขาวตาบอดที่หลุดมาจากทะเลว่ายเม็กซิโกวนเวียนอยู่ในนั้น ทั้งสี่ต้องเอาตัวรอดจากฉลามและออกซิเจนในการหายใจที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ

ความน่าสนใจของภาค Uncaged น่าจะอยู่ที่การนำเสนอเรื่องการดำน้ำหนีฉลามในเมืองโบราณใต้ท้องทะเล แต่ปัญหาก็คือหนังภาคนี้จัดไฟได้มืดมากจนบางครั้งเราก็มองอะไรไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก อีกทั้งเมื่อดูไปสักระยะหนึ่งเราก็จะจับไต๋ได้ว่า เมืองจำลองแห่งนี้สร้างเอาไว้แค่ห้องเดียว แต่ทำเนียนๆตัดต่อว่าตัวเอกว่ายจากห้องโถงนี้ไปอีกโถงหนึ่งนะ ทั้งที่จริงดูยังไงก็คือห้องเดิมแต่สลับอุปกรณ์ประกอบฉากเอา ส่งผลทำให้ความตื่นเต้นของผู้ชมที่อยากรู้ว่าพื้นที่ลับใต้ทะเลนี้จะมีอะไรเซอร์ไพรส์ลดลงอย่างฮวบฮาบ ยังไม่รวมไปถึงตัวฉลามเองที่คนดูก็น่าจะสามารถคาดเดาจังหวะการโผล่มา “หลอก” ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ความสมเหตุสมผลของหนังยิ่งไม่ต้องถามถึง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหายใจเพื่อใช้ ออกซิเจน ของตัวละครเอกในเรื่องที่ดูน่าจะขาดใจตายกันตั้งแต่ 40 นาทีแรกของหนัง (หายใจไวกันขนาดนั้นออกซิเจนหมดไปนานแล้วเธอจ๋า) กระแสน้ำวนใต้ทะเลลึก (มาจากไหนเหรอ) ทีมงานดำน้ำจัดอุปกรณ์ครบทุกอย่างแต่ลืมตีนกบ (ได้เหรอ) หรือสารพัดเหตุผลที่พอเราคิดตามแล้วก็จะได้แต่คำถามที่ผุดงอกออกมาไม่รู้จบ

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูเอาแบบสมองว่างๆไม่คิดอะไรเยอะ 47 Meters Down: Uncaged ก็ถือเป็นหนังสไตล์เกรดบีที่พอฆ่าเวลาได้ ทว่าเมื่อนำไปเทียบกับหนังภาคแรก ที่ดู “ทำน้อย” แต่ “ได้มาก” กว่าการถมโปรดักชั่นที่ใหญ่โตขึ้นแต่กลับสนุกน้อยกว่าที่เราคาดหวังเอาไว้เยอะเลยทีเดียว

รีวิว Weathering with you อยากอธิษฐาน ให้ปาฏิหาริย์วันนั้นกลับมาได้ไหม

รีวิว Weathering with you เรื่องราวอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวมาจากชีวิตจริง (บางส่วน) ของตัวผู้กำกับเอง ไปสู่ตัวละครโฮดากะ โมริชิมะ (โคทาโร่ ไดโกะ) ซึ่งเป็นตัวละครวัยรุ่นมัธยมปลายที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อเดินทางมายังเมืองใหญ่อย่างโตเกียว เพียงเพราะเขาต้องการแสวงหาความหมายบางอย่างของชีวิต แต่แค่เพียงครั้งแรกในการเดินทางด้วย “ตัวคนเดียว” ทำให้เขาสัมผัสกับความอันตรายของสังคมเมืองและไม่คุ้นชินผู้คน

