รีวิว The Craft Legacy วัยร้าย ร่ายเวทย์ 4 นักเรียนหญิงชั้นมัธยม

รีวิว The Craft Legacy วัยร้าย ร่ายเวทย์

รีวิว The Craft Legacy – วัยร้ายร่ายเวทย์ ย้อนกลับไป 24 ปีก่อนฮอลลีวูดดูจะหมกมุ่นกับหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ทุ่มทุนสร้าง เอฟเฟกต์ตระการตาและที่สำคัญคือเป็นปีที่มีหนังพลอตสร้างสรรค์หาแนวทางแปลกใหม่ตั้งแต่หนังไซไฟเอเลียนบุกโลกอย่าง The Independence Day ที่คนไทยรู้จักในนาม ID4 สงครามวันด้บโลกหรือปฐมบทหนังสปายขี้โม้อย่าง Mission Impossible ซึ่งในปี 1996 ก็มีหนังหลายเรื่องที่เป็นต้นธารของแฟรนไชส์หนังในปัจจุบัน

เรื่องย่อ

เรื่องราวของ 4 นักเรียนหญิงชั้นมัธยมที่กำลังเผชิญหน้ากับสังคมวัยรุ่นวัยเรียนที่มักจะต้องเจอกับความท้าทายต่างๆ ในการเข้าร่วมสังคม แต่การโคจรมาเจอกันของพวกเธอได้กลายเป็นการผนึกกำลังกันครั้งสำคัญ ที่ช่วยต่อยอดและส่งเสริมให้ทักษะพลังมนต์คำคาถาของพวกเธอสำแดงฤทธิ์และมีประสิทธิผล

ลิลลี่, ลอวร์ส, แฟรงกี้

และ แทบบี้ พวกเธอเพลิดเพลินกับการฝึกพลังและสะสมคาถาต่างๆ พร้อมกับใช้ชีวิตประจำวันเหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไม่เกรงกลัวว่าจะมีใครเข้ามาก้าวก่ายพวกเธอ แต่กลับหลงลืมผลลัพธ์อีกด้านที่จะตามมาของมนต์ดำที่ซ่อนอยู่ ที่มันกำลังคืบคลานและทำให้พวกเธอควบคุมเองเอาไว้ได้ไม่อยู่

 

รู้สึกว่าในช่วงนี้จะมีหนังแนวแฟนตาซีจี๊ดจ๊าดหวือหวาที่ถูกหยิบนำกลับมารีเมคและรีบูทใหม่หลายเรื่อง เริ่มทยอยๆ ปล่อยออกมาสู่สายตาผู้ชมกันแล้ว และหนึ่งในนั้นก็คือ ที่ระบุว่าเป็นภาคต่อเชิงรีบูทจากหนัง (สี่แหววพลังแม่มด) เมื่อปี 1996 ในทำนองนั้น

แต่การกลับมาของสี่แม่มดสาวสายเวทย์กลุ่มนี้ กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกว้าวอะไรได้สักเท่าไหร่ แม้จะได้บริษัทผู้สร้างหนังผีชื่อดังแห่งยุคมาคลุมโทนให้ก็ตาม

ย้อนกลับไป 24 ปีก่อนฮอลลีวูดดูจะหมกมุ่นกับหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ทุ่มทุนสร้าง เอฟเฟกต์ตระการตาและที่สำคัญคือเป็นปีที่มีหนังพลอตสร้างสรรค์หาแนวทางแปลกใหม่ตั้งแต่หนังไซไฟเอเลียนบุกโลกอย่าง The Independence Day

ที่คนไทยรู้จักในนาม ID4 สงครามวันด้บโลกหรือปฐมบทหนังสปายขี้โม้อย่าง Mission Impossible ซึ่งในปี 1996 ก็มีหนังหลายเรื่องที่เป็นต้นธารของแฟรนไชส์หนังในปัจจุบัน

