การประมาณราคา สร้างบ้าน งานก่อสร้าง ก่อนเริ่มทำจริง

การประมาณราคางานก่อสร้าง

การประมาณราคา สร้างบ้าน หลากหลายปัจจัย ก่อให้เกิดงบบาน อาจเรียกว่า เป็นคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดเลยก็ว่าได้ในแฟนเพจ บ้านไอเดีย เมื่อสมาชิกพบเห็นแบบบ้านที่ถูกใจ หลังจากกดไลค์กันไปแล้ว คำถามต่อมาก็คือ ราคาเท่าไหร่ งบสร้างเท่าไหร่ เนื่องจากหลายๆ แบบที่แอดมินไม่ได้แจ้งราคาไว้อาจเรียกว่าเป็นส่วนมากเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็มีเหตุผลหลายประการ ที่ไม่สามารถแจ้งได้ โดยเฉพาะบางหลัง ที่ไม่มีข้อมูลขนาดพื้นที่ใช้สอย หรืออาจใช้เทคโนโลยีอื่นๆ วัสดุแปลกใหม่ในการสร้างบ้าน ก็จะขอเว้นไว้ ไม่ขอแจ้งราคามั่วให้เกิดความเข้าใจผิดกัน ส่วนแบบบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยอย่างชัดเจน แบบบ้านเหล่านี้ก็สามารถแจ้งราคาได้ครับ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น

เมื่อแจ้งไปแล้ว หลายคนก็ไม่เข้าใจ ว่าเป็นราคาประมาณการเท่านั้น ราคากลาง แต่ผู้อ่านไม่เป็นกลาง ก็กลับกลายเป็นประเด็นต่อเนื่อง เคยมีแบบบ้านบางหลัง แฟนเพจนำไปประยุกต์สร้างจริง เมื่อสร้างเสร็จ งบบานได้ราคาที่สูงกว่าที่เคยประมาณราคาไว้ กลายเป็นว่าบ้านไอเดียผิด ที่ให้ประมาณราคาให้ได้ไม่ตรง (ทั้งๆ ที่มันเป็นการประมาณราคา) เอาหละครับ วันนี้จึงขอนำบทความ ปัจจัยต่างๆ ของราคา ว่าทำไมราคาในการสร้างบ้าน ถึงได้แตกต่างกัน

วิธีคิดคำนวณ งบประมาณการสร้างบ้าน
การคำนวณง่ายๆ หลักการแรก คิดคำนวณโดยอ้างอิงตามพื้นที่ใช้สอย โดยปกติแล้วจะคำนวณกันเป็น ตารางเมตร ตั้งแต่ 8,500 – 20,000 บาท/ตารางเมตร เช่น หากในเว็บบอกข้อมูลไว้ว่า บ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 200 ตร.ม. ก็ให้ตั้งไว้เลย บ้านหลังดังกล่าว มีราคาคร่าวๆ ที่ 2 ล้านบาท แต่หลายหลังก็ไม่ได้บอกไว้ ตรงส่วนนี้ต้องขออภัยไว้ด้วยนะครับ หากแอดมินทราบข้อมูลก็จะบอกไว้ ที่ไม่บอก เพราะสถาปนิกไม่ได้แจ้งมา ก็ไม่ทราบจริงๆ ครับ แต่หากตัวบ้านดูไม่ซับซ้อนมากนัก ก็อาจจะบอกพื้นที่กันแบบประมาณคร่าวๆ ได้ ส่วนข้อแตกต่าง รายละเอียดของความแตกต่างของราคาสร้างบ้านนั้น เกิดขึ้นจากอะไรบ้าง มาดูกันครับ

ปัจจัยที่ทำให้งบบาน & ราคาที่แตกต่าง
– สถานที่ก่อสร้าง จัดได้ว่าเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่จะมีผลในการประเมินราคา แม้บ้านจะมีขนาดพื้นที่เท่ากัน ใช้วัสดุเหมือนกันทุกอย่าง แต่หากมีสถานที่ แตกต่างกัน ก็อาจทำให้บ้านราคาแตกต่างกันได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ สร้างบ้านในจังหวัดเชียงใหม่ VS สร้างบ้านในจังหวัดสงขลา 2 จังหวัดนี้ เป็นจังหวัดใหญ่พอๆ กัน แต่เนื่องจาก จ.สงขลา ค่าครองชีพ ค่าแรง ค่าวัสดุต่างๆ แพงกว่าเชียงใหม่

การสร้างบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงสามารถหาผู้รับเหมาตีราคาได้ถูกกว่าสงขลาพอสมควร หรือแม้แต่ พื้นที่ภายในจังหวัดเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องราคาเท่ากันเสมอไป อาทิเช่น บ้านนาย ก. อยู่ชานเมือง ผู้รับเหมาสามารถขนส่งวัสดุต่างๆ ได้สะดวก อีกทั้งยังมีพื้นที่ไว้สำหรับทำบ้านพักคนงานชั่วคราว บ้านนาย ข. อยู่ในเมือง ยากต่อการขนส่งวัสดุชิ้นใหญ่ เช่น เสาเข็ม อีกทั้งยังไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับสร้างบ้านพักชั่วคราวของคนงาน

ผู้รับเหมาจึงจำเป็นต้องเช่าบ้านให้คนงานอยู่อาศัย เป็นอย่างไรบ้างครับ นี่เพียงตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ยังมีความเปรียบต่างกันอีกมากมาย

– วัสดุก่อสร้าง ของใช้ชนิดเดียวกัน วัตถุดิบต่างกัน ยี่ห้อต่างกัน ลวดลายแตกต่างกัน ย่อมมีราคาที่แตกต่างกันออกไป หากเป็นชิ้นเล็กๆ เพียงไม่กี่ชิ้น คงไม่เห็นข้อแตกต่างมากนัก แต่สำหรับการสร้างบ้าน ปกติแล้วจำเป็นต้องซื้อวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่งในปริมาณที่มาก ยกตัวอย่างกันง่ายๆ อีกครั้ง อาทิเช่น กระเบื้องปูพื้น ปัจจุบันมีหลายเกรด กรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน ในพื้นที่ 1 ตาราเมตรเท่ากัน บางรุ่น ตารางเมตรละร้อยกว่าบาท บางรุ่นตารางเมตรละ สามสี่ร้อย ส่วนต่างเหล่านี้

เมื่อนำไปคูณกับพื้นที่ทั้งหมด ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันมาก อาจมากกว่าเท่าตัวก็เป็นได้ ดังนั้น จึงเป็นการยาก ที่จะมองเพียงภายนอกว่า บ้านหลังดังกล่าวที่สร้างมานั้น ถูก หรือแพง แต่ต้องมองไปถึงรายละเอียดของวัสดุที่เลือกใช้เช่นกัน

– ฝีมือผู้รับสร้าง ไม่ว่าจะเป็น บริษัทรับสร้างบ้าน ผู้รับเหมาทั่วไป หรือแม้แต่นายช่างตามชนบท ก็ย่อมมีเครดิตฝีมือที่แตกต่างกัน บางท่านเน้นงานละเอียด งานปราณีต จึงจำเป็นต้องคิดในราคาแพง บางรายฝีมือระดับหยาบๆ จึงคิดค่าแรงในราคาถูกได้ รวมไปถึงประสบการณ์ และผลงานที่เคยได้ทำมา แน่นอนว่า ผู้เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ จะให้เงินเดือนเท่านายช่างใหญ่ ซึ่งมีประสบการณ์นับสิบปี ก็จะดูขัดๆ ต่อความเป็นจริง ดังนั้น การที่จะบอกว่า บริษัทนั้น ผู้รับเหมาคนนี้ คิดค่าแรง ถูก หรือแพง ก็ไม่สามารถตัดสินได้ จำเป็นต้องดูผลงานควบคู่กันไปด้วยครับ

– ปัจจัยอื่นๆ ทั้ง 3 ข้อที่ว่ามานั้น เป็นส่วนสำคัญหลัก ในการประเมินความแตกต่างของงบประมาณในการสร้างบ้าน แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจทำให้เกิดงบบานได้ ทั้งสภาพอากาศ ความล่าช้าของการทำงาน เวลาก็สำคัญ ข้อมูลบ้านในวันนี้ กลับไปดูอีก 2 ปีข้างหน้า

ก็คงไม่ใช่ราคาเดิมแน่นอนครับ หรือความสูงของตัวบ้าน ก็สำคัญไม่น้อย หากเปรียบเทียบเพียงแค่พื้นที่ใช้สอย ก็ไม่อาจได้คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป ต้องดูความสูงของบ้านด้วยครับ ยังมีอีกหลายๆ ปัจจัยเลยครับ ฯลฯ

วิธีแก้งบบาน
– ตั้งงบเผื่อไว้ซิ : คำตอบนี้อาจดูกวนใจใครหลายๆคน ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แต่เจตนานั้น ไม่ได้ต้องการจะกวนอย่างไร เพียงแต่ส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้

ในช่วงการเสนอราคา ปกติแล้วบริษัทรับสร้างบ้านหรือผู้รับเหมาทั่วไป ต้องการที่จะได้ลูกค้าไว้ก่อน จึงอาจจะเน้นการคำนวณราคาแบบปกปิด อาจจะบอกไม่หมด ประมาณว่า ค่อยว่ากัน ส่วนเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ ก็อยากจะได้ของถูก คาดหวังว่า ผู้รับเหมาจะเสนอราคาถูกๆ มาให้ ซึ่งเราจะเจอกรณีเช่นนี้กันเป็นส่วนใหญ่

จะมีน้อยรายที่เสนอราคาเผื่อไว้ และมีเจ้าบ้านน้อยราย ที่ต้องการหาผู้รับสร้างในราคาสูง เราจึงอาจจำเป็นต้องตั้งงบเผื่อไว้ อาทิเช่น สร้างบ้าน 1.5 ล้านบาท อาจเผื่องบไว้ที่ 2 ล้านบาท เมื่อตอนสร้างจริง เสร็จสิ้นแล้ว 1.9 ล้านบาท อีก 1 แสน ถือเป็นกำไร เอาไว้ซื้อของประดับ ซื้อต้นไม้มาจัดสวนสนุกๆ คิดงบเผื่อไว้ ก็ยากยิ่งที่จะบาน

– ตกลงให้ชัดเจน : ตามพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ มักเกรงใจกันก่อนแล้วค่อยไปทะเลาะกันตอนหลัง หากเป็นการดำเนินงานในต่างประเทศ กระบวนการติดต่อ จะเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาในการตัดสินใจอย่างละเอียดมาก พวกเขาจะไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน

ตรวจสอบหลักฐานต่างๆ อย่างรัดกุม ใช้การพูดคุยให้เครียกันไปตั้งแต่แรก หลังจากตกลงกันได้แล้ว ก็จะไว้ใจโดยทันที

แต่สำหรับพวกเราคนไทย ส่วนใหญ่แล้วตอนตกลงงานกันนั้น มักจะไม่ค่อยตรวจสอบรายละเอียดอะไรมากนัก และมักจะละเลยอ่านข้อตกลง ข้อสัญญาต่างๆ ให้ความไว้วางใจในเอกสาร

แต่เมื่อดำเนินงานจริงไม่ค่อยไว้ใจ จึงอาจเป็นที่มาของผู้รับเหมาหนีงาน ที่มาของปัญหาทะเลาะกันต่างๆ นานาน เพราะฉะนั้น ทางที่ดี เราควรจะชัดเจนแจ่มแจ้งกันไปตั้งแต่แรกนะครับ อะไรที่ค้างคาใจ ก็อย่าปล่อยให้เลยผ่านไป เพราะเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง สิ่งที่ค้างคาใจ มันย่อมแสดงออกมาอยู่ดี

 

ออกแบบบ้าน

วิธีแต่งและออกแบบ บ้านย้อนยุค ให้ดูทันสมัยและน่ามอง

วิธีแต่งและออกแบบ บ้านย้อนยุค ให้ดูทันสมัยและน่ามอง

วิธีแต่งและ ออกแบบ บ้านย้อนยุค ให้ดูทันสมัยและน่ามอง หยิบเรื่องราวในอดีตมาแต่งบ้านให้ไม่รู้เบื่อ หวนไปนึกถึงช่วงเวลาของความเป็นเด็ก เพื่อปลุกความทรงจำให้กลับมารู้สึกดีอีกครั้ง สำหรับใครที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้านสไตล์เรโทรรวมไปถึงสไตล์วินเทจแล้วละก็ วันนี้เรามีไอเดียตกแต่งบ้านย้อนยุคให้น่าลุ่มหลงมาฝาก

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ เมื่อต้องการตกแต่งบ้านให้มีกลิ่นอายของความเป็นย้อนยุค สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงนั่นคือการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เริ่มจากมองเฟอร์นิเจอร์เก่าเก็บสมัยคุณตาคุณยาย นำมาจัดให้เข้ากับสไตล์ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตู้กับข้าวหลังเก่า จักรเย็บผ้า สามารถนำมาแต่งแต้มเพิ่มความขลังให้บรรยากาศของบ้านให้ดูคลาสสิกได้เช่นกัน

ไอเท็มคูลๆ สร้างอินเนอร์ให้บรรยากาศภายในบ้านดูเก่าแต่เก๋า โดยการหยิบเครื่องพิมพ์ดีดโบราณมาตกแต่ง เพราะเครื่องพิมพ์ดีดที่หลายคนมองข้าม ถูกวางไว้ภายในห้องเก็บของ สามารถสร้างลุควินเทจให้บ้านได้อย่างไม่น่าเชื่อ จัดวางคู่กับอะไรก็ได้นะคะ หรือจะเป็นแจกันเก๋ๆขนาดเล็ก ก็เพิ่มความสดใสไปอีก

อยู่อย่างวินเทจ กาลเวลาที่ผันแปรมานานแต่ก็ไม่เคยทำให้ความชื่นชอบของสไตล์วินเทจลดลงไปเลย เฉกเช่นเดียวกับไอเดียนี้ นำเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายมีกลิ่นอายของความเป็นวินเทจมาไว้ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตู้สีขาว โต๊ะ เก้าอี้ เสริมความโดดเด่นเหนือกาลเวลาด้วยรูปภาพ เข้ากันได้ดีกับอารมณ์เก่าๆ

ห้องรับประทานอาหารเคล้าอารมณ์คลาสสิก จัดห้องรับประทานอาหารให้เก่าเสมือนมีอารมณ์ขลังเคล้าอารมณ์คลาสสิก โดยการนำเก้าอี้หุ้มเบาะกำมะหยี่ และม้านั่งยาวหนังสำหรับนั่งรับประทานอาหาร และผสมผสานให้เข้ากันกับโต๊ะหินอ่อน ผนังแต่งแต้มด้วยกรอบรูป ถ่ายทอดเรื่องราวจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

สถาปนิก

วิธีการจัดเก็บ การประหยัด พื้นที่ในการใช้สอย ของ ในบ้าน

วิธีการจัดเก็บ การประหยัด พื้นที่ในการใช้สอย ของ ในบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กหรือใหญ่ หลายบ้านต่างต้องเผชิญกับปัญหาพื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะด้วยข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่มีจำนวนมากจนไม่สามารถจัดเก็บได้อย่างเพียงพอ การออกแบบพื้นที่จัดเก็บของใช้ให้เป็นระเบียบโดยไม่เปลืองพื้นที่ใช้สอยในบ้าน ด้วยไอเดียสุดล้ำเหล่านี้ที่เรานำมาฝากกัน ก็พร้อมเปลี่ยนบ้านรกให้กลับมาน่าอยู่และเพียงพอต่อการใช้งานมากกว่าเดิม

จัดเก็บเต็มผนัง
เมื่อพื้นที่มีจำกัดหรือมีของใช้จำนวนมาก การจัดเก็บอย่างชาญฉลาดจึงสำคัญ ลองปรับเปลี่ยนผนังภายในบ้านให้สามารถใช้งานได้มากขึ้น โดยการบิลท์อินชั้นวางจัดเก็บแนวตั้งที่มีความสูงเต็มผนังจากพื้นจรดเพดาน ซึ่งมาพร้อมชั้นวางอันหลากหลาย อาจดีไซน์เป็นชั้นวางเปิดโล่งสำหรับโชว์ของใช้ดีไซน์สวย หรือมีบานปิดเพื่อซ่อนเก็บของใช้ในบ้านให้เป็นระเบียบ ก็ช่วยให้หยิบจับของที่ใช้บ่อยได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันก็ซ่อนเก็บความรกไว้หลังบานตู้ให้พื้นที่ในบ้านดูเป็นระเบียบและสะอาดตา

ผสานฟังก์ชั่นจัดเก็บ
การมองหาพื้นที่เรียบโล่งในบ้านที่ปราศจากของใช้รกตาอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากผสมผสานไอเดียสร้างสรรค์เพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนบ้านรกให้ดูสะอาดตาก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์หลากฟังก์ชั่นและสามารถใช้งานได้หลากหลายในการตกแต่งบ้าน โดยอาจดีไซน์ผนังบริเวณทีวีให้มาพร้อมชั้นวางสำหรับจัดเก็บในแนวตั้ง แบ่งของบางส่วนที่สามารถใช้งานได้ในบริเวณเดียวกันมาจัดเก็บไว้ในมุมห้องนั่งเล่น ก็ช่วยให้สามารถหยิบใช้งานสิ่งของต่าง ๆ ได้อยากสะดวกและง่ายดาย

เปลี่ยนพื้นที่จัดเก็บเป็นมุมสวยของบ้าน
ของใช้หลากดีไซน์เมื่อนำมาจัดเก็บรวมกันให้เป็นระเบียบในมุมที่เข้าที่เข้าทาง ก็สามารถเปลี่ยนเป็นมุมสวยของบ้านที่พร้อมโชว์ได้เช่นกัน เพียงแค่ออกแบบชั้นวางจัดเก็บให้มาพร้อมดีไซน์สวยงามที่กลมกลืนไปกับพื้นที่อยู่อาศัย อาจใช้เป็นชั้นวางเปิดโล่งสไตล์ลอฟท์ที่โชว์ความสวยของโครงสร้างเหล็กและวัสดุไม้ หรือจะบิลท์อินมุมนั่งเล่นให้มาพร้อมลิ้นชักจัดเก็บใต้ที่นั่ง ก็ช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านพร้อมเปลี่ยนมุมรกให้ดูสะอาดตามากยิ่งขึ้น

ซ่อนเก็บแนบเนียนและพร้อมโชว์
ไอเดียสุดล้ำของการจัดเก็บคือการออกแบบดีไซน์ที่สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่าและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนมุมที่คาดไม่ถึงอย่างพื้นที่ใต้บันไดให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่เพื่อการจัดเก็บ ด้วยการปรับเปลี่ยนมุมว่างใต้บันไดให้เป็นพื้นที่ห้องเก็บของ ซึ่งบ้านรุ่นใหม่จะมาพร้อมฟังก์ชั่นกั้นห้องเก็บของใต้บันไดในตัว แต่หากต้องการพื้นที่จัดเก็บเพิ่มมากขึ้น แนะนำให้เพิ่มไอเดียสร้างสรรค์โดยการบิลท์อินชั้นวางแนวตั้งที่สามารถเปิด-ปิดส่วนใช้สอยบริเวณห้องใต้บันไดได้อย่างแนบเนียน เพื่อใช้ฟังก์ชั่นในบริเวณนี้ให้เป็นมุมชั้นวางจัดเก็บของบ้านเพิ่มอีกหนึ่งมุม

 

สถาปนิก

Review Movie I Am Bolt (2016) his life in the fast lane Post author

Review Movie I Am Bolt (2016) his life in the fast lane Fans of Usain Bolt will find much to relish in this gushing homage to the nine-time Olympic gold medallist, which chases its idol from his 2015 slump, via scenes of downtime in Jamaica to the podium in Rio.

Along the way we meet his parents, his obligatory grizzled coach and his best friend, NJ, who (perhaps tellingly) serves as the film’s co-producer and whose duties extend to tasting Bolt’s food. Could there, God forbid, be some scandal or mess in the wings; anything that might complicate our sense of a peerless athlete with the world at his feet? If so, we aren’t shown it.

Bolt sets the pace and this documentary, it seems, is happy to follow his lead.

… as you join us today from Thailand, we have a small favour to ask. Through these turbulent and challenging times, millions rely on the Guardian for independent journalism that stands for truth and integrity.

Readers chose to support us financially more than 1.5 million times in 2020, joining existing supporters in 180 countries.

For 2021, we commit to another year of high-impact reporting that can counter misinformation and offer an authoritative, trustworthy source of news for everyone.

With no shareholders or billionaire owner, we set our own agenda and provide truth-seeking journalism that’s free from commercial and political influence.

When it’s never mattered more, we can investigate and challenge without fear or favour.

New documentary I Am Bolt doesn’t fall into the trap of trotting out samey platitudes or regurgitating what everyone already knows about its subject – one Usain Bolt, the nine-time Olympic sprint gold medallist.

Instead, it is a very honest piece of work which does rather more than scratch the surface.

In fact, it actually gets right under the skin of this superstar and reveals a depth not previously apparent in a man usually to be found owning his stage and commanding his crowd.

Bolt clearly trusted producers Ben and Gabe Turner, the men behind this film. In front of the camera he is open and unguarded. The viewer is welcomed in.

“Every year, I worry ‘am I still fast?’”

It is definitely Bolt, but here he’s different.

For example he discusses how, despite his complete
and utter dominance of his chosen profession, he
begins every year wondering if he still has what it takes.

There is the admission, too, of a serious lack of
motivation as the Rio Olympics – what were to
be his crowning glory – came looming into view.

That state of mind followed on from an ankle injury sustained in a nightclub which meant he missed a significant chunk of training right when he couldn’t afford to.

As we learn, however, Justin Gatlin’s bravado on a US TV show soon sparked Bolt back into action, but there is a thread running through the film of a man having to fight against himself

largely against his own body. As his agent Ricky Simms puts it: “Injuries have been his biggest rival in his career”.

Unlike many others, we have maintained our choice: to keep Guardian journalism open for all readers, regardless of where they live or what they can afford to pay.

We do this because we
believe in information
equality, where everyone deserves to read accurate
news and thoughtful analysis.

Greater numbers of people are staying well-informed on world events, and being inspired to take meaningful action.

In the last year alone,
we offered readers a comprehensive,
international perspective on critical events

from the Black Lives Matter protests, to the US presidential election, Brexit, and the ongoing pandemic.

We enhanced our reputation for urgent, powerful reporting on the climate emergency, and made the decision to reject advertising from fossil fuel companies, divest from the oil and gas industries, and set a course to achieve net zero emissions by 2030.

If there were ever a time to join us, it is now. You c an power Guardian journalism and help sustain our future.

อ่านต่อ  

Review The Good Doctor Season 4 Medical drama Series

Review The Good Doctor Season 4 Medical drama Series

‘ The Good Doctor ’ season 4 opened with the coronavirus (COVID-19) pandemic taking over the hospital

At the start of The Good Doctor, a woman walked into a store front and handed the cashier money, but not before having a coughing fit. Without any mention of the coronavirus, fans could already tell the pandemic would be the focus of episode 1.

The woman eventually went to the hospital, concerned that she had the virus, but Dr.

Morgan Reznick told her the novel coronavirus doesn’t cause a sore throat (mirroring the initial misunderstanding of symptoms in real life).

Throughout the show, more coronavirus patients were admitted to the hospital, with patient zero eventually dying.

The episode, though strong in raising awareness, was arguably anxiety inducing for those living through the same disease in real time. And that’s where fans saw a problem.

Some fans gave negative reviews about the pandemic being the focus of the show The show’s premiere was long-anticipated, but the fictional take on the pandemic didn’t sit well with some fans.

People took to social media to express their distaste in the show’s decision to imitate the real-world tragedy the pandemic has caused.

“Glad this show is back but why does Covid have to be in everything,” one person wrote under an Instagram photo.

“I wish the storyline wasn’t COVID-19. Popping on a show is my escape from this living hell,” someone else commented.

“If this is what season 4 is gonna be about this is gonna be disappointing,” one fan critiqued.

“This season hits [too] close to home for a lot of people. I will not be watching,” another user wrote.

Still, others were in support of highlighting the pandemic as a means of bringing awareness to frontline workers’ daily reality. “I work on the frontlines with covid patients …

Thank you for sharing our stories,” one person wrote. “Please stop with the negative comments regarding this show. How could they not cover the pandemic?” another user questioned.

Regardless of how fans felt about the pandemic focus, they did get their Dr. Melendez fix.

Toward the end of the episode, as Dr. Browne
headed into a store room in search of a deceased
patient’s necklace, Dr. Melendez emerged as somewhat
of a ghost-like figure; he spoke to her for a brief moment.

During the season 4 preview at the show’s end,
Dr. Melendez is seen again — this time, speaking
to Dr. Browne in her car.

It’s possible the show found a way to keep Dr. Melendez
on board in a small way, which fans will certainly be happy
about, since his death was not well received among viewers.

Watch The Good Doctor on ABC, Mondays at 10 p.m. EST.

The Good Doctor has quickly become one of ABC’s most-watched drama shows.

Now in its third season, almost all of the original
cast members are still there, and the show continues
to have well-written plot points that keep the suspense
intact without reaching for an unrealistic storyline.

But another aspect of the show that has been touched on more this season is the relationships between characters.

And you’d be surprised to know which two cast members are married in real life.

The show’s star, a character named Shaun Murphy
(Freddie Highmore), shines at the operating table
with his incredible ability to come up with solutions
and diagnoses better than any of his coworkers.

อ่านต่อ 

Review Movie Romance Drama A Star is Born (2018)

A Star is Born

There’s a scene early into Bradley Cooper’s crowd-pleasing “ A Star is Born ” that distills what it’s really about and why it will hook viewers till the last frame. Cooper’s Jackson Maine, an alt-country singer with a bit more heavy guitar, is getting drunk in a drag club after a show when he meets Lady Gaga’s Ally. Having worked at the club before, and now waitressing elsewhere, she’s come back to sing a song, a jaw-dropping version of “La Vie en Rose.”

She sashays her way down the bar and ends up locking eyes with Maine as her vocals continue to rise.

He is blown away by her talent, but there’s something deeper in that eye contact.

Something ineffable.

Not long after, while Ally is getting ready to leave with Maine to get another drink, he plays a heartfelt song of his own for the club owner, and she comes out as he’s wrapping up, making eye contact as his vocals find emotional depth.

These are two people who fall in love with each other’s talent as much as anything else, inspired by one another in a way that artists often are.

This story has been told several times before—and influenced other similar romances—but Cooper and Gaga find a way to make this feel fresh and new. It’s in their eyes.

Before that first night is over, Jackson has realized the depth of Ally’s talent, even hearing her sing part of a song she wrote that will soon become a massive hit for the two of them.

These early scenes of “A Star is Born,” especially the first in which Ally sings in front of a Maine audience, are magical.

There’s an unforced chemistry between Cooper and Lady Gaga that makes these characters easy to root for, and I’ll admit to a natural affinity for stories of true talent finally coming out of the shadows. The real Gaga knows a thing or two about how one rises from waitress to superstar, and she nails the blend of apprehension and confidence that this kind of thing takes. Of course, Ally is nervous to go on stage or to write songs, but she also senses she’s pretty damn good at it. She’s no mere wallflower watered by a confident man. She’s a force of nature who Jackson gives the encouragement to do her thing.

Of course, the arc of all versions of “A Star is Born” is pretty much the same in that it’s about one comet rising while another crashes. The first time we see Jackson, he’s popping pills, and he’s deeply alcoholic.

He allows his demons even more space as he watches his partner achieve massive fame with a form of pop that he finds shallow.

Cooper does some of the best work of his career as the kind of man who’s always restless. A friend played by Dave Chappelle tries to offer the advice that every man needs to eventually settle down and stay in a port instead of pulling anchor and moving on again, but Jackson can’t stay still. He’s one of those addicts who uses any excuse to fuck things up. He is as self-sabotaging as he is talented, but Cooper avoids just enough of the clichés of the “alcoholism movie” to keep him real.

It’s an excellent performance, one that balances Gaga’s in fascinating ways. As she becomes more of a pop legend and he maintains his whiskey-drinking aesthetic, it’s easy to see them pulling apart but the performers keep us believing that these people care about and even need each other.

Sometimes the same need that builds us up can eventually destroy us.

“A Star is Born” loses its way slightly in the second half as Ally becomes a household name. Some of the pop fame material doesn’t work, especially a misjudged “SNL” musical performance, as it seems to almost treat what Ally (and even Gaga herself in the real world) do a bit too superficially. The movie seems to agree too easily with Jackson’s belief that pop is disposable. It isn’t always.

And the triangle that forms between Ally, Jackson, and Ally’s manager is the most clichéd and least effective aspect of the film. Luckily, Cooper the director regains his footing in the end, bringing his debut film in for the emotional conclusion that even those who haven’t seen the originals will be able to predict is coming, but be moved by nonetheless.

Cynics may be tempted to rip apart “A Star is Born” but there’s just too much that’s been done right here for them to sound legit. (A friend joked, “It’s a musical even angry people can like.”) It’s about the people. As is so often the case with actors-turned-directors, Cooper knows how to direct his cast, getting great work from Gaga, Sam Elliott, Andrew Dice Clay, and more. And the film is anchored by its heart-baring music—Cooper wisely allows Gaga to sing complete songs more than once, while also holding his own as a singer himself. A lot of ticket buyers go to the movies for the characters, people they can feel like they know and maybe even care about, and “A Star is Born” delivers two of the most memorable of the year. It’s a film that believes in the power of a song to connect with its listener in a way that can change their lives. And it will be a beloved piece of work for those who believe in it too.

This review was originally filed from the Toronto International Film Festival on September 8, 2018. อ่านต่อ

Review Series Tale of the Nine Tailed Fantasy Action korean

Review Series Tale of the Nine Tailed Fantasy Action korean

Tale of the Nine Tailed is not like your typical gumiho story. It’s a love story, yes, but there’s no liver eating foxes in this drama. Tale of the Nine Tailed This drama is based on the folklore about the mountain spirit and Imoogi, the evil sea spirit.

In this drama, the mountain spirit called Lee Yeon (played by Lee Dong Wook) falls in love with a human during his mountain spirit days but leaves his position when his love died so that she could be reincarnated.

Present day, Lee Yeon lives as a nine tailed fox and meets Nam Ji Ah (played by Jo Bo Ah), who’s a documentary director on the supernatural and has the same face as the woman Lee Yeon loved in the past. Lee Yeon soon finds himself battling Imoogi and stuck in the same disposition as he was in the past – save himself or save Ji Ah.

When I first started watching this show, I know many people had their reservations because they were afraid this was going to end like Hwayugi.

I won’t be talking about the ending here, but the concept was pretty similar. Lee Yeon is a nine tailed fox – he’s immortal and Ji Ah is only a human being.

They were never meant to be together but nine tailed
foxes only mate once for life aka they only have one lover,
which is why Lee Yeon is constantly pursuing Ji Ah.

I never had anything against Hwayugi – maybe it didn’t end as I wanted it to, but the whole plot was great and I can’t deny that.

Similarly, Tale of Nine Tailed also had a great plot,
although not as funny but possibly more intense than Hwayugi was.

I think what can be improved about this show is its explanations on the folklore.

Maybe I wasn’t paying attention when they explained some
things but I actually didn’t understand what was going on
in the beginning until I reread every episode on Dramabeans.

Perhaps I was just the wrong audience for this but
I would love to learn more about folklore through
dramas rather than reading up on them on Wikipedia.

I didn’t exactly know who or what Imoogi was, why this gumiho drama was not about eating livers, and Taluipa’s role the underworld.

But despite all this, it’s pretty clear who is the antogonist and who is the protagonist so I guess it didn’t matter all too much.

As expected, every arc ends with either Lee Yeon or
Ji Ah in trouble or on the verge of death.

All our characters make great sacrifices for each other
and learn many lessons along the way. But most importantly,
I love that our characters aren’t dumb.

They aren’t really fueled by emotions and can use their
brains to trick their opponents. I loved that our main
female lead is a smart character and not easily tricked,
unlike so many other useless female leads that we see in dramas. อ่านต่อ

รีวิวซีรีย์เกาหลี Do Do Sol Sol La La Sol โน้ตรักทำนองหวาน

รีวิวซีรีย์เกาหลี Do Do Sol Sol La La Sol โน้ตรักทำนองหวาน

ซีรีส์เกาหลี Do Do Sol Sol La La Sol  โน้ตรักทำนองหวาน แนวรักตลกเบาสมองแบบหวานหวานใสๆ ของนางเอกผู้ไม่เป็นอะไรเลยนอกจากเล่นเปียโน กับพระเอกสุดซึนที่แอบยอมช่วยนางเอกทุกอย่าง หลังเห็นเธอตกตระกรำลำบากแบบไม่คาดคิดในวันแต่งงาน ที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปหมดสิ้น รีวิว Do Do Sol Sol La La Sol

เรื่องย่อ
‘คูรารา’ เธอเป็นนักเปียโน ที่โตมากับคุณพ่อที่คอยให้กำลังใจเธอมาตลอด แต่แล้ววันหนึ่ง เธอได้สูญเสียคุณพ่อไปกระทันหัน จนทำให้ชีวิตของเธอเสียศูนย์ รวมไปถึงยังโดนยึดบ้าน จนทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวที่เหลือแต่สุนัข และรถที่พ่อเธอซื้อให้ แต่แล้วโชคชะตาก็ได้นำพาให้เธอมาเจอกับ ‘ซอนอูจุน’ เด็กหนุ่มที่ทำให้เธอได้กลับมาเล่นเปียโน และยิ้มกว้างอีกครั้ง

ชื่อไทยคือ โน้ตรักทำนองหวาน เป็นซีรีส์แนว โรแมนติก คอมเมดี้ ดนตรี สัญชาติเกาหลี ที่กำลังออนแอร์อยู่ในคณะนี้ และถือได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ทำเอาแฟน ๆ ซีรีส์ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “ อยากเป็นนางเอกมาก ” เพราะด้วยความน่ารัก ความใส่ใจของพระเอกนั้นทำเอาเราต่างก็เขิน และอิจฉานางเอกกันสุดๆ

เนื้อเรื่อง
คู รารา รับบทโดย โค อา-รา หญิงสาวผู้มีฝีมือและความสามารถ​ในการเล่นเปียโน และชีวิตเธอก็สุขสบายมาตลอด จนกระทั่งถึงวันที่ คู รารา แต่งงาน เธอก็ได้พบเรื่องที่น่าเศร้าขึ้น คู มันซู รับบทโดย ออม ฮโย-ซอบ ผู้เป็นพ่อได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้การแต่งงานนั้นต้องถูกยกเลิกในทันทีพร้อมกับการล้มละลาย​ที่เธอจะต้องพบเจอในอนาคตอีกด้วย

คู รารา ตอนนี้เธอได้ล้มละลายเรียบร้อยแล้ว แต่ในความโชคร้ายนี้ เธอก็ยังพอมีเงินติดตัวจากในส่วนของทรัพย์​สมบัติ​ของคุณพ่ออยู่ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 100 ล้านวอน (ประมาณ 2,700,000 บาท)​ และ จูจู (รถยนต์คู่ใจของ รารา)​

โดยเธอได้ตัดสินใจที่จะไปซื้อห้องพักแห่งหนึ่งซึ่งมีมูลค่า 100 ล้านวอน และตัดสินใจที่จะพา มีมี่ (น้องหมาสุดน่ารักของ รารา)​ มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ไปด้วยกัน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะ Happy Ending ตั้งแต่เริ่มเลยใช่ไหมครับ?

แต่มันไม่ง่ายแบบนั้น เมื่อโชคชะตา​ได้เล่นตลกกับเธออีกครั้ง เพราะ รารา ได้มาทราบในภายหลัง​ว่าเธอถูกโกงจากนายหน้าขายที่ ทำให้เงิน 100 ล้านวอนที่เธอมีนั้น สูญสลายไปในชั่วพริบตา​ นั่นจึงทำให้เธอต้องเดินทางไปเยี่ยมหลุมศพของคุณพ่อและคุณแม่ของเธออีกครั้ง เพราะนี่อาจเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิตของเธอ

แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่า Twinkle, Twinkle, Little Star. ชื่อไอดีใน Ins… gram ที่ได้ถ่ายรูปสถานที่ต่าง ๆ และที่พักที่จะให้เธอสามารถไปอยู่พักอาศัยได้ ปรากฏ​ขึ้น นั่นจึงทำให้เธอเกิดความสงสัยในไอดีนี้อีกครั้ง เพราะ Twinkle, Twinkle, Little Star. เป็นรหัสลับที่จะใช้ระหว่างเธอกับคุณพ่อของเธอเท่านั้น เธอจึงคิดว่า นี่อาจเป็นสัญญาณ​ของความช่วยเหลือจากใครบางคนที่เธอรู้จักก็เป็นได้ เธอจึงออกเดินทางอีกครั้ง

เธอได้เดินทางไปถึงสถานที่ที่ Twinkle, Twinkle, Little Star บอกกล่าว แต่เคราะห์​ซ้ำกรรมซัดเมื่อเธอต้องประสบอุบัติเหตุ ที่ขับรถโดยประมาทจนเกือบชนคนที่ขี่จักรยานแถวนั้นเข้า ทำให้เธอต้องหักรถหลบหนีและตัวรถก็ไปกระแทก​กับที่กั้นถนนจนทำให้เธอสลบไป

แต่ในความโชคร้ายก็พอจะมีความโชคดีอยู่ เมื่อ ซุน วู จุน รับบทโดย อี แจ-อุค ชายปริศนาที่ได้มาส่งดอกไม้ให้เธอในวันแต่งงานของ คู รารา คือคนขี่จักรยานที่เธอเกือบจะชน นั่นทำให้ตัวของ จุน ต้องรีบไปช่วยเหลือ รารา ให้เร็วที่สุด ก่อนที่เธอจะเป็นอะไรไป

การดำเนินเรื่อง
ซีรีส์ที่เน้นเรื่องหวานแหววพร้อมทั้งขายเสียงหัวเราะคิกคักกับความกุ๊กกิ๊กของพระเอกนางเอกไปพร้อมๆ กัน ต้องบอกเลยว่าคนที่จะดูเรื่องนี้สนุกต้องถอดสมองออกจากหัวให้โล่งๆ ไปก่อนเลย เพราะเรื่องนี้นำเสนอความใสน่ารักๆ ของตัวเอกทั้งคู่ โดยไม่ต้องการความสมเหตุผลของตังละครหรือเรื่องราวเลยแม้แต่น้อย

เอาว่าถ้าดูหนังใหม่เต็มเรื่องแบบคิดมากหรือคิดตามเรื่องเหตุผลในเรื่องเรื่อยๆ นี่มีหงุดหงิดแน่นอน เอาแค่เริ่มมาตัวนางเอกก็เกิดมาพร้อมคาแรกเตอร์ผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง เพราะมีพ่อรวยคอยป้อนเลี้ยงดูมาตลอด พ่อสนใจแค่ให้นางเอกเล่นเปียโนให้ได้เท่านั้น ก็เลยเล่นเปียโนมาตลอด 20 ปี (แต่ก็ไม่ได้เก่ง)

แล้วตัวนางเอกเองก็ใสซื่ออ่อนต่อโลก อีกทั้งยังมีฉากแสดงให้เห็นแบบชัดๆ เลยว่าเธอฉลาดน้อยมากๆ จนถึงขั้นโง่เลยก็ได้กับการบวกเลขไม่ถูก แล้วก็อ้างเหตุผลว่านักดนตรีดังๆ ของโลกก็มีปัญหากับการเรียนเรื่องอื่นเหมือนกัน

แถมพอตกอับบ้านมีปัญหาต้องเอาตัวรอดคนเดียวก็เหมือนไม่ใส่ใจจะหาทางรอดชีวิตให้ได้เลย ยังทำตัวใสๆ ไปวันๆ เล่นโซเชียลถ่ายน้องหมาอยู่อีก ดังนั้นถ้าดูแบบคิดมากตัวคาแรกเตอร์ของนางเอกในเรื่องนี้จะน่ารำคาญมากถึงมากที่สุด ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยอารมณ์ง้องแง้งอยู่ตลอดเวลา

แต่ก็ต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์ของตัวนักแสดง Go Ara เองที่ทั้งหน้าตาและลุคเข้ากับบทนี้มาก ทำให้ความน่ารำคาญที่รู้สึกในตอนแรกนี่มลายหายไปสิ้นในเวลาต่อมาแบบไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เลย (คนเขียนแอบงงๆ ด้วยซ้ำว่าทำไมสนุกไปกับตัวคาแรกเตอร์งี่เง่าแบบนี้ได้)

และด้วยเหตุผลอีกประการคือ “อีแจอุค” (LEE JAE WOOK) พระเอกน้องใหม่เรื่องแรก หลังจากที่พึ่งเล่นซีรีส์มาแค่ 4 เรื่องเป็นตัวประกอบเรื่องหรือบทพระรองทั้งหมด Memories of the Alhambra , Search: WWW, Extraordinary You, When the Weather Is Fine

ซึ่งถ้าคนจดจำได้ดีสุดคือบท แบคคยอง ใน Extraordinary You ที่เป็นพระเอกตัวร้ายสุดๆ เอาว่าร้ายจนเด่นเหมือนเป็นพระเอกอีกคนเลยก็ว่าได้ มาคราวนี้ได้เป็นพระเอกเต็มตัวแบบไม่ต้องมาแย่งซีนใครอีกแล้ว (จริงๆ อีแจอุคนี่เด่นจนแย่งซีนมาแทบทุกเรื่อง)

ซึ่งคาแรกเตอร์ของเขาก็สอดรับแนวทางเดียวกับนางเอก คือหนุ่มที่ปิ๊งรักแรกพบนางเอก แถมห่วงหาอาทรพยายามช่วยนางเอกที่ตกอับอยู่ตลอดเวลา จนแทบจะเป็นคนรักหวานแหววในเวลาแค่สองตอนแรกเริ่มของเรื่องเท่านั้น

ซึ่งถ้าเป็นซีรีส์เว็บหนัง HDเกาหลีทั่วไปบทแบบนี้ต้องพยายามขายสโลวไลฟ์โรแมนติก แต่เรื่องนี้กลับไม่ใช่แบบนั้น บทของอีแจอุคคือพระเอกที่แอบซึนรักนะแต่ไม่บอก หาเรื่องแกล้งตกกระไดพลอยโจนยอมให้นางเอกหลอกแบบใสๆ ขำๆ ไปเรื่อย เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องมาบอกว่าเป็นอะไรกัน

คือแค่เรื่องออกมาสองตอนคนดูก็รู้เลยสองคนนี้สปาร์คกันสุดๆ แต่แค่ไม่ต้องมาหวานเลี่ยนอะไรออกนอกหน้า ซึ่งด้วยลุคหน้าตาแบดๆ ของพระเอกด้วย ถ้าใครเคยดู Extraordinary You ถึงช่วงที่เขาหวานๆ ในเรื่องนี้ก็คล้ายกันแต่หวานใสๆ กว่ามากมาย ดูแล้วอิ่มอกอิ่มใจกับความรักใสๆ ที่เขามีให้นางเอกง่ายๆ แบบไม่ต้องการเหตุผลอะไรมาก

นอกจากแค่ถูกชะตารักแรกพบแล้วดันเจอนางเอกน่าสงสารสุดขีดพอดีเข้าเท่านั้น ซึ่งต้องบอกว่าถ้าใครดูแล้วถูกชะตาทั้งกับพระเอกนางเอกคือจบเลย รับรองว่ามีหลงหนักกับเรื่องนี้แน่นอน แต่ต้องบอกเพิ่มว่าแบ็คกราวด์ชีวิตพระเอกในเรื่องค่อนข้างน้ำเน่ามากแบบละครไทยเลย เป็นลูกเศรษฐีหนีมาใช้ชีวิตคนเดียว

รีวิว
ซึ่งตรงนี้รู้สึกว่าเล่นพล็อตน้ำเน่าง่ายไปหน่อย ทั้งๆ ที่เปิดเรื่องมาเป็นกรรมกรแบกหามกลับดูน่าติดตามมากกว่า

ตัวเรื่องยังมีตัวละครอื่นๆ ที่แอบมาเกี่ยวข้องกับทั้งสองคนนี้อย่างหมอชาอุน ที่เล่นโดย คิมจูฮยอน ล่าสุดก็จากบทเจ้าของสำนักพิมพ์ใน It’s Okay To Not Be Okay (เป็นตัวละครหลักของเรื่องด้วย) ที่ได้ยินนางเอกเล่นเปียโนเพียงครั้งเดียว

แม้ไม่ชอบที่เธอเล่น แต่ก็ประทับใจกับการแสดงออกเพื่อพ่อ ซึ่งเรื่องนี้จะไปเฉลยในหลังเอนด์เครดิตทุกตอน ให้กดข้ามไปดูกันได้เลยครับ ไม่งั้นอาจจะมีงงๆ ว่าเขามาเกี่ยวข้องได้ยังไง และตรงนี้ยังมีใบ้ถึงตัวละครอื่นๆ ที่ยังไม่ปรากฎตัวต่อไปด้วยครับ

เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยตัวละครลึกลับ
ที่มาของชื่อเรื่องนี้ก็มาจากมีผู้ติดตามนางเอกผ่านโซเชียลมีเดียในชื่อปริศนา  อันเป็นโน๊ตเพลง โด โด ซอล ซอล ลา ซอล นั่นเอง และก็คอยช่วยเหลือนางเอกในหลายครั้ง ส่วนพระเอกที่วางแบ็คกราวด์มาว่าเป็นลูกเศรษฐีหนีออกจากบ้าน จริงๆ แล้วก็มีความลับมากกว่านั้นซ่อนอยู่อีก

ซึ่งมีผลทำให้เรื่องนี้เปลี่ยนโฉมไปเลยเหมือนกัน (อ่านที่สปอยล์ด้านล่าง) นอกจากนี้ก็ยังมีตัวละครปริศนาเป็นหนุ่มรูปหล่อเพิ่มมาอีกในตอนที่ 6 แม้แต่หมอที่รักษานางเอกก็มีเรื่องปิดบังไว้ส่วนตัวเหมือนกัน ตัวเรื่องจะวางให้ทุกตัวละครชายมาเกี่ยวพันรุมชอบนางเอกทั้งหมด แต่จุดประสงค์ลึกๆ ของแต่ละคนจะต่างกัน อ่านต่อ

Review More Than Friends JTBC 경우의 수 Friends-to-lovers

More Than Friends

Review More Than Friends JTBC 경우의 수  Friends-to-lovers stories never get tiresome. Or do they? JTBC’s latest romance/youth drama More Than Friends tells an age-old tale with some cable channel frankness, but also leans heavily on all the storytelling elements we might expect.

Like many a drama that relies on relationship background, the premiere week of More Than Friends is heavy on its backstory. When we open, we meet our heroine KYUNG WOO-YEON (Shin Ye-eun) in the past during her high school days. She’s adorable and sweet, but a bit persecuted by the cool girl clique. For all the high school angst, though, she also makes two wonderful girl friends, who we’ll also follow through the drama’s storyline — they’re HAN JIN-JOO (Baek Soo-min who I always seem to love), and KIM YOUNG-HEE (Ahn Eun-jin).

But there’s a third character that becomes the centerpiece of her high school years, and that’s the school heartthrob, LEE SOO (Ong Sung-woo). He protects (and yet playfully torments) our heroine like the best of dramaland’s male leads — for all the teasing and mockery, though, Lee Soo is totally charming. It’s easy to see why Woo-yeon falls head over heels for him.

The basic construct of More Than Friends is Woo-yeon’s unrequited love for Soo, and how it’s held her back in more than just her love life. But it’s not like she didn’t try to win him over, either. Our first two episodes chronicle not one, but two, earnest confessions — once in high school, and once when Soo returns from school in the States during their college years. Both times she confesses, or any time she’s honest about her feelings for him, he’s just as frank back: he only sees her as a friend. Pfftt.

Soo often admits that he’s selfish and self-centered — maybe that’s why he has no qualms about being swoony and sweet to Woo-yeon, knowing full well he’s only encouraging her feelings for him? It’s a little cruel, because no matter the time frame we’re talking about (high school, college, twenties), he can make a girl weak in the knees.

Though he denies it, it’s pretty apparent on camera (at least to me!) that there’s some serious chemistry between them. Picturesque laundry washing scene where Woo-yeon trips and Soo has to grab her not once, but twice? Swoony meet-ups and the hints of liking her? Early on, the drama almost gave me Sense and Sensibility vibes, with Marianne waiting-waiting-waiting for a love confession from the rakish Willoughby.

Much like that Jane Austen story, though, the love connection doesn’t happen for Woo-yeon and Soo. And even worse, Woo-yeon spends ten years of her life unable to fit anyone else inside her heart. When we meet her in present day, she’s in her twenties and has racked up more than a dozen ex-boyfriends. She tries to have feelings for them, and dates people she thinks she could grow to like, but it always ends with a dumping: she can’t forget Lee Soo.

Ten years is a long time for a young girl to nurse feelings for someone, but Woo-yeon is totally believable in this circumstance for two reasons: one, that Soo is so flirty and familiar when they’re together that it’s hard not to take it romantically; and two, because Lee Soo is unequivocally melty and appealing.

In fact, I would argue this drama is basically held together by the boyish charm of Ong Seung-woo. If he wasn’t so convincing in this role, I don’t think the drama would be able to carry its construct as far as it does. อ่านต่อ