หนังเผยให้เห็นว่าย่านแรกที่ตัวละครโฮดากะเดินทางไปก็คือ ย่านคาบุกิโจ ชิบูยะ ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยคลับและบาร์ของผู้ใหญ่ จนเราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นโซนด้านมืดของโตเกียว ที่รายล้อมไปด้วยแสงสีเลยก็ว่าได้ แม้เขาพยายามจะหางานทำมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเด็กม.ปลายที่แทบไม่มีความสามารถอะไร จนกระทั่งเขาได้พบกับเคย์สุเกะ ซูกะ (ชุน โอกุริ) เจ้าของเอเจนซี่ที่พยายามจะขายเรื่องราวเหนือธรรมชาติในเมืองโตเกียวผ่านนิตยสาร ได้ชักชวนให้โฮดากะมาร่วมงาน แลกกับการให้ที่พัก อาหารและเงินเดือนเล็กๆน้อยๆ

ในเวลาดังกล่าวนั้นเอง เมืองโตเกียวที่กำลังเผชิญกับสภาพฟ้าฝนที่วิกฤติ มีคำร่ำลือถึง “เด็กสาวฟ้าใส” ผู้มีพลังพิเศษที่จะทำให้ท้องฟ้าเปิดเมื่อเธออธิษฐานขอพร เมื่อสืบไปเรื่อย โฮดากะจึงได้พบกับฮินะ อานาโมะ (นานะ โมริ) เด็กสาวคนดังกล่าว

สองหนุ่มสาวได้กลายเป็นเพื่อนกันอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักพวกเขาจึงเริ่มทำกิจการร่วมกัน นั่นคือธุรกิจไล่ฝนและทำให้ฟ้าเปิด ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับความสัมพันธ์ของทั้งสองที่พัฒนาไปเป็นความห่วงใยกันทีละเล็กทีละน้อย อันนำไปสู่ความรัก

 

สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมากสำหรับ Weathering with you คืองานออกแบบด้านภาพ โดยเฉพาะฉากหลังซึ่งจำลองบรรดาสถานที่จริงในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างละเอียด ซึ่งถ้าใครเคยเดินทางไปเที่ยวที่โตเกียวมาจะรู้ทันทีว่าหนังเรื่องนี้แถบจะยกเอาทุกอย่างในเมือง เอามาใส่ไว้ในแอนิเมชั่น ความโดดเด่นดังกล่าวนี่เอง ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้เลยว่า โตเกียวในหนังเรื่องนี้ เป็นเมืองจริงๆที่จำลองไปอยู่ในหนัง

สำหรับส่วนบทภาพยนตร์ อาจจะยังไม่อิ่มเอมใจเท่ากับบทใน Your Name เมื่อแรงขับด้านการใช้ชีวิตของตัวเอกอย่างโฮดากะเมื่อเราพิจารณาถึงสาเหตุที่เขาหนีออกจากบ้านเพื่อเดินทางมาโตเกียว ยังดูไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่ ส่วนความพยายามทำให้เรารู้สึกอินไปกับความรักของ หนุ่มสาว ในหนังเรื่องนี้ก็ยังค่อนข้างเบาบาง อย่างเดียวที่เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนคือกลิ่นอายของความเป็นวัยรุ่นหัวขบถ ที่พยายามทำในทุกวิถีทางเพื่อรักษาความรักของตัวเองไว้ โดยไม่สนใจบริบทแวดล้อม ซึ่งก็ตอบโจทย์ความเป็นหนังแอนิเมชั่นความรัก “วัยรุ่น” ที่ขับเคลื่อนชีวิตจาก “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล” ได้ดีทีเดียว

รีวิว Countdown เรื่องราวของ ควินน์ แฮร์ริส พยาบาลสาว

รีวิว Countdown หนังเล่าเรื่องราวของ ควินน์ แฮร์ริส (เอลิซาเบ็ท เลล) พยาบาลสาวที่มาฝึกงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นเด็กสาวธรรมดา ๆ ที่ตั้งใจฝึกงานเพื่อสานฝันได้รับบรรจุทำงานที่นี่ให้ได้ แต่ทว่าอยู่มาวันหนึ่งที่ควินน์ไปปาร์ตี้กับเพื่อน เธอก็ได้รู้จักกับแอปพลิเคชันหน้าตาแปลก ๆ ที่ชื่อ ‘Countdown’ ด้วยความคึกคะนองและบรรยากาศเฮฮาที่พาไป ทำให้เธอก็ยอมโหลดแอปฯ ไปด้วย ซึ่งปรากฏว่า แอปฯ บอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้น! แม้ ควินน์ จะคิดว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็แอบกังวล แล้วในที่สุดเหตุการณ์แปลกประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้นกับเธอจริง ๆ

หนังเรื่องนี้ได้ทีมสร้างจาก Final Destination และ Paranormal Activity มาด้วย นั่นทำให้ทิศทางของ Countdown นั้นก็เหมือนนำแฟรนไชส์หนังโกงตายปนหลอนในยุคก่อนอย่าง Final Destination หรือ The Ring มาผสมผสานกัน ซึ่ง Countdown มันแอบสะท้อนมุมที่คนเราในยุคนี้ติดสมาร์ตโฟนกันจนเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายไปนั้นมาวางเป็นคอนเซปต์หลอน ๆ คล้ายใส่เมสเซจเป็นบทเรียนเชิงเตือนสติวัยรุ่นยุคนี้อยู่ลึก ๆ

สำหรับตัวเรื่องส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างจากหนัง สยองขวัญ ทั่ว ๆ ไปมากนัก แต่คอนเซปต์แอปฯ มรณะ ที่ถูกแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ นั้นทำให้หนังเดินเรื่องได้เรื่อย ๆ และสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจได้อยู่ตลอด ซึ่งไอ้สไตล์ตุ้งแช่ jump scare เนี่ย ยังไงก็ใช้หากินได้ตลอดสำหรับหนังสยองฟอร์มเกรดบี เรียกว่าเสียตังค์มาแล้วยังไงก็ได้ความลุ้นระทึก สะดุ้งตุ้งแช่กลับบ้านได้ตามเป้า

จะว่าไป แม้ว่าองค์หลัง ๆ หนังจะออกทะเลไปหาปลาซะไกลอยู่บ้าง แต่พาร์ทสำคัญก็มีจุดพีคที่แอบทรงพลังอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะประเด็นครอบครัวและคนใกล้ตัว หนังเปรียบแอปฯ และสมาร์ตโฟน อยู่ตรงข้ามกับความสัมพันธ์แบบมนุษย์จริง ๆ พร้อมตั้งคำถามว่าเมื่อถึงเวลาที่คุณจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญในชีวิตคุณจริง ๆ คุณจะเลือกรักษาอะไร ส่วนตัวรู้สึกว่า เอลิซาเบ็ท มีเสน่ห์ดี เป็นสาวผมบลอนด์ที่มองแล้วสดใสไม่เบื่อ แม้ว่าออร่าอาจไม่ถึงหนังใหญ่ แต่รวม ๆ แล้วแบกพาหนังเรื่องนี้ไปได้ไม่ขี้เหร่

รีวิว 21 Bridges พี่น้องรุสโซ จาก Avengers มาเป็นผู้อำนวยการสร้าง

รีวิว 21 Bridges หน้าหนังน่าสนใจมากครับ กับการขายชื่อพี่น้องรุสโซ จาก Avengers มาเป็นผู้อำนวยการสร้าง แถมยังได้ แชดวิก โบสแมน จากบทเจ้าชายทีชาลา มาสวมสูทพกปืนในบทตำรวจสายสืบปืนดุ แถมตัวอย่างหนังยังขายโชว์ฉากแอ็กชันสาดกระสุนกันดุเดือด บวกกับชื่อเรื่อง 21 Briges ที่หมายถึงจำนวนสะพานทั้งหมดที่เชื่อมระหว่างเกาะแมนฮัตตันกับกรุงนิวยอร์ก ทำให้ภาพลักษณ์ของ 21 Bridges คือหนังแอ็กชันตำรวจไล่ล่าโจรดุสาดกระสุนกันดุเดือด ที่ชวนให้นึกถึง Heat และ Ronin นู่นเลย

แชดวิก โบสแมน มารับบท อังเดร เดวิส ตำรวจสายสืบที่อยู่ในช่วงโดนสอบสวนจากฝ่ายกิจการภายใน ข้อหา “นิ้วรั่ว” เพราะเขาวิสามัญคนร้ายไปเยอะมากในช่วงไม่กี่ปี แล้วในคืนนั้นเองเขาก็ต้องเจอกับคดีสะเทือนขวัญ ตำรวจนิวยอร์ก 8 นาย โดนฆ่าตายในร้านอาหารจากสองมือปืนระดับพระกาฬ ที่หนีหายไปพร้อมกับโคเคนบริสุทธิ์ 50 กก. สร้างความโกรธแค้นให้กับตำรวจนิวยอร์กทั้งหมด ที่ต้องการลงโทษด้วยการจับตาย ไม่อยากให้รอดไปถึงกระบวนการยุติธรรม

บทหนังปูฉากหลังตัวละครหลักมาอย่างดีทั้งฝ่ายตำรวจและโจร เดวิส ถูกแนะนำให้รู้จักในฐานะตำรวจตงฉินที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นพ่อที่เป็นตำรวจฝีมือดีแต่ต้องเสียชีวิตในหน้าที่ตั้งแต่เดวิส ยังเป็นเด็ก พอโตขึ้นมาก็เป็นตำรวจตามพ่อและเป็นตำรวจสายดุที่ปลิดชีวิตคนร้ายมานักต่อนัก อีกด้านคือ แจ็กสัน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังปลดประจำการก็เข้าสู่วงการด้านมืด ด้วยการแท็กทีมกับไมเคิล น้องชายของเพื่อนรักที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วเพื่อนเสียชีวิตในสนามรบ แจ็กสันเลยรับช่วงดูแลไมเคิลต่อ แต่ดูแลด้วยวิถีของแจ็กสันด้วยพาเข้าสู่ชีวิตโจร งานคืนนี้ของแจ็กสันและไมเคิล ดูเหมือนจะง่าย ๆ เข้าไปชิงโคเคนที่ซ่อนในร้านอาหาร มีคนเฝ้าแค่คนเดียว ตามสายข่าวบอกว่ามีโคเคน 30 กิโล แต่กลับกลายเป็น 300 กิโล แล้วระหว่างที่จะหนีออกจากร้านก็ต้องเจอกับตำรวจขโยงใหญ่ ก่อให้เกิดการสาดกระสุนกัน แต่ด้วยฝีมือฉกาจของแจ็กสัน จึงปลิดชีพตำรวจเสียเกลี้ยง

ที่เล่ามานี่คือฉากแอ็กชันแรกที่หนังโชว์ฉากโหด ดุ ตั้งแต่ต้นเรื่องเลย ทำให้เราได้เห็นถึงความน่ากลัวของแจ็กสัน ที่ทั้งฝีมือดี และไร้ความปราณี เป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับเดวิส ตำรวจสายดุเช่นกัน สร้างความคาดหวังว่าเราจะได้เห็นฉากปะทะกันอย่างดุเดือดของเดวิส และแจ็กสัน ซึ่งผิดคาดมากครับ เอาแค่นี้พอไม่สปอยล์ หนังเปิดมาได้บรรยากาศระอุมาก เดวิสประกาศกร้าว สั่งปิดทั้ง 21 สะพาน 2 อุโมงค์ แม่น้ำทุกสาย จะล่าสองมือปืนให้ได้ภายในคืนนี้ โอ้ว ฉันจะต้องได้ดูการไล่ล่าที่ตื่นเต้นเร้าใจอย่างแน่นอนภายในหนึ่งชั่วโมงจากนี้ แต่ไม่มีครับ เส้นทางของแจ็กสันและไมเคิลไม่ใช่การหนีออกจากเกาะแมนฮัตตัน แต่ไปส่งโคเคนแล้วก็ไปฟอกเงิน ซึ่งก็วนเวียนอยู่ในแมนฮัตตันนั่นแหละ

เข้าครึ่งชั่วโมงหลัง หนังก็เปลี่ยนจากการ แอ็กชัน ไล่ล่า ไปเป็นการสืบหาผู้ร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังคดีสะเทือนขวัญนี้ ก็ดูเป็นความพยายามยกระดับของหนังจากแอ็กชันตำรวจจับผู้ร้ายธรรมดา ให้ดูมีเงื่อนงำซับซ้อนมากขึ้น แต่ก็นะ สมองแทบไม่ต้องทำงานเลย คนดูน่าจะเดากันได้หมดล่ะ เพราะมันก็เผยกันโจ้ง ๆ ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องแล้วว่าตำรวจยกขโยงมาร้านอาหารกลางดึกกันทำไม ฉะนั้นก็ต้องเตือนกันว่า อย่าไปคาดหวังอะไรมากกับเงื่อนงำของหนังที่วางไว้ตื้นมาก อันนี้ต้องชี้นิ้วไปที่ อดัม เมอร์วิส เจ้าของเรื่องที่มารับหน้าที่แปลงเรื่องของตัวเองเป็นบทภาพยนตร์ด้วย แต่ก็ยังดีที่ผู้สร้างยังจ้างมือเก๋าอย่าง แมทธิว ไมเคิล คาร์นาฮาน ที่ผ่านงานเขียนมาเพียบ Worl War Z, The Kingdom, Deepwater Horizon ให้มาช่วยเกลาอีกที ไม่งั้นคงจะแย่กว่านี้ไปแล้ว

ที่รู้สึกสะดุดตามากคือภาพลักษณ์ของแชดวิก โบสแมน ดูผิดหูผิดตาไปมากจากตอนเป็นเจ้าชายทีชาลา เรื่องนี้แชดวิก ดูซูบไปพอควร ราศีเจ้าชายหายไปหมดเลย แต่ภาพลักษณ์โดยรวมกับการใส่สูทถือปืนก็ดูเข้าที่เข้าทางดี , เจ.เค. ซิมมอนส์ มาในบทหัวหน้าหน่วยแม็กเคนนา เจ.เค. อายุเพิ่ง 65 อ่อนกว่าเดนเซล วอชิงตัน อีกนะ แต่ด้วยริ้วรอยบวกกับศีรษะล้านเลยดูเกินวัยไปมาก ชวนให้คิดว่าถ้าตำรวจวัยนี้น่าจะปลดเกษียณไปนานแล้วนะ, เซียนนา มิลเลอร์ นักแสดงหญิงหนึ่งเดียวในเรื่องนี้ ในบทบาทเจ้าหน้าที่ ปปส. ถูกส่งมาให้ประกบกับเดวิสในภารกิจนี้ รวบผมใส่แจ๊กเก็ตตัวโคร่ง ก็ดูทะมัดทะแมงสมกับเป็นตำรวจ เซียนนาเป็นนักแสดงสายหนังรางวัลเสียเป็นส่วนใหญ่ พอมาเล่นแอ็กชันแบบนี้ก็ดูเป็นงานง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรให้จดจำเช่นกัน

รายที่น่าสงสารสุดคือ ไบรอัน เคิร์ก ในฐานะผู้กำกับแต่แทบไม่มีใครเห็นชื่อเลย เพราะทางการตลาดเน้นขายแต่ชื่อพี่น้องรุสโซ ในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งงานกำกับหนังโรงครั้งแรกของไบรอัน ไม่ขี้เหร่เลย แม้แต่บทตื้น ๆ อย่างนี้ไบรอันก็ยังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม สร้างบรรยากาศรายล้อมได้ชวนระทึก ก็นับว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากงานทีวีซีรีส์ชื่อดังหลาย ๆ เรื่องอย่าง Dexter, Boardwalk Empire, Game of Thrones, Penny Dreadful นั้นไม่เสียหลาย แต่ก็น่าเป็นห่วงที่งานแรกอย่าง 21 Bridges ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก ทั้งนักวิจารณ์และรายได้