พื้นฐานของ การตลาดอออนไลน์ ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

 พื้นฐานของ การตลาดอออนไลน์ ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

พื้นฐานของ การตลาดอออนไลน์ SEO คืออะไร?  การทำเว็บไซต์เว็บไซต์ หนึ่งขึ้นมานั้น แน่นอนว่าเราต้องการที่จะให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเยอะๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก มี Traffic ไหลเข้าเว็บไซต์ คือ การทำให้คนเสิร์ชเจอเว็บของเราบ่อยๆ หรือการทำ SEO นั่นเอง

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จัก SEO กันตั้งแต่ศูนย์ ไล่เรียงทุกหัวข้อหลักๆ ทุกประเด็นที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

มาเริ่มต้นกันที่ SEO หมายถึงอะไร?

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง การปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับ Search Engine (อย่างเช่น Google, Bing, Yahoo หรือแม้แต่ YouTube) เพื่อทำอันดับเว็บไซต์บนหน้าเสิร์ช ยิ่งเว็บไซต์ได้อันดับดีเท่าไร ก็มีโอกาสที่คนจะเห็นเว็บไซต์และเข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้นเท่านั้น

การทำ SEO หรือการปรับแต่งเว็บไซต์นั้น หลักการหลักๆ คือ การทำให้เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้คนค้นหา ดังนั้น ความเข้าใจโดยทั่วไป จึงเป็นการทำคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องและแทรกคำค้นหรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ลงไปในคอนเทนต์ รวมทั้ง ปรับปรุงคุณภาพให้เว็บไซต์ ‘ตอบคำถาม’ ได้ตรงและเป็นประโยชน์ที่สุด

เกณฑ์การจัดอันดับเว็บไซต์ (Ranking) ของ Search Engine นั้น ก็จะคิดจากความพึงพอใจของผู้ค้นหาที่ได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งมาจากตัวชี้วัด (Metrics) หลายๆ ตัว ดังนั้น การทำ SEO ให้ได้ผลดี จึงมีหลายองค์ประกอบที่ต้องเข้าใจและทำให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น

วิธีการทำงานของ Search Engine
Keyword Research
Site Structure
On-page SEO
SEO Writing Techniques
Link Building หรือการทำ Off-page SEO
เครื่องมือช่วยทำ SEO
SEO สำคัญอย่างไร ทำไมเว็บไซต์ต้องทำ SEO
การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราขึ้นอันดับในหน้าค้นหา เพื่อที่ผู้คนจะได้มีโอกาสเห็นเว็บไซต์และเข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น ซึ่งมีที่มาที่ไปจากพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้คนในปัจจุบัน

3.5 Billion
ทุกวันนี้ ผู้คนพึ่งพาการเสิร์ช Google มากกว่าวันละ 3.5 พันล้านครั้ง หรือกว่า 40,000 ครั้งต่อวินาที (Internetlivestats, 2020)

90%
กว่า 90% ของผู้บริโภคที่ใช้อินเทอร์เน็ต จะยังไม่ติดสินใจซื้อหรือทำอะไรกับแบรนด์หากยังไม่ได้เสิร์ช
(Status Labs, 2018)

14.6%
การทำ SEO ให้อัตราผลลัพธ์ (Conversion rate) สูงถึง 14.6% ในขณะที่การตลาดแบบดั่งเดิมให้ผลลัพธ์เพียง 1.7% (serpwatch, 2020)

จากสถิติข้างต้น จะเห็นได้ว่า ผู้คนพึ่งพาการเสิร์ชมากแค่ไหน และการรีเสิร์ชบน Search Engine ส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากเพียงไร

ยกตัวอย่างง่ายๆ จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเสิร์ชหาสถานที่ ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว เสิร์ชหาข้อมูลความรู้ต่างๆ เสิร์ชหาสิ่งบันเทิง หรือคอนเทนต์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาของเรา

ส่วนสาเหตุที่แต่ละเว็บไซต์มุ่งทำ SEO ทำอันดับแข่งขันกันในหน้าเสิร์ชก็เพราะว่า ผลลัพธ์ที่เว็บไซต์ในแต่ละอันดับได้นั้นแตกต่างกันมาก

ที่มา: backlinko.com
จากข้อมูลอัตราการคลิก (CTR: Click Through Rate) บน Google จาก Backlinko ข้างต้น จะเห็นได้ว่า เว็บไซต์อันดับหนึ่งนั้นมีคนคลิกเข้าไปเยี่ยมชมสูงโดดจากอันดับอื่นๆ ซึ่งวัดได้ 31.7% ส่วนเว็บไซต์อันดับอื่นๆ ที่มีคนเข้าเยี่ยมชมหนาแน่นจะอยู่ที่อันดับที่ 1 – 10 และ 95% ของผู้ที่ค้นหาทั้งหมดจะคลิกเข้าชมเว็บไซต์ที่ปรากฏในหน้าแรก

นั่นทำให้ ‘อันดับ’ หรือ Rank ของเว็บไซต์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่คนจะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือมาเห็นหน้าร้าน ธุรกิจและแบรนด์จึงต้องทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกหรือหน้าแรกของ Google ให้ได้

SEO & Marketing: การทำ SEO ให้ผลลัพธ์อย่างไรกับการทำการตลาด

จริงๆ แล้วการทำ SEO ของธุรกิจ หมายถึง การทำการตลาดบนหน้าเสิร์ชหรือ Search Marketing ซึ่งมีคำจำกัดความที่ตรงกว่า คือ SEM (Search Engine Marketing)

SEM ถือเป็นรูปแบบการทำการตลาดใดๆ ก็ตามบนหน้าเสิร์ช ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าคำว่า SEO ที่เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์เท่านั้น แต่โดยเป้าหมายหลักแล้ว ก็เพื่อให้เว็บไซต์ไปปรากฏบนหน้าค้นหาของ Google เพราะถือว่า เว็บไซต์เป็นปากกรวยที่จะนำผู้คนเข้ามาสู่กระบวนการซื้อ-ขาย (Sales Funnel) ซึ่งจะนำไปสู่การขายและผลลัพธ์ทางธุรกิจในที่สุด

ทั้งนี้ SEM และ SEO เป็นคำที่มักจะใช้ในความหมายที่แยกออกจากกัน กล่าวคือ

SEM มักถูกใช้ในความหมายของการซื้อโฆษณาบนหน้าเสิร์ช (Search Ad) หรือเรียกว่า Paid Search / PPC
SEO จะเข้าใจกันว่าเป็นการทำอันดับเว็บไซต์ด้วยการปรับแต่งเว็บไซต์โดยไม่เสียเงินค่าโฆษณาหรือให้ได้ Organic Search
อ่านเพิ่มเติม: SEM คืออะไร วิธีการทำ SEM ขั้นพื้นฐาน

Paid Search (PPC) vs Organic Search

Paid Search หมายถึง การที่เราจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาของ Search Engine อย่าง Google ซึ่งอาจหมายถึงการซื้ออันดับบนหน้าเสิร์ช ซึ่งจะอยู่สูงกว่าเว็บไซต์อันดับแรกที่เป็น Organic Search และมีเครื่องหมาย “Ad” อยู่หน้า URL เว็บไซต์ เพื่อแสดงว่าเป็นเว็บไซต์ที่จ่ายเงินให้กับ Search Engine

โดยข้อดีของ Paid Search นั้น ก็คือ เว็บไซต์ของเราสามารถไปปรากฏในตำแหน่งที่คนจะเห็นได้มากได้ทันที แต่ก็มาพร้อมงบประมาณในการประมูลพื้นที่ (Bidding) ซึ่งอาจคำนวณจากจำนวนครั้งที่มีคนเห็นชื่อเว็บไซต์ จำนวนคลิก หรือตัวชี้วัดอื่นๆ เป็นต้น และข้อเสียของการซื้อโฆษณาก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณเช่นกัน เมื่อไม่ลงเงินเพิ่ม เว็บไซต์ก็จะหายไปจากอันดับหรือหน้าเสิร์ช

Organic Search นั้นก็คือเว็บไซต์ที่ปรากฏบนหน้าเสิร์ชและทำอันดับด้วยการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตอบโจทย์คนค้นหาหรือการทำ SEO ซึ่งมีความยากมากกว่าการซื้อโฆษณาที่เสียเงิน เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการจัดอันดับ เช่น Keyword โครงสร้างเว็บไซต์ การปรับปรุงหน้าเพจ การสร้าง Backlink ฯลฯ (เราจะไปทำความรู้จักกันใน Chapter อื่นๆ ต่อไป) อีกทั้ง ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมความน่าเชื่อถือและไต่อันดับด้วย

จุดแข็งของการทำ SEO และสร้าง Organic Search นั้นจะสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า (เพราะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ) และน่าพึ่งพอใจกว่า เพราะในสายตาคนทั่วไป Organic Search จะน่าเชื่อถือ น่าคลิกมากกว่า สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่า 70 – 80% ของคนที่ค้นหา (Searchers) จะไม่สนใจ Search Ad (Highervisibility, 2019)

อย่างไรก็ตาม นักการตลาดหรือคนดูแลเว็บไซต์อาจใช้ Search Ad หรือ Organic Search ร่วมกันได้หรือใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นคนละจุดประสงค์ เช่น ใช้ Search Ad เพื่อเร่งดึงดูด Traffic เขามาหน้าเว็บให้ภาพรวมการทำ SEO ได้ผลเร็วขึ้น หรือใช้ Search Ad โปรโมตหน้าเว็บที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ในทันที่ อย่างหน้าสินค้าหรืออีเวนต์ ในขณะที่ SEO อาจเป็นแผนการทำเว็บไซต์และคอนเทนต์ในระยะยาว เพื่อหวังผลที่ยั่งยืน

ประโยชน์ของการทำ SEO ต่อการทำเว็บไซต์และการทำการตลาด
นอกจากความสำคัญของการทำ SEO ที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว จริงๆ SEO ยังมีประโยชน์ต่อเว็บไซต์และธูรกิจ/แบรนด์อีกหลายประการ ซึ่งอาจสรุปคร่าวๆ ให้คุณเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น ดังนี้

ช่วยให้ธุรกิจหรือแบรนด์เป็นที่รู้จัก (Brand Awareness) ตลอดจนสินค้าและบริการ
ช่วยเพิ่มจำนวนเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Website Traffic) ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ช่วยให้แบรนด์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย (Visitor Targeting) ที่ตรงกับสินค้า/บริการ หรือคอนเทนต์ของเว็บไซต์ได้ด้วยการเลือกใช้ Keyword
ช่วยเพิ่มอัตราผลลัพธ์มุ่งหวัง (Conversion Rate) ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ยอดกรอกฟอร์ม ยอดสมัครติดตาม ฯลฯ เพราะกลุ่มที่ค้นหามีความสนใจหรือความต้องการอยู่แล้ว (Quality Traffic)
ช่วยประหยัดงบการตลาดและงบโฆษณา (Save Money) เพราะต้นทุนต่ำกว่าการทำการตลาดกลยุทธ์อื่นๆ มาก
ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ (Authority) ให้กับแบรนด์ พร้อมช่วยให้แบรนด์ดูมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำมากขึ้น
ช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจเติบโต (Business Growth) มีกำไรมากขึ้นจากผลลัพธ์ที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายลดต่ำลง
Google SEO หลักการทำงานของ Search Engine
ทีนี้เราคงจะสงสัยกันแล้วใช่ไหมว่าแล้ว Google หรือ Search Engine ทำงานยังไง

วิธีทำงานของ Google Search Engine
Google ที่เรารู้จักกัน อาจเรียกง่ายๆ ว่า “โปรแกรมสืบค้น” โดยหน้าที่ของ Google หรือ Search Engine เจ้าอื่นๆ ก็มีหน้าที่เหมือนกัน คือ จะคอยหาหน้าเว็บหรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง ตรงกับสิ่งที่มีคนค้นหาเข้ามา (เราเรียกว่า “Search Query”)

และเพื่อที่ Search Engine จะทำหน้าที่ได้เช่นนั้น ก็มีกระบวนการเบื้องหลังเพื่อส่งมอบเนื้อหาหรือ ‘คำตอบ’ ที่น่าพึ่งพอใจให้กับเรา สรุปได้ 3 ขั้นตอนด้วยกัน

การสืบค้นข้อมูลเว็บไซต์ (Crawling)
การจัดทำดัชนี (Indexing)
การจัดอันดับ (Ranking) และแสดงผล (Results)
1. การเก็บข้อมูลเว็บไซต์ (Crawling)
เมื่อเราค้นหาเรื่องใดๆ ก็ตามบน Search bar ก่อนที่ Google หรือ Search Engine จะนำข้อมูลมาแสดงให้เรา ตัว Bot ของ Search Engine ก็ต้องดำเนินการค้นหาข้อมูลต่างๆ มาก่อนเช่นกัน ซึ่งเราเรียกว่าการ ‘Crawl’ โดย Bot หรือ Algorithm ของ Google เรียกกว่า “Spider”

Crawler หรือ Spider นั้น จะมีหน้าที่คลานไปตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีในระบบเพื่อค้นหาคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งตัวหนังสือ คลิปวิดีโอ รูปภาพ ไฟล์ PDF หรืออื่นๆ ซึ่งเจ้าแมงมุมของ Google จะเข้าไปเก็บข้อมูลจากที่ประกอบอยู่ในโค้ด (Code) และลิงก์ (Link) เช่น Keyword, Meta Tag, URLs เป็นต้น

2. การจัดทำดัชนี (Indexing)
หลังจากการ Crawl หาข้อมูลแล้ว Google ก็จะจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์หน้าต่างๆ และจัดการทำดัชนี้ โดยเมื่อเว็บไซต์ไหนที่ถูกทำดัชนี (Indexing) แล้ว รายชื่อเว็บไซต์หรือ URLs ของเว็บเพจก็จะเข้าไปอยู่ในบัญชี คล้ายๆ กับนามานุกรมหรือสมุดปกเหลืองที่รวบรวมรายชื่อ/ที่อยู่ต่างๆ ไว้

เพียงแต่ว่า Google เป็นสมุดเล่มใหญ่ที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาล และมีระบบบรรณารักษ์ที่คอยหาข้อมูลที่เราน่าจะต้องการมาให้เลือกแบบสบายๆ

3.การจัดอันดับ (Ranking) และแสดงผล (Results)
เพื่อที่จะนำเสนอเนื้อหาที่น่าจะตอบคำถามของเราได้ Google จึงต้องจัดอันดับเว็บเพจที่มีเนื้อหาคุณภาพและเกี่ยวข้องกับ Query หรือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดขึ้นมาแสดงผลอยู่ในอันดับต้นๆ โดยปัจจัยในการให้จัดอันดับเว็บไซต์ (Ranking Factors) ก็มาจากหลายส่วนด้วยกัน

ทำความเข้าใจเพิ่มเติม: Search Engine คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม โดยคอนเซปต์ก็คือการทำ SEO ซึ่งปรับใช้กับ Search Engine เจ้าอื่นได้ด้วย และการทำ SEO ก็มีหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ หากต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับและดึงดูดคนเข้ามายังเว็บไซต์

 

ที่มารูปภาพ: mangools.com
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาอันดับเว็บไซต์ของ Google
Google มี “หลักเกณฑ์” การจัดอันดับอย่างไร?

คงเป็นคำถามที่ตามมาติดๆ หลังจากที่เรารู้จักการทำงานของ Google กันไปแล้ว ซึ่งหากเราเข้าใจเรื่องนี้ดี เราก็จะแค่ปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ให้มากกว่าเว็บคู่แข่งเท่านั้น เราก็จะสามารถทำอันดับได้ดีกว่าเขา

ซึ่ง “หลักเกณฑ์” การจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google นั้น ก็เกี่ยวข้องกับ “พันธกิจ” หรือเป้าหมายการดำเนินงานของ Google

Larry Page หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Google เคยกล่าวว่า สิ่งที่ Google ทำคือ

Understands exactly what you mean and gives you back exactly what you want.

พูดง่ายๆ Google จะหาเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลที่เราต้องการและต้องเป็นเว็บคุณภาพด้วย (เพราะมนุษย์เราต้องการของหรือสินค้าคุณภาพ จริงไหม?) ซึ่งพันธกิจดังกล่าว ก็เป็นแก่นของหลักเกณฑ์ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google

โดยหลักเกณฑ์ที่ Google ใช้พิจารณาอันดับของเว็บไซต์ มีดังนี้

Usability – เป็นเว็บไซต์ที่อ่านง่าย ค้นหาข้อมูลสะดวก
Relevance – เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ ข้อมูลมีประโยชน์และแก้ปัญหาได้
Authority – มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แหล่งซ่องสุมไวรัสหรือโทรจัน
โดยหลักเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้ ก็จะแตกย่อยรายละเอียดออกไปเป็นปัจจัยย่อยๆ หลายร้อยข้อที่ Google ใช้ในการพิจารณาจัดอันดับเว็บ (และที่เราต้องปรับแต่งทำ SEO กัน)

การทำ Google SEO (Google Search Engine Optimization)
Google ได้ออก Webmaster Guidelines โดยที่เราไม่ต้องเดาให้ยากว่าต้องทำอะไร ซึ่งสิ่งที่ควรทำ ควรปรับปรุงเว็บไซต์กับ Guideline ข้องต้น จะช่วยให้ Google “find, index, rank” “ค้นหา จัดทำดัชนี และจัดอันดับ” เว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น และเป็นไปตามหลักการจัดอันดับของ Google

คัดเลือกและสรุปสาระสำคัญๆ มาง่ายๆ ก่อน ดังนี้

Basic Principles หลักการทำ Google SEO

ทำคอนเทนต์และออกแบบเว็บเพจสำหรับผู้ใช้งาน (User) เป็นหลัก ไม่ใช่เอาใจ Search Engine
ไม่ทำคอนเทนต์หรือเว็บเพจที่หลอกลวงผู้ใช้งาน
หลีกเลี่ยงการใช้ทริคที่จะช่วยเพิ่มอันดับโดยที่ไม่สนใจผู้ใช้งาน ให้ถามตัวเองว่า หากไม่มี Search Engine เรายังจะทำหรือใช้ทริคอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า
พยายามทำให้เว็บไซต์ให้โดดเด่น มอบประโยชน์และคุณค่า และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน
เรื่องทั่วไปที่ควรระวังและหลีกเลี่ยง

ใช้โปรแกรมสร้างคอนเทนต์/บทความที่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
สร้าง Backlink หรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อหวังผล Ranking ซึ่งเป็นการทำ SEO ที่ไม่มอบประโยชน์ใดๆ กับผู้ใช้งาน
ไม่ใช้คอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นใหม่ (Original Content) หรือเป็นคอนเทนต์ที่คัดลอกมา (Duplicate Content)
Index ให้ Search Engine เห็นเว็บเพจที่แตกต่างไปจากที่ผู้ใช้งานเห็น
มี Hidden text หรือ Hidden link ที่ผู้ใช้งานไม่เห็น แต่ทำขึ้นเพื่อหวังผล Ranking เช่น ตัวอักษรสีเดียวกับพื้น ซื้อนลิงก์ไว้ในเครื่องมือเล็กๆ เช่น จุด ลูกน้ำ เป็นต้น
เป็น Doorway pages หรือหน้าเพจที่รวมลิงก์หน้าเพจอื่นๆ ในหน้าเสิร์ชไว้อีกที เพื่อหวังผล Ranking เท่านั้น ซึ่งไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อผู้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม โดยคอนเซปต์ก็คือการทำ SEO ซึ่งปรับใช้กับ Search Engine เจ้าอื่นได้ด้วย และการทำ SEO ก็มีหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ หากต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับและดึงดูดคนเข้ามายังเว็บไซต์

เริ่มต้นทำ SEO ต้องรู้อะไรบ้าง
จะเริ่มต้นทำ SEO ให้สามารถทำอันดับ Ranking ที่ดีได้ มีปัจจัยในหลายด้านที่ต้องเรียนรู้และปรับแต่งเว็บไซต์ให้ดีกับผู้ใช้งานและ Search Engine

หัวข้อต่อไปนี้ คือ เรื่องที่เราอยากจะชวนคุณศึกษาต่อในบทถัดไป

1. Keyword Research

คำค้นหรือคีเวิร์ด (Keyword) เป็นคำที่ผู้คนใช้เสิร์ชเข้ามาบน Search Engine การทำ Keyword Research จะช่วยให้เว็บไซต์รู้ว่าผู้คนต้องการค้นคว้าสิ่งใด และเว็บไซต์จะผลิตเนื้อหาเว็บไซต์อย่างไรเพื่อดึงดูดและตอบโจทย์ผู้คน เรียก Traffic เข้าเว็บไซต์ได้

2. Site Structure

แผนผังเว็บไซต์หรือโครงสร้างเว็บไซต์เป็นอีกเรื่องทางเทคนิคเว็บที่ส่งผลต่อ SEO กล่าวคือ ความซับซ้อนของโครงสร้างเว็บไซต์ส่งผลต่อความยาก-ง่ายในการทำงานของ Spider หรือ Crawler ของ Search Engine …แล้วเว็บไซต์แบบไหนที่จะดีต่อ Search Engine?

3. On-page SEO

ว่าด้วยเรื่องการปรับแต่งเว็บไซต์บนหน้าเว็บเพจ เพื่อให้ทำให้เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับ Query หรือสิ่งที่ผู้คนค้นหาเข้ามา ซึ่งประกอบไปด้วยหลากหลายปัจจัย เช่น Keyword เนื้อหาบนเว็บเพจ รูปภาพ สื่ออื่นๆ Meta Tag ฯลฯ ตลอดจนการมอบคุณค่าและประโยชน์ให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม (Website Visitors)

4. SEO Writing Techniques

คอนเทนต์บนเว็บไซต์ คือ หัวใจหลักที่ทำให้ผู้คนเข้ามายังเว็บไซต์เพื่อหาคำตอบจากสิ่งที่พวกเขาสงสัย การเขียนคอนเทนต์ที่ดีต่อ SEO จึงต้องมีคุณภาพ ให้ประโยชน์กับผู้อ่านหรือผู้เสพได้ พร้อมต้องอาศัยหลักการเขียนเชิงเทคนิคเพื่อนำพาคอนเทนต์ก้าวสู่หน้าแรกๆ ของ Seach Engine

5. Link Building

Link Building เป็นวิธีการทำ SEO นอกเว็บไซต์ของเรา หมายถึง การทำที่เว็บไซต์อื่นๆ ส่งลิงก์ (Backlink) มาให้เว็บไซต์ของเรา เราลิงก์กลับไปยังเว็บไซต์อื่น หรือเราลิงก์เว็บเพจภายในเว็บไซต์ของเราเอง (Internal link) เป็นอีกองค์ประกอบที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานค้นคว้าข้อมูลได้ลึกขึ้น และ Search Bot เห็นความเกี่ยวข้องของเนื้อหาในแต่ละเว็บเพจ ช่วยให้จัดอันดับเนื้อหามาแสดงผลให้ผู้ค้นหาได้ดีขึ้น

การทำ SEO นั้นอาจจะดูไม่หวือหวา เปรี้ยงปร้างเท่ากับการทำ Social Media แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผลลัพธ์จากการทำ SEO นั้นผลิดอกออกผลแล้ว มันจะส่ง Traffic มาให้คุณเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันหยุด โดยที่คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง เพิ่มเติมมากนัก

ตัวอย่างเช่นของ Content Shifu เอง ต่อให้วันนี้พวกเราปล่อยเว็บไซต์ทิ้งไว้เฉยๆ โดยที่ไม่เขียนบทความเพิ่ม หรือทำอะไรใหม่ๆ เลย Traffic ที่เข้ามาเว็บไซต์ของเรานั้นก็ยังคงจะเข้ามาประมาณเดิมอยู่ อาจจะบวกลบไม่เกิน 10%

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่เห็นพลังของการทำ SEO แต่อาจจะยังงงๆ สงสัย หรือยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ลองดูวิดีโออธิบายการทำ SEO แบบง่ายๆ ข้างล่างนี้ และทำความรู้จักศัพท์ในการทำ SEO ที่ไม่รู้ไม่ได้! กันในบทความนี้เลยครับ

 

ดูคลิปกันจบแล้ว ไปต่อกันที่คำศัพท์ SEO 10 ข้อที่มือใหม่ทุกคนควรรู้จักกันเลยครับ!

มือใหม่อยากเริ่มทำ SEO? มารู้จักคำศัพท์ 10 ตัวนี้ก่อน
SEO
แน่นอนว่าคำนี้จะต้องเป็นคำแรกที่ผมจะต้องพูดถึง เพราะถ้าคุณยังไม่รู้เลยว่า SEO คืออะไร การอ่านข้ออื่นๆ อีก 9 ข้อนั้นมันก็คงจะไม่ช่วยอะไร 🙂

SEO เป็นคำย่อของคำว่า ​Search Engine Optimization

Search Engine คือระบบการค้นหาข้อมูล ส่วน Optimization คือการทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เมื่อเอามารวมๆ กันแล้วมันก็เลยกลายเป็นการทำให้ผลลัพธ์ที่มาจากระบบการค้นหาข้อมูลนั้นออกมาเหมาะสมที่สุด ซึ่งถ้าจะให้อธิบายเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ การทำ SEO นั้นก็คือการที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นขึ้นไปติดในตำแหน่งแรกๆ บน Search Engine เพื่อให้คนคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ (คุณสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความหมายของ SEO ได้ที่นี่)

“The Purpose of doing SEO is to get found on Search Engine and get clicked by Human” – Content Shifu

Shifu แนะนำ
สำหรับประเทศไทย กว่า 95% ของ Traffic ทั้งหมดมาจาก Search Engine ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ครับ
Keyword

Keywords คือคำค้นหาที่ใช้ใน Search Engine เช่นถ้าผมเปิด google.com แล้วพิมพ์คำว่า “ทำ SEO” ลงไปในช่อง Search คำว่า “ทำ SEO” ก็คือ Keyword นั่นเองครับ

Keyword มีความสำคัญยังไง?

การทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์นั้นคุณทำคอนเทนต์เพื่อให้ทั้งคน และอัลกอริทึ่มของ Search Engine อ่าน ต่อให้คุณเขียน หรือทำคอนเทนต์ (ที่คุณคิดว่า) ดีแทบตายยังไง แต่ถ้าหัวข้อเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่คุณทำนั้นไม่มีคนสนใจค้นหา คนก็จะไม่เจอคุณผ่าน Search Engine อยู่ดี

ในความเห็นของผม ขั้นตอนการเลือก Keyword นั้นเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก และควรทำก่อนจะผลิตคอนเทนต์ขึ้นมาครับ

ถ้าคุณสนใจเกี่ยวกับการเลือก Keyword ทาง Content Shifu เคยเขียนบทความ “keyword คืออะไร และ หา keyword ของเว็บไซต์อย่างไรให้รายได้ของคุณพุ่ง” และ “แนะนำวิธีใช้ Keywords Everywhere ปลั๊กอินบน Chrome และ Firefox ศึกษาคีย์เวิร์ดเพื่อทำงานเขียน Content Marketing อย่างมืออาชีพ“ อยู่ครับ ลองเข้าไปอ่านกันดูได้

SERPs

SERPs ย่อมาจาก Search Engine Result Pages หรือหน้าที่แสดงผลใน Search Engine เวลาคนใส่ Keyword เพื่อทำการค้นหานั่นเองครับ

ซึ่ง SERPs ที่แสดงผลให้แต่ละคนเห็นนั้นจะต่างกันไปตาม Keyword ที่ใช้ค้นหา, Browsing History และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย (ซึ่ง Search Engine ไม่เปิดเผยเรื่องพวกนี้)

หน้าที่ของ SERPs นั้นมีอยู่แค่อย่างเดียวก็คือการพยายามที่จะแสดงผลลัพธ์ในการค้นหาให้ตรงกับใจของคนที่ค้นหาได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นลองเอา Keyword ที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณเข้าไปในใส่ Search Engine ดูครับ

ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่อยู่ใน SERPs หน้าแรกๆ แสดงว่าคอนเทนต์ของคุณยังไม่น่าถูกเสิร์ฟให้กับคน หรือ Search Engine สักเท่าไหร่ครับ

URL
URL ย่อมาจาก Uniform Resource Locator หรือถ้าอธิบายภาษาง่ายๆ ก็คือเป็นเหมือนรหัสบ้านเลขที่ของเว็บไซต์นั่นเองครับ

ในความเห็นของผม ถ้าใน URL นั้นมี Keyword อยู่ด้วยจะส่งผลดีกับ SEO แล้วก็เวลาตั้งชื่อของหน้า (หรือแม้แต่ชื่อของโดเมน) ผมแนะนำว่าให้ใช้ภาษาอังกฤษดีกว่าภาษาไทยครับ เพราะภาษาไทยจะมีปัญหาเวลาเอาไปแชร์ นอกจากนั้นแล้วถ้า URL ของคุณที่เป็นภาษาไทยยาวมากๆ มันอาจจะโดนตัดทิ้งด้วยครับ

No Follow Link / Do Follow Link
โดยปกติแล้วลิงก์ที่คุณส่งไปหาคนอื่น หรือลิงก์ที่คนอื่นส่งมาหาคุณนั้นสามารถแบ่งได้ง่ายๆ ออกเป็น 2 แบบคือ No Follow Link กับ Do Follow Link ครับ

No Follow Link คือการที่ลิงก์นั้นๆ จะไม่ส่งผลประโยชน์ทางด้าน SEO ไปให้กับ URL นั้นๆ ส่วน Do Follow Link ก็กลับกัน คือมันจะส่งผลประโยชน์ทางด้าน SEO ไปให้กับ URL นั้นๆ นั่นเองครับ

อ่านวิธีการเช็ค No Follow / Do Follow ได้ในโพสต์นี้ นะครับ เรามีเขียนไว้แล้ว

XML Sitemap
XML Sitemap เป็นข้อมูลโครงการของเว็บไซต์ของคุณว่ามีหน้าไหนบ้าง และแต่ละหน้าเกี่ยวข้องกันยังไง

Search Engine ใช้ XML Sitemap ในการทำความเข้าใจเว็บไซต์ของคุณ และมันจะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นมีโอกาสติด Search Engine มากขึ้นด้วย (ไม่ใช่เพราะว่า Search Engine ให้ Ranking คุณสูงขึ้น แต่มันทำให้ Search Engine หาข้อมูลบนเว็บคุณได้ง่ายขึ้น)

ถ้าคุณใช้ WordPress ปลั๊กอินที่ชื่อว่า Yoast สามารถช่วยจัดการให้คุณได้จนจบ แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้ WordPress ลองเข้าไปดูวิธีการสร้าง XML Sitemap ได้ที่นี่ครับ

On-page SEO / Off-page SEO
On-page SEO คือการทำ SEO บนเว็บไซต์ของคุณ ส่วน Off-page SEO คือการทำ SEO นอกเว็บไซต์ของคุณ

ผมคิดว่าการทำ On-page SEO นั้นสามารถทำได้ง่ายกว่าเพราะมันเป็นปัจจัยภายใน ถ้าคุณสามารถ Optimize เว็บไซต์ของคุณได้ดีเช่นทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้เหมาะกับการทำ SEO, ผลิตคอนเทนต์ดีๆ ออกมา หรือทำเว็บไซต์ของคุณให้โหลดเร็ว On-page SEO ของคุณนั้นก็จะดีตามไปด้วย (คุณสามารถเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับการทำ On-page SEO และเทคนิคการเขียนบทความ SEO เพิ่มเติมได้นะครับ)

สำหรับการทำ Off-page SEO ถ้าจะทำให้ดี อาจจะยากกว่าการทำ On-page SEO เนื่องจากว่าคุณต้องพึ่งปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้เช่นการทำ Guest Posting หรือการส่งข้อความไปพูดคุยกับเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อหา Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Off-page SEO ได้ที่หัวข้อ “Backlink” ด้านล่างนะครับ

Shifu แนะนำ

ในความเห็นของผมนั้น ถ้าเว็บไซต์ของคุณเน้นตลาดประเทศไทยเป็นหลัก การทำ On-page SEO ที่ดี (หรือเพียงแค่เขียนคอนเทนต์ดีๆ) ก็เพียงพอแล้วในการที่จะทำให้คุณติดอยู่หน้าแรกๆ ของ Search Engine โดยที่ไม่ต้องทุ่มเทพลังไปกับ Off-page SEO (แต่ถ้าเป็นของเมืองนอก Off-page SEO จะสำคัญมาก เพราะมีคอนเทนต์ดีๆ มากมายเต็มไปหมด)
Title Tag

Title Tag คือชื่อของเว็บไซต์ในแต่ละหน้าของคุณ ซึ่งชื่อของเว็บไซต์นี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่างนึงในการทำให้คนเจอคุณบน SERPs นอกจากนั้นแล้วมันยังส่งผลต่อการที่คนจะคลิก หรือไม่คลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการตั้ง Title Tag ให้เหมาะสมก็คือคุณไม่ควรที่จะตั้งยาวเกินไป เพราะหน้าจอแสดงผลบน SERPs นั้นมีจำกัด ถ้าคุณตั้งยาวเกินไป คนก็จะเห็น Title ของคุณไม่ครบถ้วน (ถ้าคุณใช้ WordPress ปลั๊กอินที่ชื่อว่า Yoast สามารถช่วยคุณเช็คได้ว่า Title ที่คุณตั้งนั้นยาวเกินไปรึเปล่า
ถ้าคุณอยากอ่านเกี่ยวกับการตั้งชื่อเว็บไซต์เพิ่มเติม ผมแนะนำให้คุณไปอ่านบทความนี้ครับ วิธีตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจจนคนต้องกดอ่าน

Meta Description

Meta Description นั้นคือคำอธิบายที่แสดงผลอยู่ใน Title Tag และ URL นั่นเองครับ

ถึงแม้ว่า Meta Description นั้นจะมีความสำคัญต่อ SEO และการแสดงผลในหน้า SERPs ไม่เท่ากับ Title Tag แต่ผมคิดว่า Meta Description นั้นเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้คนคลิก หรือไม่คลิกไปยังเว็บไซต์ของคุณเลย

ถ้า Meta Description ของคุณน่าสนใจ ผมรับรองว่าคนจะคลิกเข้าไปหาเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นแน่นอนครับ

เช่นเดียวกับ Title Tag ถ้าคุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ Yoast ปรับแต่ง Meta Description ได้ครับ

Backlink
Backlink คือลิงก์ที่เว็บไซต์อื่นๆ ส่งมาหาคุณ ซึ่ง Backlink นั้นถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการทำ Off-page SEO สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าการที่คุณได้ Backlink จากเว็บไซต์อื่นๆ (ที่มีคุณภาพ) มาเยอะ Search Engine ก็จะคิดว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน

ป.ล. ถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ และคิดว่า Content Shifu เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเหมือนกัน เราจะดีใจมากถ้าคุณส่ง Backlink มาให้เรานะ : )

สรุป

และนี่ก็คือ 10 คำศัพท์ที่มือใหม่ในการทำ SEO ควรจะรู้จักเอาไว้นะครับ

“แก่น” ของ SEO คือการตอบสนองความอยากรู้ อยากค้นคว้าหาคำตอบของมนุษย์ครับ

ในความเห็นของผม การทำ SEO ที่ดีที่สุดคือการ “รู้แต่ไม่หมกมุ่น” ครับ ความหมายของผมคือคุณควรจะรู้จัก “แก่น” ของ SEO และพยายามตอบสนอง “แก่น” นั้นๆ ส่วนรายละเอียด หรือเทคนิคต่างๆ ในการทำ SEO นั้นเป็นสิ่งที่คุณควรรู้ แต่ไม่ควรจะหมกมุ่นกับมันมากเกินไปครับ

 

รับทำ SEO

Published by

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *