รีวิวหนัง McQueen – แม็คควีน พระเจ้าของโลกแฟชั่นมีได้แค่ควีนเดียว

รีวิวหนัง McQueen - แม็คควีน   พระเจ้าของโลกแฟชั่นมีได้แค่ควีนเดียว

รีวิวหนังแนวแฟชั่น หนัง McQueen หรือชื่อไทยว่า แม็คควีน “ไม่มีใครค้นพบ อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน แต่แม็คควีนต่างหากที่ค้นพบตัวเอง” เรื่องราวการไต่เต้าจากดินสู่ดาวของ อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ยอดดีไซเนอร์ผู้มีแนวทางอันดิบเถื่อนเป็นของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ยังสวยงามและน่าตราตรึงใจ นอกจากจะพาคนดูไปสำรวจตัวตน ความรู้สึกและแนวคิดที่มีต่องานของเขา แม็คควีน ยังเป็นสารดคีที่ต้องการยกย่องเชิดชูบุคคลผู้มากความสามารถ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนสู้ชีวิตทั้งหลายอยากเดินตามรอย

 

แม็คควีน นับว่าเป็นควีนแห่งวงการแฟชั่นที่แท้จริง เขาคือ “กบฎแห่งวงการแฟชั่น” ถ้าใครทำงานอยู่ในวงการหรือติดตามแวดวงแฟชั่น ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ Alexander McQueen แน่นอน เขาสร้างชื่อเสียงตัวเองจาก 0 เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ด้วยความเป็นตัวเองแบบสุดๆ เป็นคนที่ปฏิวัติวงการคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ “เขาเป็นมากกว่าดีไซเนอร์ เขาคือศิลปิน”

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2010 ได้เกิดเหตุการณ์สุดช็อคในวงการแฟชั่น เมื่อ แม็คควีน ฆ่าตัวตายในห้องพักของตัวเองด้วยวัยเพียง 40 หลายคนตั้งคำถามถึงสาเหตุการณ์ตายในครั้งนั้นและเรื่องนี้ก็ได้บอกมันออกมาอย่างชัดเจน

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นมากกว่าสารคดีมันพาเราเจาะลึกเข้าไปถึงภายในห้วงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และจิตใจของดีไซเนอร์ชื่อดัง ไม่สิ เจาะลึกเข้าไปในจิตใจของชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่มากไปด้วยความสามารถจนสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง แม็คควีน เขาเปรียบเสมือนชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่หารู้ไม่…ในหลายๆ ครั้งเค้าต้องแบกรับอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นมากกว่าคนอื่นๆ อีกหลายเท่า และเราจะรับรู้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของเขาเหล่านั้นผ่านผลงานในแต่ละคอลเล็กชันของเขาได้เป็นอย่างดี

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ แม็คควีน ตั้งแต่ยังเด็ก จวบจนถึงบทสรุปสุดท้ายของชีวิต หนังเล่าเรื่องเร็วมาก มันจึงทำให้สารคดีเรื่องนี้ไม่น่าเบื่อ และถึงแม้คนไม่ได้ติดตามวงการแฟชั่นก็สามารถเข้าใจมันได้ไม่ยาก

เรื่องราวดำเนินไปอย่างไหลลื่น โดยการเล่าเรื่องจะผ่านจากหลายมุมมองของคนรอบกาย McQueen รวมถึงตัวเขาเองจากการสัมภาษณ์ต่างๆ ด้วย หนังมีการนำ footage ที่ถูกถ่ายเอาไว้เมื่อตอน แม็คควีน ยังมีชีวิตหลากหลายมาถ่ายทอดให้เราได้รับชม ทั้งสวยงาม… และเจ็บปวด

ในช่วงแรกหนังจะให้เรารู้จักกับชายที่ชื่อ แม็คควีน และค่อยๆ พาเราดำดิ่งเกาะติดชีวิตเขาไปตลอด เราจะเห็นถึง “พรสวรรค์” ที่เปรียบเสมือน “คำสาป” ของชายผู้นี้ ที่เขาต้องแบกรับชื่อของ McQueen เอาไว้อย่างเต็มบ่า หนังทวีความพีคขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสเกลที่น่าติดตามแบบสุดๆ

การได้ดูหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนคุณได้ชมงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ได้ชมแฟชั่นแห่งห้วงอารมณ์ ผ่านทางหน้าจอที่เปรียบเสมือนรันเวย์ของ แม็คควีน สารคดีเรื่องนี้มีครบทุกองค์ประกอบของความเป็นหนัง ราวกับเรื่องราวทั้งหมดถูกแต่งขึ้น เพียงแต่ว่าเรื่องทั้งหมดมันคือเรื่องจริง…

ชอบที่หนังสามารถพาเราเปิดโลกที่เราไม่รู้จักได้เลย ตัวเราไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือศึกษาเกี่ยวกับวงการแฟชั่นมาก่อน และไม่เคยรู้จักชื่อของ แม็คควีน เพียงแต่เคยได้ยินข่าวมาบ้างเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา และที่ชอบมากเข้าไปอีก คือการที่ได้เห็นแฟชั่นโชว์ของเขาหลายๆ ครั้ง และได้รู้ว่าผลงานของเขาทุกครั้งนั้น เขาได้แรงบันดาลใจมาจากอารมณ์และความรู้สึกของเขาเอง เขาสามารถถ่ายทอดมันผ่านทั้งตัวนางแบบ การคิดแนวทางของโชว์ ออกมาได้อย่างชัดเจน มันสตั้นท์เราไปเลย จนทำให้รู้สึกอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน เหมือนกับที่ตัว แม็คควีน ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ทุกครั้งที่ผมจัดแฟชั่นโชว์ ผมต้องการให้คนดูรู้สึกอะไรบางอย่าง” และเขาก็ทำได้จริงๆ

สิ่งที่เราหักคะแนนไปก็เป็นเรื่องของการเล่าเรื่องที่เร็วเนี่ยแหละ หลายๆ ครั้งเราก็ตามไม่ทัน และด้วยความที่มีตัวละครเยอะมาก มันยิ่งทำให้เราสงสัยและลำดับอยู่ว่าใครเป็นใคร จนงงบ้างในบางที

เป็นหนังสารคดีที่ไม่ได้ดูยาก ไม่น่าเบื่อ แถมได้กำไรด้วยซ้ำ เพราะคุณจะได้ชมผลงานดีๆ ของเขาด้วย มันทำให้เราเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของชีวิต McQueen ได้อย่างลึกซึ้ง แถมยังสะท้อนให้เราได้คิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตเราอีกด้วย

ถึงแม้ชีวิตของ แม็คควีน  จะดูดีแค่ไหน มีชื่อเสียง เงินทองมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ไม่สามาถสร้างความสุขให้กับเขาได้จริงๆ ต่อให้เขาจะดีไซน์เสื้อผ้าได้ยอดเยี่ยมและสร้างสรรค์เพียงใด แต่เขาก็ไม่สามารถดีไซน์ชีวิตตัวเองได้ดั่งใจสักที และเสื้อผ้าต่อให้เย็บได้ดีแค่ไหน ก็ยังเหลือร่องรอยตะเข็บไว้อยู่ดี  ที่มา

Published by

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *