รีวิว Mad Max : Fury Road : โลกของคนคลั่ง ผู้กำกับ จอร์จฟ มิลเลอร์ฟ

หลังจากมีปัญหาจากการถ่ายทำล่าช้ากันมานานแสนนาน Mad Max รวมถึงปัญหาของการที่ตัวหนังใช้เกินงบประมาณไปมาก แต่ในตอนนี้ท้ายสุดแล้วมันก็เสร็จสิ้นมาให้คนดูชมกันเสียที สำหรับหนังภาคต่อภาคที่ 4 ของคนคลั่ง Mad Max: Fury Road ที่งานนี้ได้ ทอม ฮาร์ดี้ มารับบทนำแทน เมล กิ๊บสัน ในภาคเก่าครับ

ซึ่งงานนี้ตัวหนังในภาคนี้ยังคงได้ผู้กำกับ จอร์จ มิลเลอร์ กลับมารับหน้าที่กำกับเหมือนเคย หลังจากหนีไปทำอนิเมชั่น Happy Feet อยู่นานสองนาน มาตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาอัดแน่นเต็มที่กับหนังเกี่ยวกับโลกสุดเถื่อนแห่งนี้ ซึ่งก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นคนที่ค่อนข้างชอบภาค The Road Warrior มาก และยกให้มันเป็นหนังที่มีฉากขับรถไล่ล่าที่ดีที่สุดเรื่องนึง รวมถึงความบ้าระห่ำในด้านเทคนิคการถ่ายทำอีกด้วย จนไม่คิดว่าจะมีหนังเรื่องนี้มาเทียบเท่ามันได้อีกแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ประวัติศาสตร์ก็ต้องมีการถูกทำลาย เมื่อล่าสุดผมก็ต้องขอยกให้หนังภาค 4 ของหนังชุดนี้สามารถเทียบเคียงภาค 2 ได้อย่างไม่น่าอายสำหรับ Mad Max: Fury Road

โดยถ้าหากจะให้ยกย่องตัวหนังเรื่องนี้สั้นๆภายใน 2 คำ คงไม่มีคำไหนดีเกินกว่าคำว่า ‘โคตรมันส์’ เพราะต้องเรียกเลยว่านี่เป็นประสบการณ์การดูหนังที่บันเทิง และน่าตื่นตาที่สุดในรอบหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของด้านเทคนิคการถ่ายทำที่รถที่มาขับไล่ล่า ชนกันกระจายทั้งหมดนั่นเป็นของจริง จะมีใช้ซีจีก็แค่ฉากพายุทราย และ แขนของ ชาร์ลีศ เธอรอน เท่านั้น มันจึงทำให้ฉากแอ็คชั่นทั้งหลายในหนังเรื่องนี้ดูสด เถื่อน และแน่นอนที่สุดว่าตัวหนังสามารถตัดต่อเอาฟุตเทจที่ถ่ายสุดยากแสนหินกลางทะเลทรายเหล่านี้มาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังแอ็คชั่นมันส์ๆเรื่องนึงได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนผมขอยืนยันเลยว่าถ้าหากคุณจะซื้อป๊อปคอร์นเข้าไปกิน คุณจะไม่ได้กินอย่างแน่นอน เพราะคุณจะต้องมัวแต่นั่งอ้าปากค้างกับฉากแอ็คชั่นที่อัดแน่นมาตั้งแต่ต้นจนจบของหนังเรื่องนี้

และนอกเหนือจากฉากแอ็คชั่นอันน่าทึ่ง สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกอย่างคือตัวหนังยังสามารถผลักดันประเด็น เฟมินิสต์ และการกดขี่ของเพศหญิง ในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ออกมาได้อย่างน่าค้นหา ผ่านเรื่องราวที่ชัดเจน และรวมถึงการวางตัวละครทั้งทีมคนพิการจากเหล่า อิมมอร์ตั้น โจ หรือวิถีการดำเนินชีวิตของเหล่า วอร์ บอย อีกด้วย

ซึ่งงานนี้ทั้ง ทอม ฮาร์ดี้ และ ชาร์ลีซ เธอรอน ก็ต่างทุ่มการแสดงสุดฝีมือของพวกเขา และ เธอ ออกมาได้ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะรายหลัง แต่คนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือความบ้าระห่ำของ นิโคลัส ฮอลท์ ที่ทำเอาคนดูแทบลืมลุคก่อนๆของเขา และรวมถึงความสง่างามของ โรซี่ ฮัลติงตัน ไวท์ลีย์ ที่ ไมเคิล เบย์ ไม่สามารถมอบให้เธอได้ใน Transformers 3 อีกด้วย

โดยผมยืนยันเลยว่า ถ้าหากหลังจากคุณดู Mad Max ภาคนี้จบแล้ว คุณจะไม่สามารถดูหนังแอ็คชั่นเรื่องไหนแล้วตื่นตาไปได้อีกเลยในระยะนึง เพราะหนังเรื่องนี้มันสามารถทำให้คุณมันส์แบบนั่งไม่ติดเบาะ และลืมหายใจไปกับเรื่องราวการไล่ล่าแบบนันสต็อปได้อย่างไม่หยุดหย่อนของจริง จนเรียกได้ว่านี้เป็นประสบการณ์ความมันส์ที่ทะเยอะทะยานไม่ต่างจาก The Raid 2 ในปีที่แล้วเลยครับ

เดิมพัน ufabet

รีวิวหนังแอนิเมชั่นที่เข้าชิงตุ๊กตาทอง Song of the Sea : ภาพประกอบที่มีชีวิต

บนเวทีออสการปีล่าสุดที่ผ่านมานี้ Song of the Sea ในบรรดาแอนิเมชั่นที่เข้าชิงตุ๊กตาทอง นอกจากที่คนไทยรู้จักกันดีอย่างหุ่นขาวอวบเบย์แม็กซ์ และไวกิ้งขี่มังกร 2 แล้ว Song of the Sea ที่โดดเด้งด้านสไตล์ภาพงามงด ตั้งแต่ยามแรกรู้จัก ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และเมื่อได้ลองใช้เวลาจนจบก็พบว่า หนังเรื่องนี้ควรค่าอย่างยิ่ง ที่นักเรียนศิลปะ-นักศึกษาภาพยนตร์ ไปจนถึงคุณผู้ชมทุกท่าน สมควรรับชม

ถ่ายทอดเรื่องราว เบน หนุ่มน้อยเซ็งโลก มีหมาอ้วนเป็นเพื่อน อาศัยอยู่กับพ่อที่บ้านประภาคารติดทะเล อีกทั้งยังจำใจต้องดูแล เซียร์ช่า น้องสาวที่ไม่ยอมพูดจา ตั้งแต่วันที่แม่จากไป และทิ้งเปลือกหอยอันเขื่องไว้เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายให้เบน แต่แล้ว เซียร์ช่า ก็ได้ค้นพบมันพร้อมๆกับเสื้อโค้ทขาว ที่เมื่อสวมใส่แล้วจะทำให้เธอกลายร่างเป็น “เซลกี้” ครึ่งคนครึ่งแมวน้ำ และสัมผัสได้ว่าตัวเอง มีความสัมพันธ์ประหลาดบางอย่างกับท้องทะเล และภูติมหัศจรรย์ที่เรียกกันว่าชาวกายสิทธิ์ แต่มีขาวย่อมมีดำ แม่มดร้ายทรงพลัง ก็ปรารถนาในตัวเธอด้วยเหมือนกัน

ว่ากันอย่างคร่าวๆ ก็ไม่แปลกนักหากจะมีกลิ่นอายจินตนาการเพ้อฝัน ท่องโลกเทพนิยายแบบละมุนละไมคล้ายสไตล์การ์ตูนจิบลิ เพราะผู้กำกับ ทอมม์ มัวร์ ได้แรงบันดาลใจมาจาก Spirited Away และ My Neighbor Totoro ผสมผสานกับตำนานดั้งเดิมของชาวไอริช อันนำมาซึ่งสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กับการเลือกใช้ภาพในลักษณะที่แตกต่างจากแอนิเมชั่นสมัยนิยมทั่วๆไป

ในขณะที่ค่ายยักษ์ใหญ่ต่างแข่งกันสมจริง 3 มิติ และเน้นรายละเอียดของฉากรอบข้าง จนคล้ายหนังคนแสดงเข้าไปทุกวัน หนังมาในทางที่แตกต่าง ด้วยการใช้ภาพ 2 มิติ ผสมผสานแต่งเติมฉากหลังด้วยสีน้ำสุดละมุน ไม่จดจ่อกับความสมจริงจนแข็งเกร็ง เต็มไปด้วยลวดลายพิถีพิถัน ดูคล้ายดังภาพประกอบในหนังสือ The Art of ของบรรดาหนังเรื่องต่างๆ แต่ความพิเศษอยู่ที่ภาพประกอบเหล่านี้ ต่างเคลื่อนไหวได้ไหลลื่น เป็นธรรมชาติ รับใช้แนวคิด รวมไปถึงสร้างบรรยากาศ ได้อย่างมีสไตล์เฉพาะตัวและน่าตราตรึงใจ

ในขณะที่เล่นท่ายากไปแล้วกับสไตล์ภาพ ในส่วนเนื้อหาของ หนังนั้นค่อนข่างเรียบง่าย ไม่ได้สำรวจประเด็นใหม่ๆ หรือเสียดสีอะไรที่เข้มข้นนัก โดยใส่ใจประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่ตัวใกล้แต่ใจห่างเหิน ระหว่างพ่อ-ลูกและ พี่-น้อง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ตำนานเจ้าหญิงแห่งท้องทะเล มนุษย์ที่กลายร่างเป็นแมวน้ำสีขาวบริสุทธิ์ หรือที่เรียกขานกันว่า เซลกี้ จากรุ่นแม่ถ่ายทอดสู่รุ่นลูก ผ่านการผจญภัย ข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ในอารมณ์เพลินๆ สงบเยือกเย็นสลับกับหัวเราะคิกคัก ไม่ได้หวือหวาอะไรเป็นพิเศษ แต่กลมกล่อมได้ด้วยเพลงประกอบสำเนียงแห่งไอริช ที่เข้ากันดีแบบไม่อาจปฏิเสธตลอดทั้งเรื่อง

ถึงจะสร้างมาจากนิทานปรัมปราครั้งเก่า แต่ก็ไม่ปล่อยให้ผู้ชมต้องทำการบ้านมาหนักหนา ต้องรู้เรื่องมาก่อนแต่ประการใด เพราะมีการเกริ่นนำถึงตำนานในอดีตไกลโพ้นในส่วนปูเรื่อง ก่อนจะค่อยๆร้อยเรียงผูกปมเข้ากับตัวละครในช่วงเวลาปัจจุบัน จนนำไปสู่บทสรุปที่สวยงาม ที่ตำนานและความจริงบรรจบกันในท้ายที่สุด

ถึงจะไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์ชวนว้าวอะไร แต่สำหรับคุณผู้ปกครอง มันคือศิลปะเลอค่า ที่ถูกบรรเลงลงบนผืนผ้าใบขนาดยักษ์ที่เรียกว่าจอภาพยนตร์ สำหรับน้องๆหนูๆ บทเพลงแห่งท้องทะเลนี้ คือเรื่องสุดแสนประทับใจ เหมือนเด็กน้อยที่หลับฝันดีได้ ยามนิทานก่อนนอนบรรทัดสุดท้ายจบลงนั่นเอง

ufabet.co

รีวิวหนังสยองขวัญ Unfriended : ใช้สมองก่อนนิ้ว แบลร์ ที่แชทสไกป์กับเพื่อนๆ

อาจจะอ่านแล้วดูพิลึกไปสักหน่อย แต่คงต้องบอกกับคุณผู้ชมว่า Unfriended แม้การรับชมในโรงภาพยนตร์จะให้อารมณ์เต็มเปี่ยมเพียงใด แต่กับ Unfriended เรื่องนี้ หากคุณอยากอินกับมันจริงๆ การดูผ่านจอคอมพิวเตอร์ เสียบหูฟัง และปิดไฟในห้องให้มืดสนิท ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมทีเดียว

ถ่ายทอดเรื่องราวของ แบลร์ ที่แชทสไกป์กับเพื่อนๆ ในแก๊งตามประสาวัยรุ่น ก่อนที่จะมียูเซอร์ลึกลับนาม บิลลี่ 227 โผล่เข้ามาให้ห้องแชท แบบไล่ยังไงก็ไม่ไป จนทุกคนเริ่มสงสัยว่าผู้ลึกลับนี้อาจเป็น ลอร่า บาร์นส เพื่อนสาวผู้จากไปด้วยการฆ่าตัวตาย อันเนื่องมาจากความอับอายต่อคลิปหลุดในเว็บไซต์ บิลลี่ 227 แสดงเจตจำนงจะหาต้นตอคนโพสคลิปดังกล่าว ด้วยการข่มขู่ บีบบังคับ และเมื่อทุกคนทำนิ่งไม่รู้เรื่อง มันก็ค่อยๆ แฉความลับ และนำความสยองขวัญมาเยือนทีละคนๆ

ความโดดเด่นคือการที่หนังไม่มัวย่ำอยู่กับที่ ในขนบขายความสยองที่เห็นกันดาษดื่น แต่เลือกใช้วิธีที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างประสบการณ์จริง และทำให้คนดูเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าคือของจริง มิใช่การถ่ายทำ ดังที่ตัวอย่างรุ่นพ่ออย่าง The Blair Witch Project ใช้กลวิธีพบฟุตเทจลับ หรือหนังยุคใหม่อย่างการมอง Paranormal Activity ผ่านการวงจรปิด ดังนั้น การที่ Unfriended จะถ่ายทอดเรื่องราวทั้งเรื่องผ่านมุมมองที่เรากำลังมองตรงไปยังจอคอมพิวเตอร์ และเห็นเหตุการณ์ของคนอื่นผ่านเว็บแคมนี้ จึงไม่ใช่เรื่องสดใหม่ในความเป็น “เรียลลิตี้” แต่มันก้าวตามทันยุคสมัย ที่คนเราใช้เวลากดไลค์ มากกว่าพบปะกันได้อย่างน่าชื่นชม

แต่วิธีนำเสนอแปลกตาดังกล่าว ก็เป็นดังดาบสองคม เพราะหากว่ากันตามปกติวิสัยแล้ว ยามใดที่เรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่แสดงผลเป็นสารพัดโปรแกรมซ้อนกันไปมา นั่นเท่ากับว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างบนนั้นได้ แต่ทว่าเป็นหนัง และคนดูไม่มีสิทธิจะไปยุ่มย่ามสั่งการอันใด ทำได้แค่มองดูความเป็นไปของมันเรื่อยๆ

ซึ่งถ้าจูนติดกับมันตั้งแต่แรก ก็สามารถร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมของตัวละคร ที่ค่อยๆ เผยข้อมูลผ่านหน้าต่างโปรแกรมสไกป์ เฟสบุ๊ค ยูทูป อีเมล์ ที่ เปิด-ปิด ย่อ-ขยาย สลับกันไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่เรื่องสยองได้ แต่เมื่อคุณเปิดสิ่งละอันพันละน้อย ขึ้นมาไว้เยอะๆ ขยายอันนั้นย่ออันนี้ ซ้ำไปซ้ำมา ก็ทำให้จุดสนใจแกว่งไปทั่ว (โดยเฉพาะหน้าจอสไกป์ ที่ทุกคนต่างแสดงอาการ และเอ็ดตะโรแข่งกันเต็มไปหมด) ไม่รู้จะโฟกัสใครหรือตำแหน่งไหน? ใครสำคัญสุด?

อีกทั้งหน้าจอก็ยังนิ่งๆ ไร้ซึ่งมุมกล้อง ระยะภาพ หรือเทคนิคการถ่ายใดๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยเร้าความสนใจแล้ว มันก็อาจทำให้น่าเบื่อเอาง่ายๆ และเลิกสนใจไปเสียดื้อๆ อันนี้แล้วแต่มุมมองการรับชม แต่ก็ถือเป็นโชคดีเล็กๆ ที่มีซับไทยขึ้นทุกครั้ง ที่ตัวละครตั้งใจอ่านข้อความบางอย่าง ทำให้เป็นการบังคับกลายๆ ว่าให้สนใจตรงนี้นะคุณ มิฉะนั้นสายตาคงมองสะเปะสะปะ ทั้งข้อความ ภาพในคลิป วีดีโอแนะนำ (หรืออาจลามไปถึงยอดไลค์ และแชร์ ที่มนุษย์ผู้เสพติดโซเชียล ให้ความสำคัญเป็นอย่างแรก)

ในขณะที่ หนังสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ผู้ชมหนังสยองได้อย่างน่าสนใจ หากถอดกลวิธีเหล่านั้น แล้วสนใจที่ตัวเรื่องราวเพียวๆ มันกลับไม่ได้ชาญฉลาดเท่าวิธีนำเสนอ สภาพคล้ายนักเรียนที่ทำรายงานเนื้อหาหลวมโพรกพราก แต่พรีเซ้นท์หน้าห้องเก่ง ราวกับเดี่ยวไมโครโฟน ตัวละครซ้ำๆ จำพวกกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องประสบเคราะห์กรรม พากันไปตายหมู่ เพราะอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ (ในกรณีนี้ อาจเหนือกว่าโปรแกรมเมอร์ทั้งมวลด้วย) ที่เห็นกันจนชินตา และไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตอนจบจะลงเอยเช่นไร ความหวีดสยองก็อยู่ในระดับทั่วๆไป ทั้งที่สามารถขมวดปมความลึกลับ และบทสรุปในทิศทางท่ายากมากกว่านี้ได้อีกมากมาย

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังส่งเสียงเตือนคนดูยุคโซเชียลนี้ คือเภทภัยที่อาจมาเยี่ยมเยือนได้ถึงหน้าไทม์ไลน์ เมื่อเราเขียน โพส หรือกระทำการสิ่งใดลงบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยขาดการยั้งคิด และมันก็จะวนเวียนอยู่ในระบบ การป่าวประกาศความงามหน้าของคนอื่น ที่เรากระทำด้วยสะใจ อาจย้อนกลับมาแว้งกัดเราอย่างสาสมเจ็บแสบเอาได้สักวัน อีกทั้งบรรดาประชากรประเภทผู้สังเกตการณ์ หรือ “ไทยมุง” ทั้งหลายนั้น ก็พร้อมจะเฮโลมาซ้ำเติมความฉาวโฉ่เน่าเฟะ จากการไลค์ แชร์ และคอมเม้นท์อย่างสนุกมือสำราญปากพอๆกัน

เราไม่อาจรู้ได้ว่าจะส่งแก่นสารนี้ ถึงชาวโซเชียลได้มากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็กระทุ้งเตือนเบาๆ และเปิดมุมมองให้เรารู้จักใช้สมองคิด ก่อนใช้นิ้วคลิก ทำการอันใดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว จะคิดได้วันนี้ หรือจะรอให้ ลอร่า บาร์นส มาทักถึงห้องแชท ก็แล้วแต่คุณละกันนะ

ufa24h

รีวิว Tomorrowland : โลกสวยด้วยมือเรา เรื่องราวของ แฟรงค์ – อดีตเด็กอัจฉริยะ

หลังจากเลื่อนฉายจากปีที่แล้ว จนมาลงเอยที่ปีนี้เพราะต้องการทำซีจีให้สวยกว่าเดิม สำหรับ Tomorrowland หนังคนแสดงเรื่องที่ 2 ของผกก. แบรด เบิร์ด ที่โด่งดังจากอนิเมชั่นค่ายพิกซาร์อย่าง The Incredibles ตอนนี้ก็เข้าฉายมาให้เราชมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่องราวของ แฟรงค์ – อดีตเด็กอัจฉริยะ (คลูนีย์) ผู้เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ และ เคซี่ (บริตต์ โรเบิร์ตสัน) สาวน้อยผู้ปราดเปรื่อง, มองโลกในแง่ดี,และมีความกระหายใคร่รู้ทางวิทยาศาสตร์ ต้องร่วมภารกิจสุดอันตรายในการไขปริศนาของ­สถานที่ลึกลับที่อยู่ที่ไหนซักแห่งในห้วงเ­วลาและอวกาศที่รู้จักแค่ชื่อที่ถูกเรียกขา­นว่า “ทูมอโรว์แลนด์” สิ่งที่เขาต้องทำที่นั่นจะเปลี่ยนแปลงโลก และพวกเขาไปตลอดกาล

โดยแน่นอนว่าหลังจากหันไปทำหนังสายลับจนได้รับคำยกย่องจนแทบเหลือคราบผู้กำกับ อนิเมชั่น สดใส มาคราวนี้เขาถูกดึงตัวกลับบ้านที่ ดิสนี่ย์ อีกครั้ง เพื่อกำกับหนังเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงแน่นอนว่าคงไม่แปลกใจถ้าหากโทนหนังเรื่องนี้จะออกมาหวานแหววในสไตล์ดิสนี่ย์เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของการสร้างโลกอนาคต, การพูดถึงประเด็นหนัง และ ระดับความสนุกที่หนังมอบให้เรา โดยที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าตัวหนังนั่นแย่ เพียงแต่ส่วนตัวผมกลับคิดว่า ถ้าหากใครที่มีอายุอานามเกิน 15 ปีขึ้นไปแล้ว น่าจะค่อนข้างสนุกกับหนังได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก เพราะทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะทำมาเพื่อเด็กไปเสียทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการที่มันเปรียบเสมือนการเป็นโฆษณาในทางอ้อมสำหรับปลุกปั้นให้เด็กรุ่นใหม่ หันมามีความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้น หรือแม้แต่ฉากแอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ตบตี และความเป็นไซไฟเนิร์ดจ๋า ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเจตนาในการสร้างของผู้กำกับจะไม่ดี หรือโลกสวยขนาดนั้น เพียงแต่ว่าถ้าหากเทียบกับผลงานเรื่องก่อนๆ โดยเฉพาะตอนที่ทำกับอนิเมชั่นในพิกซาร์ เรายังกลับรู้สึกว่ามีการพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างใหญ่ และมีวิธีการสร้างเอนเตอร์เทนให้คนดูได้ดีกว่านี้

ซึ่งนี้นับว่าเป็นปัญหาหลักจริงๆกับการที่ผกก.สายอนิเมชั่น หันมากำกับหนังคนแสดง แบบกรณีเดียวกับ พีท ด็อกเตอร์ ตอน John Carter มันจะยังมีหลายส่วนที่ผู้กำกับดูจะไม่รู้ว่าควรเลือกที่จะหยิบเอาประเด็นไหน มาใส่ในคาแรกเตอร์ของนักแสดงคนไหนบ้าง เพื่อที่ให้มันนำสารมาส่งสู่คนดูได้อย่างถูกต้อง โดยในกรณีนี้คือการพูดถึงโลกอนาคตที่ถูกตัดสินไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งความถูกครอบงำจนหน้ามืดตามัวของ AI นั่นเอง

แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ว่าตัวหนังมันจะออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวที่ผมเห็นว่าเฉิดฉายมาตั้งแต่ตัวอย่าง และพอมาดูในหนังเต็มผมก็คาดหวังอย่างมากที่จะได้รับความรู้สึกดีๆกลับไป ก็ไม่ได้ผิดหวังเลยจริงๆ กับนางเอกสาวหน้าใหม่อย่าง บริตต์ โรบินสัน ที่สามารถรับบทนางเอกของเรื่องนี้ได้ออกมาเป็นดาวเด่นยิ่งกว่า จอร์จ คลูนี่ย์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ตลกรั่ว ล้น เธอก็ต่างสร้างสรรค์ตัวละครนี้ออกมาได้อย่างไม่น่ารำคาญ แถมยังน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเด็กวัยรุ่นทั่วไปอีกด้วย เช่นเดียวกับ ราฟฟี่ แคสซิดี้ ที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า การมีออร่ามาตั้งแต่เด็กนั่นเป็นเช่นไรกัน

เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้ว Tomorrowland คงจะมีดีตรงที่นักแสดง ที่ยังคงสามารถคุมความเฉิดฉายของหนังได้เกินหน้าเกินตาโลกอนาคตไปมาก ในทางกลับกันทางด้านของตัวหนัง กลับยังดูแล้วออกมาไม่ตรงเป้าสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้ถึงขั้นเลวร้ายจนเสียดายค่าตั๋วหรือเวลา เพราะแท้จริงแล้วนี่มันก็เป็นหนังไซไฟ ไร้พิษภัย ที่เหมาะจะใช้เวลาว่างไปดูกับครอบครัวได้ดีในระดับนึง

ufa24hrs

รีวิวหนังแนวย้อนยุค พีเรียต A Little Chaos : ความรักต่างชนชั้น

หลังจากเจอเธอใน Insurgent มาคราวนี้ เคท วินเสลต ขอกลับมาเป็นนางเอกบ้านๆธรรมดาเต็มตัวบ้าง กับผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง A Little Chaos ที่งานนี้เธอโคจรกลับมาเจอกับ อลัน ริคแมน ที่แสดงเป็นตัวประกอบในเรื่อง และยังกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองอีกด้วย

หนังเป็นเรื่องราวของนักออกแบบภูมิทัศน์สวนหญิง มาดามซาบีน เดอ บาร์รา (เคท วินสเลต) ที่ได้รับการว่าจ้างโดยสถาปนิกชื่อดัง เลอ นอร์ต(มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์) ให้ทำงานอันทรงเกียรติในการเนรมิตรสวนอันงดงามให้กับพระราชวังแวร์ซายของพระ เจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายใต้เวลาที่แสนจำกัด นับเป็นภารกิจที่สร้างความกดดันให้กับซาบีนเป็นอย่างมาก ท่ามกลางอุปสรรครอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ที่แสนเข้มงวดของราชสำนัก และเหล่าศัตรูแฝงกายอยู่รายล้อม ซาบีนจะทุ่มเทความสามารถและความมุ่งมั่นในตัวเอง พิสูจน์ให้เห็นว่าผลงานของเธอสามารถจะชนะใจกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้ได้

โดยถ้าหากพูดถึงหนังแนวย้อนยุค พีเรียตแบบนี้ สิ่งแรกที่ตัวผมจะหวังไว้เป็นอย่างสูง ไม่ว่าตัวบท หรือโครงสร้างของหนังจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องทำให้ดีให้ได้คือแง่ของ คอสตูม และ โปรดัคชั่น เพราะมันเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของหนังในตระกูลนี้อย่างแท้จริง และก็ดูเหมือนว่า A Little Chaos จะค่อนข้างทำตามจุดประสงค์ที่ผมตั้งไว้ได้ดีตามมาตรฐาน ถึงแม้จะเป็นผลงานการกำกับของ อลัน ริคแมน ผู้ผันตัวมาจากนักแสดงก็ตาม ซึ่งทั้งคอสตูม และ โปรดัคชั่น งานออกแบบพระราชวังแวร์ซายในหนังเรื่องนี้ล้วนแล้วสวยงาม ไร้ที่ติ สามารถจัดได้ว่าเป็นหนังที่ดูเพื่อหวังจะเห็นอะไรสวยๆ งามๆได้อย่างไม่เสียสายตา

ในขณะที่ทางตัวบทของหนัง ถึงแม้จะยังไม่ได้เน้นหนักถึงประเด็นทางชนชั้น และ สังคม เท่าที่มันต้องการได้อย่างดีนัก แต่ส่วนตัวก็แอบชอบหลายจุดเล็กๆของหนัง ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่าง ชนชั้น ของ คนธรรมดา และเหล่า พระราชา ที่ต่างแสดงให้เห็นว่าก็มีความเป็นมนุษย์ที่ต้องการพักผ่อน, เศร้า, เสียใจ และกินได้ร้องไห้เป็นไม่ต่างกัน ถึงแม้ว่าวิธีการอยู่ในสังคมของคนทั้ง 2 ชนชั้นนี้จะต่างกันโดยสิ้นเชิง

และนั่นรวมไปถึงการที่หนังมีการแอบจิกกัดถึงความเสมอภาคในตัวของเพศหญิง และ ชาย ผ่านเรื่องราวความรักที่ถึงแม้จะมาในรูปแบบชู้รักพิศวาส ตามสไตล์หนังจักรๆวงศ์ๆไปหน่อย ซึ่งมีข้อเสียตรงที่มันอาจจะนำมาซึ่งความจำเจในการเล่าเรื่องที่เหมือนบังคับให้คนดูต้องผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆของเรื่องนี้ๆไปได้เสียก่อน ถึงจะเจอภาพใหญ่ที่หนังรอคอยที่จะนำเสนอให้ ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องถือว่าตัวหนังไม่ได้ทำให้เราผิดหวังสักเท่าไหร่นักถ้าหากเทียบถึงความละเอียดละอ่อนในการค่อยๆเปรยถึงเรื่องการสู้ชีวิตของผู้หญิง ในดงนางอิจฉาออกมาเช่นนี้ครับ

ซึ่งแน่นอนแล้วว่า เคต วินเสลต เธอออร่าประกายสูงมากๆในหนังแบบนี้ แต่บุคคลที่สมควรพูดถึงไม่แพ้กันคือพระเอกหนุ่ม มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์ ที่ไม่ว่าเขาจะมองนางเอกสวยตาเช่นไร หรือแม้แต่การแสดงของเขาอาจจะไร้ชีวิตในบางส่วน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพียงแค่เสน่ห์ และออร่าส่วนตัวของเขานั่น ก็เพียงพอแล้วที่จะประครองหนังร่วมกับ วินสเลต ไปให้ถึงจุดหมายได้ค่อนข้างสวยงาม ท่ามกลางกรวดหินขรุขระที่มีอยู่มากมาย

โดยสรุปแล้วผมจึงคิดว่าเป็นหนังพีเรียตที่ค่อนข้างดูเพลินๆ อารมณ์สบายๆดีมากๆ เพราะถึงแม้ตัวหนังจะมาในเรื่องแบบคบรักมักชู้ แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เน้นหนักไปที่ประเด็นด้านใดด้านนึง แต่เน้นเล่าเรื่องความรักท่ามกลางการสร้างสวนที่สบายๆ ให้คนดูรู้สึกผ่อนคลายไปกับสิ่งสวยงามด้านโปรดัคชั่น และนักแสดงเสียมากกว่าครับ

ufabet

รีวิว The Voices : เทวดาไหล่ซ้าย ปีศาจร้ายไหล่ขวา เจอร์รี่ อาการประสาทหลอนได้ยินเสียง บอสโก้

คงไม่ผิดอะไรนักหากจะบอกว่า มุขตลกที่ตัวละครหนึ่งตัว เกิดอาการลังเลใจที่จะทำอะไรบางอย่าง อันหมิ่นเหม่เส้นศีลธรรม ก็มักจะมีร่างก๊อบปี้ตัวเล็กๆ ของตัวเอง ในคราบเทวดาชุดขาวยืนบนไหล่ซ้าย และปีศาจร้ายถือสามง่ามอยู่บนไหล่ขวา (สลับข้างก็ได้ ไม่ผิดกฎหมาย) ยืนเถียงกันเอะอะมะเทิ่ง ในทัศนคติสุดโต่งคนละด้าน พร้อมเป่าหูมนุษย์ตรงกลางว่าทำตามฉันดีกว่า อะไรทำนองนี้ถูกใช้มาเนิ่นนานแล้ว ซึ่งมักจะเป็นเสี้ยวฉากสั้นๆ เน้นชวนขำเล็กๆ แต่กับ The Voices เรื่องนี้ ไม่มีโค้ชทั้งสี่มากดปุ่มหันเก้าอี้ แต่เทวดาและปีศาจน่ะ มีทั้งเรื่องเลยล่ะนั่น

The Voices ถ่ายทอดเรื่องราวของ เจอร์รี่ ไอ้หนุ่มยิ้มมีเลศนัย พนักงานโรงงานอ่างอาบน้ำ ที่มีอาการประสาทหลอนได้ยินเสียงของเจ้าตูบ บอสโก้ และคุณเหมียว วิสเกอร์ส เจรจาด้วย แถมเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมกินยาตามแพทย์สั่ง เพราะไม่อยากให้ทั้งสองเงียบไปอีกต่างหาก จนวันหนึ่งเหตุการณ์พาไป เจอร์รี่พลั้งเผลอเชือดเพื่อนร่วมงานสาวสวยจนแดดิ้น หมารู้ก็ให้ปลอบประโลม แมวรู้บอกฆ่าต่อเลยสิ เรื่องราวจึงเตลิดไปอีกไกล เพราะนายเจอร์รี่ ดันเชื่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก และหลงอยู่ในโลกที่ฟูมฟักชีวิตด้วยการฆ่าคนอื่นๆ เสียฉิบ

หากมองโดยองค์รวม The Voices ถ่ายทอดเรื่องราวซีเรียสจริงจัง อย่างปมจิตวิทยามนุษย์ที่ผิดเพี้ยน อันส่งผลต่อพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง หากเลือกสะท้อนสิ่งเหล่านี้ มาทางจิตตก มืดทึม น่ากลัว (หรือแฟนตาซีชวนสยองพองเกล้าเหมือน The Cell) ก็คงทำได้ แต่หนังหักเลี้ยวมาอีกทาง ด้วยการเร่งความสว่าง ใช้สีสดใส ฉาบเคลือบด้วยท่วงทำนองร็อคแอนด์โรล สุดลัลล้า บทสนทนาและสถานการณ์ที่ตลกร้าย เจ็บแสบ และยียวนกวนบาทา จนต้องเผลอร้องออกมาว่า ไอ้…(เติมคำได้ตามสะดวก) เพราะผู้ชมจะได้รับรู้เรื่องราวเกือบทั้งหมด ผ่านมุมมองและจิตใต้สำนึกที่บิดเบี้ยวของเจอร์รี่ ที่เจ้าตัวเห็นว่าสิ่งแปลกประหลาดอย่าง หมาแมวพูดได้ หรือหัวมนุษย์เสียงใสในตู้เย็น ช่างเป็นโลกที่มีความสุขเสียนี่กระไร ในขณะที่ภาพของความเป็นจริงอันเป็นฉากน้อยนิดที่หลุดจากจิตของเจอร์รี่ จะกลับขั้วมาหม่นหมอง ชวนสลดหดหู่ อย่างเห็นได้ชัด

เราจึงเห็น เจอร์รี่ เพลิดเพลินกับพฤติกรรมเหล่านั้น ได้ราวกับใช้ชีวิตปกติ ทั้งๆที่เราคนดูก็ตระหนักได้อยู่ตลอดว่า ไอ้เรื่องตลกโลกบันเทิงตรงหน้า แท้จริงแล้วมันคืออาชญากรรม ข้ามเส้นศีลธรรมไปไกลหลายปีแสง แถมยังแผ่ซ่านรังสีความน่ากลัวของจิตมนุษย์อย่างไม่ชวนเข้าใกล้อีกต่างหาก ซึ่งนั่นสร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนให้คนดูอยู่เนืองๆ แต่หนังก็พาให้เราหรรษาไปด้วย และออกจะเชียร์ให้นายคนนี้ ทำอะไรบ้าบอคอแตกต่อไปเรื่อยๆ เสียด้วยซ้ำ ความย้อนแยงลักลั่นนี้ทำให้ The Voices ไม่ต่างอะไรกับลูกกวาดสอดไส้ยาพิษ เปลือกนอกมันหอมหวานแสนอร่อย แต่เนื่อในของมันหมายถึงการซุกซ่อนความอันตรายอย่างยิ่ง

ทุกครั้งๆ ที่ เจอร์รี่ สบโอกาสได้อยู่ลำพังกับสัตว์เลี้ยงทั้งสอง ห้วงเวลาการปะทะกันระหว่างวาทศิลป์ขั้วตรงข้ามจึงก่อตัวขึ้น ทั้งในเปลือกนอกที่เราเห็นเป็น หมา-แมว หรือถ้อยคำที่มาจาก เทวดา-ปีศาจ บนไหล่คนละข้าง หรือมากกว่านั้นคือ ความดี-ความชั่ว ดังออกมาจากตัวของ เจอร์รี่ เอง ที่ยุยงให้สนองความรู้สึกด้านนั้นอย่างหิวกระหาย ด้วยการดึงบุคลิกของสัตว์มาช่วยเสริมย้ำด้วยอีกที ซึ่งเหล่าทาสแมวก็น่าจะรู้ดีกันอยู่ว่า ด้วยคาแร็คเตอร์แล้ว เจ้าตูบ บอสโก้ จะอ่อนน้อมถ่อมตนต่อเจ้านายของมันเพียงใด ความดีในจิตใจก็ส่องแสงริบหรี่ประมาณนั้น

ในขณะที่อีกฝั่ง เป็นดังประโยคที่ เจอร์รี่ กล่าวต่อเพื่อนร่วมงานสาวในทำนอง “จริงๆต้องถามว่าแมวชอบผมไหม เพราะมันเป็นเจ้านายเรามากกว่า” เขาจึงพ่ายแพ้เสียหมดรูป และยอมให้ความสุดโต่งเลวทรามเข้าครอบงำในฐานะของทางออกชีวิต ถึง เจอร์รี่ จะไม่ได้มีบุคลิกแบนแต๋ดแต๋เป็นเครื่องจักรสังหาร เขาเศร้า กัดฟัน และร่ำไห้ยามต้องฆ่าคนที่ผูกพัน แต่ถึงกระนั้นเรากลับมองความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่นั้นเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็กลับมายิ้มกริ่ม กับวีรกรรมและโลกปลอมๆ ในห้วงจิตอยู่ดี ซึ่งมันประหลาดตรงที่ คนดูก็ถูกแมว วิสเกอร์ส ครอบงำให้สนุก และเห็นคาวเลือดเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาเสียฉิบ ไปพร้อมๆกันด้วย

ถึงแม้หนังจะมีลีลาการถ่ายทอดเรื่องโหดร้าย ผ่านอารมณ์สนุกสนานสุดเหวี่ยงได้อย่างน่าสนใจ แต่การเลือกเดินทางนี้ ก็ส่งผลโดยตรงต่อความลึกของสภาพจิตใจยอดชายนาย เจอร์รี่ ที่คนดูไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก นอกจากปูมหลังเล็กๆน้อยๆ ก่อนจะนำไปสู่บทส่งท้ายที่ไม่ได้ส่งผลต่อการคิดต่อ หรือเงิบหัวทิ่มอย่างที่หนังปมสำรวจจิตมักจะทิ้งไว้ แต่ในเมื่อหนังไม่ตั้งท่าซีเรียสมาตั้งแต่ต้น สิ่งเหล่านี้อาจนับเป็นเรื่องที่อภัยกันได้ เพราะเทวดาไหล่ซ้าย ปีศาจร้ายไหล่ขวา ที่แผ่ขยายครอบคลุมทั้งเรื่อง จนกลายเป็นไฮไลท์เด็ด มากกว่ามุขตลกสั้นๆนี้ มันมอบความขมขื่นที่บันเทิงเริงใจ ได้ตามจุดประสงค์ของมันไปแล้วเรียบร้อย

เดิมพัน ufabet

 

รีวิว San Andreas : เพื่อลูกเมีย ข้าจะสู้หลังชนฝา หัวหน้าหน่วยนักบินเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย

ปัญหาในการมาถึงของ San Andreas ในปีนี้ คือมันผ่านช่วงเวลาตื่นตูมตกใจ ในวิกฤตการณ์วันสิ้นโลก 2012 จากนอสตราดามุส ปฏิทินมายัน และสารพัดคำทำนาย ที่ทำให้เกิดกระแสภาพยนตร์ San Andreas ภัยพิบัติทะลักล้นไปแล้ว และผู้ชมก็ชินตากับภัยธรรมชาติบนจอไปเรียบร้อย การซ้ำทางแบบนี้จึงน่าเป็นห่วงอยู่พอตัว แนวทางที่หนังเรื่องนี้นำมาแก้เกม คือการพยายามทำให้คนดูเชื่อว่า สิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริง ทั้งในส่วนของแผ่นดินไหว และความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ทว่ามันสำเร็จและล้มเหลวไปพร้อมๆ กัน

ถ่ายทอดเรื่องราวของ เรย์ หัวหน้าหน่วยนักบินเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ที่มีปัญหาระหองระแหงกับ เอ็มมา ภรรยาที่ห่างกันไป และเป็นห่วง เบลค ลูกสาวสุดรักอยู่ในที จนเกิดแผ่นดินไหวครั้งมโหฬาร นำมาซึ่งการพังทลายของเมืองเสียย่อยยับ เรย์ พร้อมฮ.คู่ใจ ต้องตามไปช่วยภรรยาและลูกสาว ให้รอดตายจากมหันตภัยครั้งนี้ แต่อุปสรรคนานัปการก็ค่อยๆ ถาถมเข้ามาไม่หยุด

กลวิธีที่ ใช้สร้างภาพของแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ และซากแห่งความย่อยยับอับปางนั้น ไม่ติดปัญหาอะไร เพราะมันเนี้ยบกริบ อลังการได้ตามมาตรฐานเทคนิคพิเศษฮอลลีวูดอย่างไม่ขวยเขิน แต่ปัญหาทั้งหมดตกไปอยู่ที่กลุ่มศาสตราจารย์และผู้รู้ในเชิงวิชาการแผ่นดินไหว ที่คิดค้นเครื่องแจ้งเตือนได้สำเร็จ และนำปัญหา รวมไปถึงข้อเท็จจริงต่างๆ ในสภาพความรู้เพียวๆ หลักวิทยาศาสตร์ที่ถอดมาจากหนังสือ มาถกเถียงอภิปราย และว้าวุ่นพยายามอธิบายให้คนดูได้รู้อย่างยืดยาว ฉากเหล่านี้เป็นส่วนเกินที่มากมายเกินจำเป็น และสร้างความน่าเบื่อให้หนังอยู่ไม่น้อย หลักการเหล่านี้อาจช่วยให้ภาพตรงหน้าดูน่าเชื่อถือขึ้นก็จริง แต่วิธีทื่อมะลื่อตรงไปตรงมานี้ มันไม่ได้ผลนะศาสตราจารย์

หากส่วนเกินที่หนังตั้งใจใส่มาช่วย (แต่ผลออกมาซวยมากกว่า) ในช่วงอารัมภบทที่ออกจะเต็มไปด้วยทฤษฎีผ่านไป การแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องราวออกเป็น 3 เส้น 3 สถานที่ คือ เรย์ ที่ออกบินทดสอบเครื่อง / เอ็มมา ที่อยู่บนตึกสูง / เบลค อยู่อีกตึกสูงหนึ่่ง จนเกิดแผ่นดินไหวตูมตามครั้งใหญ่ เรื่องราวทั้งหมดจึงมาบรรจบกันได้ และเร่งจังหวะ ให้ชวนสนุกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างหลังจากฟังเลคเชอร์อยู่เสียนาน แต่ถึงกระนั้นเมื่อตัวละครที่รับบทโดย เดอะร็อค ออกจะครบองค์สุดเก๋า เก่งกล้าสามารถเหนือระดับหน่วยกู้ภัย ราวกับเล่นเกมส์ใช้สูตรขนาดนี้ ความสมจริงของภัยพิบัติที่พยายามสร้างมาก็พังไปอีกรอบ เพราะคุณพ่อคนนี้ เขาเหนือจริงไปเสียแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อนครับคุณผู้ชม มิได้พังพาบตามอาคารไปขนาดนั้น ในขณะที่เส้นเรื่องคุณพ่อใช้สูตรอมตะไปเรียบร้อย เส้นเรื่องของ เบลค อันเป็นลูกสาวเชื่อไม่ทิ้งแถวนั้น น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความรู้ด้านการเอาชีวิตรอดที่ได้มาจากพ่อ เมื่อรวมกับการที่เธอต้องมีเพื่อนร่วมทางเป็นไอ้หนุ่มไม่เอาอ่าว ทำอะไรไม่เป็น แถมปอดแหกเล็กๆ ที่กระเตงน้องชายยียวนมาด้วยแล้ว ความเป็นหญิงแกร่งก็ยิ่งเด่นชัด และคอยลุ้นไปว่าเธอจะงัดเอาความรู้ตรงไหน มาใช้แก้ปัญหาตรงหน้าให้ผ่านพ้น และขับเคลื่อนไปพร้อมๆกับความรักกุ๊กกิ๊กระหว่างชายหญิงด้วย ซึ่งเราสามารถสัมผัสและเห็นพัฒนาการได้มากกว่ารุ่นคุณพ่อคุณแม่ ที่จับต้องอะไรไม่ค่อยจะได้นัก

โดยองค์รวมแล้ว หากจะเลือกเส้นเรื่องทั้งสองที่พันอีนุงตุงนังกัน มาเน้นย้ำเพียงประเด็นเดียว หนังอาจจะน่าสนใจ และเอาใจช่วยในโลกกลางหายนะครั้งนี้มากขึ้น แต่การเหมาหมดรักพี่เสียดายน้อง ทั้งความจริงทางวิทยาศาสตร์ ครอบครัว และรักหนุ่มสาว มากมายขนาดนี้ และทำให้ตัวละครเด่นที่สุดตั้งแต่ตัวอย่างหนังอย่าง เรย์ ต้องตั้งหน้าตั้งตาช่วยลูกเมีย จนหลังชนฝา มิใช่ในความหมายว่าไม่ย่อท้อ และพยายามสุดชีวิต (เพราะพี่เก่งขนาดนั้นไปแล้ว) แต่หลังชนฝา จนไม่อาจพัฒนาเรื่องราว หรือไปต่อในความสัมพันธ์ใดๆ ที่คนดูได้ประทับใจและเห็นคุณค่าของชีวิตได้อีกอย่างน่าเสียดาย

ufabet.co

รีวิว Spy : จารชนเฮฟวี่เวท ยอดจารชนที่มาในคราบมนุษย์ป้า

อาจเรียกได้ว่าภาพยนตร์ ถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์สำคัญ ที่สะท้อนแนวคิดของแต่ละยุคสมัยนะครับ และในปีหลังๆ มานี้กับกระแสเฟมินิสต์ หรือว่ากันง่ายๆคือ พล็อตเรื่องทำนองเพื่อนหญิงพลังหญิง ให้เพศหญิงเป็นตัวเอก และมีศักยภาพเท่าเหล่าชายชาตรี (หรือบางครั้งอาจเหนือกว่า) ที่ปรากฏให้เห็นมาหลายรื่องหลายแนว ซึ่งกับหนังตระกูลสายลับ ที่ต้องมีภาพลักษณ์หล่อเนี้ยบ สูทเป๊ะสั่งตัด ก็ดูจะน่าเบื่อไปแล้ว การมาถึงอย่างทีเล่นทีจริงของ Spy ยอดจารชนที่มาในคราบมนุษย์ป้าอ้วนตุ๊ต๊ะเรื่องนี้ ก็จัดว่าน่าสนใจ และชวนเพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย

ถ่ายทอดเรื่องราวของ ซูซาน คูเปอร์ เจ้าหน้าที่สาวใหญ่ร่างปุ้มปุ้ย ที่ทำหน้าที่อยู่หน้าจอมอนิเตอร์ เป็นคู่หูของ แบรดลีย์ ไฟน์ สายลับภาคสนามผ่านหูฟังและจอรับภาพ ทั้งที่ตัวเองต้องติดแหงกอยู่ใต้ดินศูนย์บัญชาการหน่วยซีไอเอ โดยติดตามค้นหาอาวุธนิวเคลียร์โคตรมหาประลัย แต่สถานการณ์ก็มาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อสาววายร้าย เรย์นา โบยานอฟ ออกมาประกาศกร้าวว่ารู้ถึงข้อมูลสายลับทั้งหน่วย จึงเป็นโอกาสให้ ซูซาน ได้ลุกจากเก้าอี้สุดเซ็งประจำหน้าจอ มาออกลีลาบู๊ลุยภาคสนามกับเขามั่ง แต่น้ำหนักตัวของเธอมันดันไม่เอื้อสักเท่าไหร่นะสิ

ซูซาน คูเปอร์ เป็นตัวแทนชั้นดีของหญิงแกร่ง ที่ไม่ได้มากับท่าทีซีเรียส หรือป่าวประกาศเรียกร้องสิทธิเสมอชาย แต่เลือกใช้แนวทางหนังตลกโปกฮา ที่หญิงร่างตุ้ยนุ้ย ดูยังไงก็คงไม่เหมาะกับภาคสนามอย่างแรงคนนี้ ได้ลุกขึ้นสู้และแสดงฝีมือให้ผู้ชมได้เห็น ในระดับที่จัดว่ายอดเยี่ยมถึงใจ จิกกัดอย่างน่ารัก และล้อเลียนขนบหนังสายลับอยู่ในที โดยใช้ปัญหาน้ำหนักตัวของเธอเป็นตัวจุดชนวน ตั้งแต่การใส่ชุดราตรีสีดำแล้วดูทะแม่งๆ (ปกติมันต้องดูดีน่ะนะ) ต้องปลอมตัวเป็นคุณป้าสามีทิ้ง (ปลอมทั้งที สวยๆหน่อยก็ไม่ได้) ไปจนถึงกระโดดขึ้นขี่มอไซด์ราคาแพง แต่กลับล้มพังพาบไม่เป็นท่า (ปกติมันต้องซิ่งสุดเท่นี่นะ) สถานการณ์ก๋ากั่นเหล่านี้ เมื่อมันเกิดขึ้นในฉากใด ก็เรียกรอยยิ้มได้ในปริมาณล้นปรี่

แต่อาจเพราะความสนุกสนาน จากท่าทีกะเปิ๊บกะป๊าบของเธอคงยังไม่พอได้ใช้เหล่าสายลับหนุ่มทั้งหลาย มาช่วยสมทบความฮาได้อย่างออกรส มีบุคลิกสุดโต่งไปคนละแบบ และโคจรมาเจอกับ ซูซาน ในต่างสถานการณ์ต่างวาระกันไปตลอดเรื่่อง สิ่งที่ดูบกพร่องไปสักนิดคือ หลายต่อหลายครั้ง สายลับเพศพ่อเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็นตัวตลกเกินเหตุ จนแบนราบคล้ายดังตัวการ์ตูน ที่เฝ้าแต่จะสบถคำหยาบคาย ด่ากันอย่างหนังตลกไร้กึ๋นชอบมีให้เห็น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากชั่งตวงวัดออกมาแล้ว สิ่งที่น่าติติงนี่ ไม่ส่งผลต่อความดีงามฉีกยิ้ม จากตลกสถานการณ์มากมายข้างต้นแต่อย่างใด

ถึงแม้จะทำได้ดีในฐานระหนังตลก แต่พล็อตเรื่องหนังสายลับนั้น ก็ไม่ได้ัแหวกแนวอะไร หนังเดินตามแนวทางขนบเดิมๆ แต่เลี้ยวมาชูให้เหล่าตัวละครเพศหญิงโดดเด้งขึ้นมา ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ซีไอเอ และวายร้ายสาวเซ็กซี่ ที่ฉากสำคัญๆ มักจะมีการปะทะกันระหว่างพลังหญิงเสมอ กับฉากแอ็คชั่นที่พอลุ้นสนุกได้ (ฉากต่อสู้ในครัว ลีลาฟาดกระทะ แกว่งปังตอนี่เด็ดมากครับ!) ทั้งหมดนั้นชวนยิ้มมากกว่าหน้าดำคร่ำเครียด ทำให้เหล่าชีวิตของจารชนที่แขวนบนเส้นด้าย ประเด็นความเป็นความตาย และปัญหาระดับชาตินี้ดูเบาๆ สบายๆ ไปหมดเสียอย่างนั้น

หากการแซวหนังสายลับฝ่ายชาย ที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์คือ Kingsman the Secret Service การยั่วล้อที่เกิดขึ้นใน Spy เรื่องนี้ ก็เป็นภาพแทนสายลับหญิงได้อย่างยอดเยี่ยม เธอไม่ต้องสวยเซ็กซี่ตามอุดมคติ แต่ด้วยฝีมือและชั้นเชิง ที่อยู่ภายในผู้หญิงอ่อนนอกแข็งในคนนี้ ก็ทำให้หนังมีน้ำหนักของความบันเทิงเริงใจ พอๆกับขนาดร่างกายระดับเฮฟวี่เวทเลยทีเดียว

ufa24h

รีวิวหนังสยองขวัญ It Follows : เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย เจย์ เด็กสาวไฮสคูล

หากมีการจั่วหัวว่าเป็น “หนังสยองขวัญ” ขึ้นมาเมื่อใด ภาพแรกๆ ที่ติดตาตรึงใจ It Follows คงหนีไม่พ้นเลือดสาดพุ่งพรวดแบบไม่เกรงใจสภากาชาด ฉีกปากแหกอกแหวกไส้ หรือไม่ก็ผีห่าซาตาน หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวกันไป ซึ่งขนบดังกล่าวได้เกิดการใช้ซ้ำไปซ้ำมาเสียจนน่าเบื่อเต็มที แต่เมื่อ It Follows มาถึงพร้อมกับแนวคิดที่ว่า “มัน” ที่ตามมา อาจเป็นใครก็ได้ แม้แต่คนที่คุณรู้จัก จึงทำให้เร้าความสนใจถึงการเปิดแนวทางใหม่ๆ อยู่ไม่น้อย และแน่นอนครับคุณผู้อ่าน หนังประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยเสียด้วย

ถ่ายทอดเรื่องราวของ เจย์ เด็กสาวไฮสคูล ที่ไปกุ๊กกิ๊กกับ ฮิวจ์ แฟนหนุ่ม จนนำไปสู่สัมพันธ์สวาทเขย่ารถ ก่อนที่เธอจะหมดสติไป แล้วฟื้นขึ้นมาพร้อมกับการที่ ฮิวจ์ เผยความลับว่า เขาถ่ายทอด “มัน” ไปให้เธอแล้ว มันกำลังจะติดตามไป มันอาจเป็นใครก็ได้ เพื่อที่จะเข้าใกล้เธอ…ทำเอาเจย์สติแทบหลุด และถูกบางสิ่งคอยเดินตามต้อยๆ ไปทุกที่ ในสารพัดรูปลักษณ์ และทางเดียวที่จะหนีจากชะตากรรมเลวร้ายนี้ได้ คือเธอต้องรีบไปมีเซ็กซ์กับคนอื่นโดยเร็วที่สุด

พล็อตเรื่องโดยคร่าวๆ ที่ว่าด้วยการโอนผีเข้าบัญชีชีวิตชาวบ้าน ด้วยการมีเซ็กซ์นี้ อาจฟังดูจั๊กจี้และพิลึกกึกกืออยู่ไม่น้อย แต่สิ่งนี้เองกลับน่าลิ้มลองเป็นอย่าง เพราะหนังทำให้ “สิ่งลี้ลับ” อันเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในเรื่อง มีหน้าที่มากกว่าเขย่าขวัญคนดู หรือสร้างความดราม่าให้ตัวละครอื่นๆ แต่มันนำไปสู่การตีความได้มากมาย ในหลายแง่มุมที่ต่างกันออกไป และเพื่อเป็นการไม่สปอยล์ จนถูกคุณผู้อ่านต่อยปากแตก! เราขออนุญาตแบ่งข้อความด้านล่างต่อไปนี้ เป็นสองส่วนละกันนะครับ

สามารถสร้างรสชาติแปลกลิ้น ที่ไม่ได้เห็นมาเนิ่นนานแล้วในยุคหลังๆมานี้ ไล่เรียงกันมาตั้งแต่วิธีการถ่าย ดนตรีประกอบ ไปจนถึงบทโดยองค์รวมนั้น ชวนให้คิดถึงหนังสยองในยุคคลาสสิคอยู่ไม่น้อย มันอุดมไปด้วยความผิดที่ผิดทาง ซึ่งทำให้ทั้งหมดดูมึนตึง ระบุอะไรไม่ได้หนักเข้าไปอีก ไปจนถึงการกระทำและตัดสินใจของ เจย์ แม่สาวดวงซวยที่ถูกอะไรก็ไม่รู้ติดตาม ที่หนีเผ่นแน่บไปพร้อมกับแก๊งผองเพื่อนนั้น หลายต่อหลายครั้งช่างดูไร้ตรรกะ และทำในสิ่งที่ไร้ซึ่งที่มาที่ไปอยู่พอตัว แต่เมื่อมันถูกหักล้างด้วยความสยอง จากการติดตามของ “มัน” แล้ว ก็สามารถให้อภัยข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้

ทุกๆ ฉากที่ “มัน” ปรากฏตัวขึ้น เมื่อคลอไปกับท่วงทำนองดนตรีชวนหลอนประสาท และจังหวะที่ลงตัวแล้ว มันช่างทรงพลังชวนขนลุก อีกทั้งคำนิยามของ “มัน” ที่สามารถกลายเป็นใครก็ได้ และผลที่เกิดขึ้นเมื่อโดนประชิดตัว ที่ปูข้อมูลไว้ตั้งแต่ฉากแรกๆ นั้น ยิ่งทำให้ผู้ชมหวาดระแวงมนุษย์ทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวละคร ทั้งพื้นที่เปิดโล่งยันห้องนอน ทั้งกลางวันยันกลางคืน และอดจะสะดุ้งไม่ได้ เมื่อมุมกล้องหันมาอยู่ในทิศทางเดียวกับคนดู ที่มองเธออยู่นอกจอ จนดูราวกับว่า “มัน” สามารถแปลงสภาพตัวเองเป็นคุณผู้ชม ที่คอยเฝ้ามองเจย์ ไปแล้วเรียบร้อย

หากความกลัวนั้น เกิดจากความไม่รู้แล้ว ได้ดันจุดนั้นไปจนเกือบสุดทาง ในขณะที่หนังสยองขวัญทั่วๆไป พอจะจับทางได้ว่า ฉากมืดๆทำนองนี้ เดี๋ยวมีอะไรโผล่มาแหงๆ แล้วมันก็จะกรีดร้อง กัดหน้า บีบคอหอย อะไรก็ว่ากันไป แต่หนังเรื่องนี้ได้มอบหน้าที่สยองขวัญเหล่านั้น ให้ปรากฎอยู่ในรูปลักษณ์มนุษย์ หากแต่เป็นมนุษย์ที่เงียบงัน ดูไร้จิตใจ และเดินต้อยๆ ตามเป้าหมายของมัน แต่มันกำลังจะทำอะไรต่อล่ะ? มันเป็นอะไรกันแน่? แล้วทำไมถึงส่งต่อมันด้วยเซ็กซ์? สุดท้ายไม่ว่าหนังจะเฉลยหรือไม่ อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกตลอดเรื่องนี้ ก็ทิ้งเชื้อความหลอนให้หลงเหลืออยู่ในตัวเราไปยันนอกโรง

การไม่ยอมนิยามให้ชี้ชัดลงไปว่า “มัน” คือสิ่งใดกันแน่ และเผยเพียงวิธีแก้ด้วยการมีเซ็กซ์ นั้นช่างชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยฉากหน้าที่เคลือบด้วยความเป็นหนังสยองขวัญ ฉากหลังๆ ยิ่งชี้ชัดว่า “มัน” มีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆ มีเพียงจุดเริ่มต้นอย่าง ฮิวจ์ ผู้สืบทอดอย่าง เจย์ และผู้ที่เคยมีเซ็กซ์กับเธอเท่านั้น ที่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์มีเลือดเนื้อได้ ยิ่งเมื่อเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้้นกับตัวละครวัยรุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่าน อยากรู้อยากลอง เพลิดเพลินกับรูปกายเพศตรงข้าม และกระเหี้ยนกระหือเสียเหลือเกิน กับโอกาสที่จะได้มีประสบการณ์เซ็กซ์ดูสักที

สิ่งเหล่านี้ ทำให้เนื้อแท้ภายใต้ฉากหน้ามนุษย์ผีเดินตามที่ปรากฏตัวในร่างเปลือย เสื้อผ้าซีทรูหลวมโพรกพราก ชุดรัดรูปแนบเนื้อ หรือไม่ก็ชุดนอนอยู่บ้านนั้น สามารถเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์หฤหรรษ์ทางเพศได้มากมาย มันอาจเป็นความวิตกกังวลผลกระทบของเซ็กซ์ มันอาจเป็นโรคติดต่อ มันอาจเป็นอาการเสพติดกามรมณ์ มันอาจเป็นนัยยะของอะไรก็ได้ที่วัยรุ่นทั้งหลายรังเกียจ แต่ก็ไม่มีวันสลัดหลุด ตราบใดที่ยังผูกติดอยู่กับเรื่องเซ็กซ์ อันเป็นเรื่องที่แทบจะขาดไม่ได้นานของชีวิตในวัยที่ฮอร์โมนเป็นใหญ่ เหตุผลเป็นรองแบบนี้

It Follows คือความสยองขวัญ ที่ไม่ได้ทำให้เรากลัวเลือด กลัวผี หรือกลัวสัตว์ประหลาดจากต่างดาว หากแต่กลัวจิตใจของตัวเอง และเสียดสีวังวนแห่งกามรมณ์ ที่เดินตามวัยรุ่นไม่ให้ห่าง หากดึงดันเก็บกักความพลุ่งพล่านไว้ กว่ารู้ตัวอีกที ก็อาจถูกมันเข้าประชิดตัว ส่งผลเสียต่อตัวเองเข้าอย่างจัง หากเลือกที่ปลดปล่อย ส่งอารมณ์นี้ให้คนอื่นต้องมีชะตากรรมร่วมต่อไป ท้ายที่สุดแล้วยังไง “มัน” ก็หวนกลับมาหาเราอยู่ดี

ufa24hrs

รีวิวหนังบู๊ล้างผลาญ Survivor : ชีวิตคุณ ให้เราดูแล เรื่องราวของ เคท แอ๊บบอต

หลังเหตุการณ์ 9/11 Survivor ทำให้พี่เบิ้มยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา หันมาใส่ใจป้องกันการก่อวินาศกรรมกันขนานใหญ่ ทำให้สื่อต่างๆ ขยันประดิษฐ์เรื่องราวให้ฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น การกระทำใดๆ ถือเป็นคนผิดแบบไม่มีสิทธิเถียง ส่วนฝ่ายถูกก็ยกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งหลาย ที่ออกโรงปกป้องอเมริกันชน และควรค่าแก่การยกย่อง หากจะกระทำผิดก็เพราะมีเหตุสมควร นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกถ่ายทอดผ่าน Survivor ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

ถ่ายทอดเรื่องราวของ เคท แอ๊บบอต เจ้าหน้าที่วีซ่า ประจำสถานทูตอเมริกาในลอนดอน ที่ได้กลิ่นไม่ชอบมาพากลของการก่อการร้าย แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันที่คร่าชีวิตเพื่อร่วมงานของเธอ อีกทั้งเธอยังถูกใส่ร้าย จนกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอีกต่างหาก เธอจึงถูกหน่วยงานรัฐบาลตามล่า ต้องหนีเอาเป็นเอาตาย และในขณะเดียวกัน ก็ต้องหยุดยั้งแผนบ่อนทำลายชาติครั้งใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย

การที่หนังเลือกสองนักแสดงที่ผู้ชมคุ้นเคยกับการถือปืน ออกลีลาบู๊ล้างผลาญอย่าง มีล่า โจโววิช (อลิซ สาวแกร่งเหนือโลก ในแฟรนไชส์ Resident Evil) และ เพียร์ซ บรอสแนน (อดีตสายลับเจมส์ บอนด์ 007) มาเป็นจุดขายของเรื่อง น่าจะช่วยให้หนังมีกำลังวังชาขึ้นมาก แต่ทว่าด้วยเรื่องราวทั้งหมดที่เป็นไปอย่างเถรตรง ตามแนวทางที่ถูกขีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของหนังแอ็คคชั่นสืบสวน ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่หรือชวนตื่นเต้นเซอร์ไพรส์ อีกทั้งยังมีส่วนขาดๆ เกินๆ ไร้ที่มาที่ไปตามรายทางอีกมากมาย ทำให้ภารกิจไล่ล่าครั้งนี้ ช่างดูระโหยโรยแรงไปถนัดตา

สิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือ บรรดากิตติศัพท์ที่ตัวละครประเภท “กองอวย” พากันสรรเสริญ เคท (โจโววิช) และ ช่างทำนาฬิกา (บรอสแนน) คำก็รอบรู้ที่สุดบ้าง อีกคำก็ร้ายกาจที่สุดบ้าง ซึ่งพอเอาเข้าจริงแล้ว มันก็เป็นดังเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เป็นเพียงลมปากที่ยึดถือความจริงไม่ได้ เพราะทั้งสองไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถเหนือชั้นตามนั้นเลย อีกทั้งการตั้งคุณลักษณะให้ตัวพ่อตัวแม่ของเรื่องนี้ เป็นคนที่ไม่มีครอบครัว ไม่ต้องผูกพันกับใคร และตั้งหน้าตั้งตาทำภารกิจ เพื่อจุดประสงค์ของตนเพียงอย่างเดียวนั้น ทำให้ทั้งสองออกจะคล้ายกับเครื่องจักรคอมพิวเตอร์ มากกว่ามนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ

ในขณะที่ตัวละครเด่นของเรื่องถูกทำให้แบนราบ บรรดาปูมหลังซับซ้อน แรงจูงใจจากอดีต กลับถูกโยนไปให้ตัวละครรองๆ ลงมาอีกหลายต่อหลายคนแทน การให้ความสำคัญผิดที่ผิดทางเช่นนี้ นอกจากจะรกรุงรังเกินจำเป็นแล้ว มันยังแกว่งจุดสนใจไปทั่ว และทำให้ผู้ชมไม่รู้จะเอาใจช่วย สาปส่ง หรือเป็นกังวลกับชีวิตของใครกันแน่

นอกจากคำสรรเสริญเยินยอที่เชื่อถือไม่ได้แล้ว จุดด่างพร้อยอีกประการหนึ่งก็เกิดมาจากการอวยเกินเหตุอีกเช่นกัน กับท่าทีของหนังที่สั่งสอนผู้ชมอย่างจริงจัง ให้รับรู้ถึงคติประจำใจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสหรัฐว่า พวกเรานั้นทำไปเพื่ออะไร เป็นห่วงเป็นใยประชาชน และรักความถูกต้องมากมายขนาดไหน การย้ำสิ่งนี้หลายครั้งหลายหน ทำให้การชมให้ความรู้สึกของโฆษณาชวนเชื่อขององค์กร มากกว่าหนังแอ็คชั่นสืบสวนเสียอย่างงั้น

ทุกจังหวะจะถูกขับเคลื่อนด้วยยุ่งเหยิง และรอยโหว่มากมายจนแทบพรุน หากตัดช่วงอารัมภบทยืดยาวออกไป หนังก็มีช่วงท้ายๆ ให้พอดูสนุกอยู่บ้าง แต่ก็อย่างว่าแหละครับคุณผู้อ่าน การมาถึงของมหกรรมนับถอยหลังในฉากสุดท้าย นับว่าถูกที่ถูกเวลา เพราะหลังจากหนังถูไถจนถลอกปอกเปิกไปทั้งตัว เมื่อนาฬิกาถึงจุดสิ้นสุดของการนับ หนังประชาสัมพันธ์องค์กรก็จบลงพอดี ก่อนที่ปิดท้ายด้วยสถิติ ราวกับจะขึ้นสโลแกน ชีวิตคุณ ให้เราดูแล เสียให้รู้แล้วรู้รอด

ufabet