รวมถึง The Craft หรือชื่อไทยสี่แหววพลังแม่มดที่เอาพลอตหนังวัยรุ่นไฮสคูลมาผสมเรื่องลี้ลับเวทย์มนตร์จนได้เป็นหนังสยองขวัญแสดงนำโดย เนฟ แคมป์เบล ที่ได้ตำแหน่งราชินีหนังหวีดทันทีหลัง Scream ภาคแรกฉายปีเดียวกัน

และหลัง 24 ปีผ่านไปไวเหมือนมีใครร่ายเวทย์  ภายใต้ยี่ห้อ Blum House ก็ได้ฤกษ์มาฉายในชื่อไทยที่ตัดอะไรแหวว ๆ ออกและตั้งชื่อเกร๋ ๆ ว่า วัยร้ายร่ายเวทย์

เนื้อเรื่อง

หนังจะเริ่มเรื่องที่ ลิลลี (เคลี สแปนี) ที่ต้องย้ายตาม เฮเลน (มิเชล โมนาแฮน) คุณแม่จิตแพทย์มายังบ้านของ อดัม (เดวิด ดูคอฟนี) ไลฟ์โค้ชคนรักใหม่ของแม่และพ่อของ 3 หนุ่มที่ดูเป็นปฏิปักษ์กับเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอ

และหลังจากต้องอับอายในห้องเรียนจากทิมมี (นิโคลาส แกลิตซีน)พี่ชายจอมเกเรในครอบครัวใหม่ของเธอ ลิลลีก็ได้พบมิตรภาพจาก 3 สาว ลอร์เดส (โซอี้ ลูน่า) แท็บบี (โลวี ซีโมน) และแฟรงกี (กิเดียน แอดลอน) และชวนลิลลีเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของกลุ่มแม่มดของพวกเธอ

และหลังจากลิ้มรสอำนาจของมนตราทั้งเปลี่ยนนิสัย ทิมมี (นิโคลาส แกลิตซีน) พี่ชายบุญธรรมจอมเกเร หรือแม้กระทั่งสั่งสอนเพื่อนที่ชอบบูลลี พวกเธอก็หลงใช้มนตราจนกระทั่งมีคนที่ถึงแก่ชีวิตเพราะมนตร์ของพวกเธอ 4 แม่มดสาวจำต้องหาทางหยุดผลกระทบที่พวกเธอก่อขึ้นรวมถึงต้องสืบหาความจริงเบื้องหลังเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ก่อนจะสายเกินไป

การดำเนินเรื่องในภาคนี้

ก่อนจะพูดถึงหนังใหม่เต็มเรื่องภาคนี้ขอย้อนกลับไปที่หนังภาคแรกอย่างที่เล่าเรื่องโดยเอาปัญหาวัยรุ่ยในไฮสคูลมาเป็นปมทั้งการถูกผู้ชายเท รู้สึกต่ำต้อยในสังคม การถูกบูลลีหรือถูกมองเป็นตัวประหลาดเป็นปมให้ทั้ง 4 สาว ซาราห์ บอนนี แนนซี โรเชล ลุกขึ้นมาใช้ เวทมนตร์เป็นตัวต่อกร

และสร้างตัวตนใหม่ทดแทนความต่ำต้อยในฐานะนักเรียนนอกคอกในโรงเรียนคาธอลิกที่เหมือน ปีเตอร์ ฟิลลาร์ดี เขียนขึ้นเพื่อวิพากษ์ปัญหาในสังคมไฮสคูลจนหนังโด่งดังและถูกอ้างอิงในวัฒนธรรมพอปเวลาต่อมา

สำหรับภาคต่อที่ไม่มีใครสนใจว่าสร้างเมื่อไหร่และข้อมูลใน IMDB ก็มีน้อยจนผิดวิสัยหนังฮอลลีวูด (ข้อมูลเทคนิกยังไม่บอกเลยว่าใช้กล้องหรือเลนส์อะไรถ่าย) และการรับรู้ของผู้ชมชาวไทยทั่วไป

คือการเห็นตัวอย่างหนังในช่วงไม่เกิน 1 เดือนก่อนลงโรงฉายพร้อมพะยี่ห้อ Blum House สตูดิโอหนังสยองขวัญที่กำลังขึ้นมือกับการหยิบจับอะไรก็ฮิตและได้รับคำชม (ปนโดนด่าบ้างเล็กน้อย) มาเป็นหนังหน้าไฟ เอ้ย หน้าเสื่อการันตีนำเสนอหนังภาคต่อเรื่องนี้

หนังเป็นผลงานของนักแสดงสาว “โซอี้ ลิสเตอร์ โจนส์” ที่ได้รับโอกาสมาหยิบจับงานกำกับหนังเรื่องที่ 2 ต่อจาก ‘Band Aid’ พร้อมกับพ่วงการพัฒนาและเขียนบทหนังด้วย แน่นอนว่าลายเซ็นในงานของเธอหนัง ค่อนข้างมีรูปแบบที่เฉพาะตัว โดยเฉพาะการขับเคลื่อนในหมวดหมู่หนังผู้หญิงที่ทำออกมาได้อย่างมีสไตล์และลูกเล่นดี เพียงแต่อาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทางกับหนังสายเวทย์เช่นนี้

นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำใ ภาคต่อเชิงรีบูทเรื่องนี้ยังไม่สามารถไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะตัวหนังออนไลน์ยังมีช่องโหว่และปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นบทหนังที่อ่อนแอ ความสัมพันธ์และคาแรกเตอร์ตัวละครไม่หนักแน่นและไร้น้ำหนัก หาจุดไคลแม็กซ์และประเด็นที่น่าสนใจแทบไม่ได้เลย

สิ่งที่เห็นชัดเจนในบทใหม่ของ โซอี ลิสเตอร์ โจนส์ ผู้กำกับหญิงที่มาจากสายการแสดงคือการพยายามพูดถึงการเมืองเรื่องเพศเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งข้อดีเลยคือบทหนังพยายามพา มาสู่การวิพากษ์ปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางเพศ

โดยแทรกมันทั้งสังคมปิตาธิปไตยในบ้านของอดัม พ่อใหม่จอมเฮียบ ทิมมี พี่ชายสุดเกเรที่บ่อนทำลายความมั่นใจในวัยสาวด้วยการล้อเรื่องประจำเดือน ถ้ายังชัดไม่พอบทยังให้อาชีพของอดัมเป็นนักเขียนหนังสือขายดีที่พูดถึงอำนาจของเพศชายจนได้เป็นไลฟ์โค้ช “ปลุกความเป็นชายในตัวคุณ” จนเราแทบไม่ต้องตีความอะไรอีกแล้ว

จุดยืนหลักไม่ชัดเจน

แต่ปัญหาหลักคือบทหนังที่เหมือนไม่ได้คำนวนเอาไว้ว่าตัวเองมีกรอบเวลาในการเล่าเรื่องเท่าไหร่เลยทำให้หนังพลาดที่จะอธิบายประเด็นสำคัญโดยเฉพาะคำต่อท้ายชื่อหนังอย่าง Legacy หรือ มรดกที่เป็นหัวใจของเรื่องทั้งเรื่องราวในบ้านของอดัมที่จะช่วยอธิบายถึงความผิดปกติ

และไม่น่าไว้วางใจของผู้ชายคนนี้ที่คลั่งเรื่องระเบียบวินัยจนผิดมนุษย์ หรือตราประจำตระกูลที่โผล่มาท้ายเรื่องแล้วก็แทบไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน ไปจนถึงปมใหญ่ยักษ์มากคือที่มาของพลังที่ทำให้ ลิลลี สามารถร่ายมนตร์และมีอำนาจต่อกรกับผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ได้ก่อนจะรวมกลุ่มกับ 3 สาวที่เหลือ

และพอต้องอธิบาย โซอี ลิสเตอร์ โจนส์ ก็ดันลนลานกับการเล่าเรื่องจนเละเทะไปหมด เราเลยได้เห็นฉากฮา ๆ อย่าง เดวิด ดูคอฟนี ในบท อดัม กำลังไลฟ์โค้ชเหล่าชายชาตรีได้อย่างทื่อและเถรตรงจนน่าจะได้รับ “เกลียด” ให้ชิงแรซซีอวอร์ดปีหน้า หรืออยู่ดี ๆ ลิลลี ก็ต้องไปพบความจริงสุดช็อก(มั้ยนะ ?) ในตอนท้ายเรื่องเพื่อแถให้มันเกี่ยวกับหนังภาคแรก (ซึ่งตัวอย่างหนังแอบสปอยล์ไปแล้วด้วย)

มิหนำซ้ำดูจบแล้วเราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า ตัวนำทั้ง ลิลลี ลอร์เดส แฟรงกี และ แท็บบี เป็นใครมีปมปัญหาอะไรบ้างตลอดจนความสัมพันธ์ที่หนังไม่ปูอะไรเลยนอกจากฉากร่ายเวทมนตร์ร่วมกัน ส่วนการรีเมกฉากที่อ้างอิงจากหนังภาคแรกที่เป็นการร่วมกันร่ายมนตร์แล้วเพื่อนลอยตัวได้หนังก็นำเสนอแบบผ่าน ๆ จนเหมือนไม่สำคัญ

โดยรวม

ทั้งนี้ในภาพรวมทั้ง The Craft: Legacy ถือว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะตัวหนังแทบจะหาข้อดีอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากสิ่งที่ใส่เข้ามาดูสะเปะสะปะและเลอะเทอะไปหมด ไม่มีความน่ากลัว ไร้แก่นสารของเรื่อง ขาดประเด็นหลัก และเกือบจะไม่มีความสนุกอยู่เลยในหนัง เห็นจะมีแค่เพียงเซอร์ไพรส์ฉากสุดท้ายของเรื่อง ที่น่าจะเป็นฉากที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้แล้วจริงๆ

สรุป

เรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างละม้ายคล้ายเวอร์ชั่นก่อนมาก ทำให้ถ้าใครเคยดูเวอร์ชั้่นปี 1996 มาแล้วคงเดาทางได้ไม่อยาก แต่ที่น่าเสียดายคือ เป็นหนังที่มีตัวหลักเป็นผู้หญิงถึง 4 คน ความซ่องแตก เฟียสๆ เก๋ๆ ของตัวหนัง รวมไปถึงการระเบิดพลัง หรือฉากใช้พลังต่างๆ แม้กระทั้งไฮโลท์ท้ายเรื่อง นั้นดูเบาบางไปซะหมด ไม่สมกับเป็นหนังเพื่อนหญิงพลังหญิงเลยจริงๆ

กลายเป็นเราดูหนังที่พลอตอีรุงตุงนังแต่อธิบายอะไรไม่เคลียร์ซักอย่าง บทคิดจะยัดอะไรก็ใส่เข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนน่าเสียดายปมร่วมสมัยที่บทพยายามบอกเล่ารวมถึงการแสดงที่เหมือนนักแสดงทุกคนดูเป็นหุ่นเชิดไม่น่าจดจำและดูแข็งทื่อไปหมด

ทั้งที่ทำดี ๆ มันอาจพาหนังไปสู่การวิพากษ์อำนาจของเพศชายและการเมืองเรื่องเพศเหมือนที่มันตั้งใจไว้ สุดท้ายมันเลยกลายเป็นหนังภาคต่อคุณภาพลงสตรีมมิงที่ดันได้ฉายโรงเพราะขาดหนังฮอลลีวูดที่หนีตายไปฉายปีหน้ากันหมดแทน

แทงบอล 

Published by

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *